วันอาทิตย์ ที่ 30 สิงหาคม 2569

Login
Login

‘ถอดรหัสพันธุกรรมคนไทย’ พบ ‘ยีนมะเร็ง’ ไม่เหมือนต่างชาติ - ‘ยีนเฉพาะถิ่นคนอีสาน’

เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยสำหรับโครงการถอดรหัสพันธุกรรมแห่งชาติ หรือ “Genomic Thailand” ระยะที่ 1 ซึ่งเป็นการถอดรหัสพันธุกรรมคนไทย 50,000 ราย ใน 5 กลุ่มโรคสำคัญ ได้แก่ มะเร็ง โรคหายาก โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง(โรค NCDs )โรคติดเชื้อ และเภสัชพันธุศาสตร์ ผ่านเครือข่ายโรงพยาบาล 41 แห่งทั่วประเทศ มีการ “ค้นพบเรื่องสำคัญจำนวนมาก” จนได้เป็น “ฐานข้อมูลพันธุกรรมคนไทย” และกำลังเปิดให้นักวิจัยที่ผ่านการพิจารณาอนุมัติจากคณะกรรมการเข้าใช้ประโยชน์เพื่อต่อยอดการวิจัย และเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่อเดินหน้าต่อในระยะที่ 2 อีก 2 แสนราย ภายใต้การขับเคลื่อนหลักของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข(สวรส.)และภาคีวิจัย 

ภายใต้ “Genomic Thailand เฟสที่ 1” มีงานวิจัยที่นำไปสู่ข้อค้นพบที่สำคัญของคนไทยในหลายประเด็น และบางเรื่องสามารถขับเคลื่อนไปจนถึงการบรรจุเป็นชุดสิทธิประโยชน์ในหลักประกันสุขภาพแห่งชาติแล้ว รวมถึง อยู่ระหว่างการผลักดันด้วย 

นับเป็นหลักหมุดสำคัญในการเปลี่ยนผ่านระบบสาธารณสุขไทยจากการรักษาแบบ "เหมารวมมาตรฐานเดียว" ไปสู่ "การแพทย์จีโนมิกส์และการแพทย์แม่นยำ(Precision Medicine)” ซึ่งช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรค คาดการณ์ความเสี่ยง และวางแผนการรักษาโรคหายาก โรคเรื้อรัง และโรคมะเร็งได้อย่างตรงจุดตามพันธุกรรมของแต่ละบุคคล ช่วยชีวิตคนไทยและยกระดับคุณภาพชีวิต
‘ถอดรหัสพันธุกรรมคนไทย’ พบ ‘ยีนมะเร็ง’ ไม่เหมือนต่างชาติ - ‘ยีนเฉพาะถิ่นคนอีสาน’

กว่า 122 ล้านตำแหน่ง พันธุกรรมจำเพาะคนไทย

นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผอ.สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข(สวรส.) กล่าวว่า  โครงการนี้ดำเนินการระยะเวลา 5 ปี จากงบประมาณที่ได้รับ 4,000 ล้านบาท ใช้จริงเพียงประมาณ 2,000 ล้านบาท เนื่องจากค่าตรวจวิจัยที่ถูกลงกว่าเป้าหมายเดิมอย่างมาก ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้สร้างผลตอบแทนทางสังคมและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ (SROI) สูงถึง 6.5 เท่า ทุก ๆ 1 บาทที่รัฐบาลลงทุนไปจะได้รับประโยชน์กลับคืนมาถึง 6.5 บาท ส่วนหนึ่งของข้อค้นพบ คือ ตำแหน่งพันธุกรรมที่จำเพาะในคนไทยกว่า 122 ล้านตำแหน่งที่ไม่พบในกลุ่มประชากรอื่นของโลก

