ประเทศไทยยังสอบตกในการควบคุมยาสูบตามกรอบ WHO FCTC ทั้งเรื่องโครงสร้างภาษีที่เหลื่อมล้ำระหว่างบุหรี่ซิกาแรตกับยาเส้นที่มีราคาถูก ปัญหาบุหรี่เถื่อน การฝ่าฝืนสูบในที่สาธารณะและอาคารพักอาศัยร่วม ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตขายที่ถูกจนร้านค้ามีจำนวนมาก การขายให้เด็กต่ำกว่า 20 ปี รวมถึงการโฆษณาแฝงในซีรีส์ออนไลน์และบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งอุปสรรคสำคัญอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมายที่ล้มเหลว และถูกแทรกแซงนโยบาย ดังนั้น รัฐบาลควรเร่งอุดช่องโหว่และบังคับใช้มาตรการพื้นฐานเหล่านี้ให้เข้มงวด ก่อนที่จะขับเคลื่อนนโยบาย Nicotine-Free Generation เพื่อควบคุมผลิตภัณฑ์ที่มีนิโคตินทุกรูปแบบให้ครอบคลุมและเกิดผลจริง
รศ.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช อาจารย์แพทย์ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์รพ.รามาธิบดี ม.มหิดล ให้สัมภาษณ์พิเศษ “กรุงเทพธุรกิจ”ว่า หากพิจารณาตามกรอบอนุสัญญาควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก (WHO FCTC) ประเทศไทยยังมีอีกหลายด้านมากที่ทำได้ไม่ดีหรือแทบไม่ได้เริ่มต้นดำเนินการ จนเป็นเหมือนอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การควบคุมยาสูบในไทยยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร
โครงสร้าง“ภาษีบุหรี่”ที่ต้องรื้อ
"บุหรี่ซิกาแรต" - "ยาเส้น"เหลื่อมล้ำ
มาตรการด้านภาษียาสูบ แม้ว่าองค์การอนามัยโลก (WHO) จะเคยเสนอแนะให้ปรับโครงสร้างภาษีเป็นอัตราเดียว (Single-tier system) เพื่อทำให้ราคาบุหรี่แพงขึ้น แต่สถานการณ์ปัจจุบันกลับยังคงเผชิญกับการเตะถ่วงและช่องว่างด้านราคาที่ต่างกันอย่างมหาศาล โดยเฉพาะระหว่าง "บุหรี่ซิกาแรต" กับ "ยาเส้น" ที่ยาเส้นมีอัตราภาษีที่ต่ำมากจนสามารถซื้อได้ในราคาเพียงห่อละ 10-15 บาทเท่านั้น ทั้งที่สัดส่วนผู้สูบบุหรี่ซิกาแรตและยาเส้นแบ่งออกเป็นครึ่งต่อครึ่ง การไม่ขยับภาษียาเส้นควบคู่กันไป จึงกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญในการลดอัตราผู้สูบโดยรวม
ภาษีบุหรี่อัตราเดียว เริ่มไม่ควรต่ำกว่า 30 %
นอกจากนี้ ยังมีความพยายามดำเนินกลยุทธ์ผ่านการดึงให้รัฐบาลปรับเป็นภาษีอัตราเดียว แต่เสนอจัดเก็บในอัตราที่ต่ำมาก เช่น 25% ขณะที่ปัจจุบันโครงสร้างภาษีระบบ 2 อัตราของไทยเก็บอยู่ที่ 42% และ 25% หากรัฐบาลปรับภาษีเป็นอัตราเดียวที่ 25% จะมีค่าเท่ากับไม่มีการปรับเพิ่มภาษีขึ้นเลย และยังเป็นการลดระดับภาษีสูงสุดจาก 42% ลงมาเหลือ 25% ซึ่งเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มธุรกิจอย่างเต็มที่
“หากจะใช้ระบบภาษีอัตราเดียวจริง อัตราภาษีแรกเริ่มไม่ควรต่ำกว่า 30 % เพื่อให้ราคาบุหรี่ขยับสูงขึ้นกว่าอัตราเงินเฟ้อ และต้องมีทิศทางในการปรับเพิ่มอัตราภาษีขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ทั้งในฝั่งของอัตราภาษีตามราคาและอัตราภาษีตามปริมาณต่อมวนควบคู่กันไป เนื่องจากข้อมูลระบุว่า ทุก 10%ของอัตราภาษียาสูบที่ปรับเพิ่มขึ้น จะสามารถช่วยลดอัตราความชุกหรือสัดส่วนการสูบบุหรี่ของประชากรโดยรวมลงได้ประมาณ”พญ.เริงฤดีกล่าว