บรรจุเป็นสิทธิประโยชน์บริการฟรี

โครงการนี้ส่งผลดีอย่างเป็นรูปธรรมในระบบสาธารณสุขและการรักษาพยาบาลของไทย โดยช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคได้เร็วขึ้นและเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมเฉพาะบุคคลได้ดียิ่งขึ้น อาทิ  มีการค้นพบยีน SCN5A ที่เกี่ยวข้องกับโรคใหลตายในคนไทย ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการให้ความรู้และการวินิจฉัยเพื่อป้องกันการสูญเสียชีวิต

การตรวจยีนแพ้ยาบางตัวที่มีโอกาสแพ้รุนแรงจนถึงแก่ชีวิต และการตรวจยีนความเสี่ยงมะเร็งเต้านม (BRCA1 และ BRCA2) ในกลุ่มผู้หญิงไทยที่มีความเสี่ยงสูง โดยได้มีการบรรจุเป็นสิทธิประโยชน์ของประชาชนในหลักประกันสุขภาพแห่งชาติแล้ว  นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการศึกษาความคุ้มค่าของการตรวจยีนเพื่อคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ในคนไทย ซึ่งจะช่วยคัดกรองเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปถึง 20-30 เท่าให้ไปส่องกล้อง ช่วยลดความยุ่งยากและความแออัดในโรงพยาบาลลงได้มาก

ช่วยชีวิตและป้องกันความพิการในเด็ก

ยิ่งไปกว่านั้น การวิจัยพันธุกรรมยังช่วยชีวิตและป้องกันความพิการในเด็กได้อย่างน่าอัศจรรย์ เช่น กรณีการตรวจพบเด็กที่มีอาการชักรุนแรงรักษาไม่หาย แต่เมื่อตรวจยีนภายใต้โครงการนี้แล้ว พบว่าเกิดจากการขาดวิตามินบี 6 (B6) เพียงแค่ได้รับวิตามินบี 6 เด็กก็หายชักทันที

หรือกรณีของเด็กผู้ชายในภูมิภาคที่หากไม่ได้รับการตรวจยีนเพื่อวางแผนรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ จะต้องกลายเป็นคนพิการขาลีบและนั่งรถเข็นไปตลอดชีวิต แต่ปัจจุบันเด็กคนนี้สามารถเดินได้ รวมถึงการช่วยตรวจยืนยันความปลอดภัยในครรภ์ให้แก่ครอบครัวที่มีประวัติตาสองข้างบอดจากพันธุกรรม ให้สามารถตั้งครรภ์ลูกคนที่สามได้อย่างปลอดภัยโดยไม่ต้องยุติการตั้งครรภ์เพราะความกลัว
‘ถอดรหัสพันธุกรรมคนไทย’ พบ ‘ยีนมะเร็ง’ ไม่เหมือนต่างชาติ - ‘ยีนเฉพาะถิ่นคนอีสาน’

ช่วยชีวิตเด็กมียีนย่อยสลายน้ำตาลทรายไม่ได้

ศ.นพ.วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์ ผอ.ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านเวชพันธุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า  เทคโนโลยีการถอดรหัสพันธุกรรมทำให้แพทย์มองเห็นลึกถึงระดับสารพันธุกรรมและเชื่อมโยงเข้ากับสถานะสุขภาพได้อย่างแม่นยำ อย่างกรณีของทารกวัย 2 ขวบรายหนึ่งที่กินนมแม่ได้ตามปกติ แต่เมื่อเริ่มรับประทานอาหารอื่นกลับเกิดอาการป่วยหนักรุนแรงเฉียบพลัน จนต้องเข้ารักษาตัวในห้องอภิบาลผู้ป่วยหนัก (ICU) ถึง 4 รอบ

ในรอบที่ 4 อาการวิกฤติจนเกือบเสียชีวิตและถูกส่งตัวมายังรพ.จุฬาลงกรณ์ ด้วยการใช้เทคโนโลยีถอดรหัสพันธุกรรมและฐานข้อมูลอ้างอิงระดับประเทศของ Genomic Thailand ทำให้แพทย์สามารถกรองและวินิจฉัยพบโรคทางพันธุกรรมชนิดหายากอย่างยิ่งที่ทีมแพทย์ไม่เคยได้ยินหรือรู้จักมาก่อน

“พบว่าเด็กมีความผิดปกติของยีนที่ไม่สามารถย่อยสลายน้ำตาลทรายที่ใช้ทั่วไปในอาหารได้ การค้นพบนี้ช่วยให้แพทย์ปรับเปลี่ยนการรักษาได้ทันเวลาและรักษาชีวิตเด็กไว้ได้สำเร็จ”ศ.นพ.วรศักดิ์กล่าว

รวมถึง ยังช่วยแก้ปัญหาในผู้ป่วยโรคเรื้อรังอย่าง "โรคเบาหวาน" ซึ่งพบว่ามีผู้ป่วยราว 10%  ที่ได้รับการรักษาตามแนวทางมาตรฐานสากลแล้วแต่ผลการรักษาไม่ดี สาเหตุเกิดจา

กการที่ประเมินระดับน้ำตาลโดยใช้ค่าฮีโมโกลบิน เอวันซี (HbA1c) ในเม็ดเลือดแดงเป็นตัวแทนมาตรฐาน แต่สำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD (G6PD deficiency) เม็ดเลือดแดงจะมีอายุสั้นกว่าคนปกติ ทำให้ค่า HbA1c ที่ตรวจได้ต่ำกว่าระดับน้ำตาลในเลือดที่แท้จริง หากแพทย์ไม่ทราบข้อมูลพันธุกรรมนี้และรักษาไปตามเกณฑ์ปกติ จะทำให้ผู้ป่วยมีระดับน้ำตาลสูงสะสมจนเกิดภาวะแทรกซ้อนจนไตวายและสูญเสียอวัยวะ

ยกระดับป้องกัน-รักษามะเร็ง

ศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร หัวหน้าศูนย์วิจัยความเป็นเลิศด้านการแพทย์แม่นยำ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า การทำความเข้าใจโครงสร้างทางพันธุกรรมของมะเร็งในผู้ป่วยแต่ละรายจึงช่วยใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การวินิจฉัยโรคที่แม่นยำ ,การเลือกใช้ "ยามุ่งเป้า" (Targeted Therapy) และการระบุมะเร็งชนิดถ่ายทอดในครอบครัว เนื่องจากมะเร็งหลายชนิดเกิดจากการกลายพันธุ์ที่สามารถส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นผ่านสารพันธุกรรม หากตรวจพบว่าผู้ป่วยมะเร็งคนใดมีการกลายพันธุ์ที่ถ่ายทอดได้ สมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวที่ยังไม่ป่วยก็สามารถเข้ารับการคัดกรอง เพื่อเฝ้าระวังหรือทำหัตถการป้องกันล่วงหน้าได้

จากข้อมูลของโครงการ Genomic Thailand ยืนยันว่า ผู้หญิงไทยที่เป็นมะเร็งเต้านมตรวจพบยีนกลายพันธุ์ BRCA สูงถึง 1 ใน 7 ราย ส่งผลให้ไทยเป็นประเทศแรกและประเทศเดียวในภูมิภาคอาเซียนที่บรรจุการตรวจยีน BRCA เข้าสู่นโยบายสิทธิประโยชน์เพื่อให้ผู้ป่วยและครอบครัวเข้าถึงการตรวจได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังอยู่ระหว่างการผลักดันการตรวจยีนมะเร็งลำไส้ใหญ่เข้าสู่สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมด้วย
‘ถอดรหัสพันธุกรรมคนไทย’ พบ ‘ยีนมะเร็ง’ ไม่เหมือนต่างชาติ - ‘ยีนเฉพาะถิ่นคนอีสาน’

ค้นพบ "ยีนเฉพาะถิ่นคนอีสาน”

ด้าน ผศ.นพ.กุณฑล วิชาจารย์ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศการแพทย์แม่นยำ และหัวหน้าสาขาวิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น(มข.)  กล่าวว่า โครงการนี้ช่วยให้คนไข้ในพื้นที่ภูมิภาคเข้าถึงการรักษาขั้นสูงได้อย่างเท่าเทียม โดยผู้ป่วยกลุ่มโรคหายากที่เข้าร่วมโครงการเกือบ 40% ได้รับคำตอบที่ชัดเจนเกี่ยวกับสาเหตุของโรคและนำไปสู่แนวทางการรักษาที่เหมาะสม

ที่สำคัญ คณะแพทยศาสตร์ มข.ค้นพบ "ความแปรผันทางพันธุกรรมเฉพาะถิ่นของคนอีสาน" เช่น ภาวะทารกบวมน้ำ เดิมมักเข้าใจว่าเป็นผลมาจากโรคธาลัสซีเมียเพียงอย่างเดียว แต่จากการถอดรหัสพันธุกรรมพบยีนเด่นที่ทำให้เกิด "โรคเยื่อหุ้มเซลล์เม็ดเลือดแดงแตกง่าย" ซึ่งพบในอัตราที่สูงมากในภาคอีสานเมื่อเทียบกับภาคอื่น

องค์ความรู้นี้ถูกนำไปพัฒนาเป็นระบบคัดกรอง วินิจฉัย และป้องกันแบบครบวงจร เพื่อช่วยลดอัตราการเกิดทารกบวมน้ำซ้ำในครอบครัวเดิม ช่วยให้ประเทศประหยัดงบประมาณในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคเลือดจางเรื้อรังระยะยาว และเตรียมขยายโมเดลการดูแลเฉพาะถิ่นนี้ไปยังพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ

พัฒนาบุคลากรรองรับ 2 มิติ

ศ.ดร.นพ.ดำเนินสันต์ พฤกษากร รองคณบดีด้านวิจัย คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่(มช.) กล่าวว่า มช.ได้ดำเนินการพัฒนาบุคลากรใน 2 มิติหลัก คือ 1.การ Upskill บุคลากรเดิม ได้แก่ กลุ่มแพทย์ ซึ่งต้องปรับตัวให้คุ้นเคยกับการใช้ "แว่นขยายทางพันธุกรรม" ในการวิเคราะห์โรคอย่างลึกซึ้งและทำหน้าที่เป็นผู้นำทีมสหสาขาวิชาชีพ ,กลุ่มนักวิจัยที่ต้องเรียนรู้แนวคิดการวิจัยแบบโอมิกส์ (Omics Research) รวมถึงคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยและผู้ควบคุมระบบที่ต้องเข้าใจหลักเกณฑ์การจัดเก็บสิ่งส่งตรวจและข้อมูลในระยะยาว  และ2.การสร้างกลุ่มคนทำงานสายอาชีพใหม่ เช่น นักชีวสารสนเทศศาสตร์, วิศวกรข้อมูล (Data Engineer) และผู้ดูแลระบบข้อมูล (Data Administrator) เป็นต้น 

พบยีนมะเร็งเจอในคนไทย ไม่ค่อยเจอต่างชาติ

ขณะที่ ดร.นุสรา สัตย์เพริศพราย ผู้จัดการงานวิจัย สำนักวิจัยและพัฒนาจีโนมิกส์ สวรส.กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ”ว่า จากที่ทีมวิจัยไทยได้ค้นพบตำแหน่งรหัสพันธุกรรมของคนไทยที่ไม่เคยปรากฏรายงานในฐานข้อมูลนานาชาติมาก่อนถึง 122 ล้านตำแหน่งนั้น คาดว่าเป็นรหัสพันธุกรรมจำเพาะที่ถ่ายทอดจากบรรพบุรุษ เช่น ลักษณะสีผมหรือสีตาของประชากรไทย รวมถึง ข้อมูลส่วนที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงด้านสุขภาพ
‘ถอดรหัสพันธุกรรมคนไทย’ พบ ‘ยีนมะเร็ง’ ไม่เหมือนต่างชาติ - ‘ยีนเฉพาะถิ่นคนอีสาน’

อย่างเช่น  โครงการวิจัยที่ได้รวบรวมข้อมูลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมชาวไทยประมาณ 8,000 คน มาศึกษาเปรียบเทียบ พบข้อมูลที่น่าสนใจว่า ยีนที่ส่งผลต่อความเสี่ยงมะเร็งเต้านมในคนไทยไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะยีนยอดนิยมในตะวันตกอย่าง BRCA1 หรือ BRCA2 เท่านั้น แต่ค้นพบยีนเสี่ยงจำเพาะตัวอื่นที่พบในคนไทยบ่อยมาก เช่น มียีนตัวหนึ่งที่พบในผู้ป่วยไทยสูงถึง 16% ทั้งที่เป็นยีนที่พบได้ยากมากในกลุ่มประชากรฝรั่ง

“นัยสำคัญ คือ หากใช้มาตรฐานการตรวจแบบตะวันตกที่เจาะจงตรวจเพียงยีน BRCA1 และ BRCA2 จะช่วยคัดกรองครอบคลุมความเสี่ยงให้ฝรั่งได้ถึง 70% แต่มาตรฐานเดียวกันนี้จะคัดกรองความเสี่ยงในคนไทยได้เพียง 30 กว่า%เท่านั้น”ดร.นุสรากล่าว

"ชุดตรวจยีนเสี่ยงมะเร็ง 29 ยีน"

 จากจุดอ่อนนี้ ทีมวิจัยจากศิริราชจึงได้นำข้อมูลมาออกแบบชุดตรวจคัดกรองความเสี่ยงยีนมะเร็งเต้านมเฉพาะประชากรไทย โดยเพิ่มขอบเขตการตรวจเป็น 20 ยีน ซึ่งครอบคลุมความเสี่ยงสูงถึง 95% ของผู้หญิงไทย และยีนเหล่านี้ยังสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคมะเร็งประเภทอื่นด้วย

นวัตกรรมนี้มีชื่อเรียกว่า "ชุดตรวจยีนเสี่ยงมะเร็ง 29 ยีน" ซึ่งครอบคลุมยีนเสี่ยงโรคมะเร็งสำคัญ ได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ มะเร็งตับอ่อน และมะเร็งรังไข่ ปัจจุบันให้บริการแก่ประชาชนทั่วไปแล้วในโรงพยาบาลศูนย์มะเร็ง 29 แห่งทั่วประเทศ หรือหากรักษาในสถานพยาบาลอื่นก็นอกเหนือจากนี้ ก็สามารถดำเนินการส่งตัวอย่างมาตรวจวิเคราะห์เพิ่มเติมที่โรงพยาบาลศิริราชได้เช่นกัน

การค้นพบตำแหน่งความต่างของยีนเสี่ยงในประชากรไทย ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการป้องกันและดูแลรักษาผู้ป่วย  หากตรวจพบความเสี่ยงล่วงหน้า แพทย์จะปรับแผนดูแลเชิงรุก เช่น การนัดตรวจคัดกรองให้ถี่ขึ้น หรือในกลุ่มผู้ที่มีอายุเหมาะสมและไม่มีความต้องการมีบุตรแล้ว อาจพิจารณาผ่าตัดเต้านมหรือรังไข่ เพื่อตัดวงจรการเกิดโรค

 ส่วนในกรณีที่ผู้ป่วยตรวจพบมะเร็งแล้ว จะช่วยให้แพทย์นำชิ้นเนื้อมะเร็งมาตรวจหาจุดกลายพันธุ์เป้าหมาย เพื่อเลือกใช้ "ยามุ่งเป้า" (Targeted Therapy) ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยแก้ปัญหากลุ่มคนไข้ในอดีตที่ได้รับยามุ่งเป้าผิดตำแหน่ง จนทำให้อาการมะเร็งลุกลาม