บุหรี่เถื่อน ไม่ปลอม แต่ไม่เสียภาษี
พญ.เริงฤดี กล่าวด้วยว่า ปัญหา "บุหรี่เถื่อน" ก็ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ถูกนำมาใช้เพื่อกดดันรัฐบาลไม่ให้ปรับเพิ่มอัตราภาษี โดยมักอ้างว่าการขึ้นภาษีจะทำให้การลักลอบนำเข้าบุหรี่เถื่อนพุ่งสูงขึ้น ทั้งที่ในมุมวิชาการชี้ว่า บุหรี่เถื่อนไม่ใช่บุหรี่ปลอม แต่เป็นบุหรี่จริงที่ไม่เสียภาษี ที่สุดแล้วการมีบุหรี่เถื่อนก็อาจไม่ได้ทำให้รายได้ของผู้ผลิตลดลง
“ประเทศไทยเองยังคงล่าช้าในการเข้าเป็นภาคีหรือลงนามใน พิธีสารว่าด้วยการค้าผิดกฎหมายในผลิตภัณฑ์ยาสูบ (Protocol to Eliminate Illicit Trade in Tobacco Products) ที่เป็นเรื่องการปราบปรามบุหรี่เถื่อนขององค์การอนามัยโลก แม้ว่าจะมีการส่งตัวแทนเข้าร่วมประชุมศึกษาอย่างต่อเนื่องทุกปีก็ตาม” พญ.เริงฤดีกล่าว
ห้ามสูบที่สาธารณะ การบังคับใช้สอบตก
ห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายควบคุมยาสูบที่ก้าวหน้ามาก แต่ปัญหาอยู่ที่ "การบังคับใช้กฎหมาย" อย่างกฎหมายห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะของไทยแม้จะได้รับการพัฒนาดีขึ้นกว่าเมื่อ 10-20 ปีก่อน แต่การบังคับใช้จริงในทางปฏิบัติก็ยังไม่ครอบคลุมและเข้มงวดพอ โดยหากเปรียบเทียบกับประเทศอังกฤษที่ได้คะแนนการบังคับใช้กฎหมายห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะเต็ม 10 คะแนน ประเทศไทยกลับได้คะแนนเพียง 6 คะแนนเท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่าในพื้นที่สาธารณะต่างๆ ก็ยังคงพบเห็นการฝ่าฝืนสูบบุหรี่อยู่บ่อยครั้ง
จุดขายโครงการหมู่บ้าน-คอนโด ปลอดบุหรี่
ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาใหญ่ เรื่อง “การสูบบุหรี่ภายในที่พักอาศัยร่วม” เช่น คอนโดมิเนียมหรืออพาร์ตเมนต์ สร้างความเดือดร้อนกับผู้อาศัยร่วมในอาคารอย่างมาก ซึ่งปัจจุบันกฎหมายไทยยังไม่มีการครอบคลุมเพื่อปกป้องสิทธิ์ตรงนี้ ต่างจากต่างประเทศที่มีบทบัญญัติทางกฎหมาย “ห้ามสูบบุหรี่ในอาคารที่พักอาศัยร่วมกัน” หากฝ่าฝืนจะมีโทษตามกฎหมายทันที
การผลักดันประเด็นนี้ในประเทศไทย ควรเป็นความร่วมมือกันระหว่างกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ในฐานะหน่วยงานที่มีอำนาจออกประกาศเขตปลอดบุหรี่ และกลุ่มผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์เพื่อร่วมกันพัฒนา “โครงการนำร่องหมู่บ้านหรือคอนโดมิเนียมปลอดบุหรี่ 100%” เพราะนอกจากจะเป็นการปกป้องสุขภาพประชาชนแล้ว ผู้ประกอบการยังสามารถใช้เงื่อนไขนี้เป็นจุดขายสำคัญในการเพิ่มมูลค่าโครงการ เพื่อรองรับเทรนด์สุขภาพและกลุ่มคนเมืองยุคใหม่ที่รักสุขภาพได้ด้วย
คุมอายุผู้ซื้อล้มเหลว ร้านค้า-ออนไลน์พรึ่บ
มาตรการควบคุมส่วนประกอบของยาสูบอย่างการห้ามใช้สารแต่งกลิ่นหรือเมนทอล ซึ่งหลายประเทศแบนไปเรียบร้อยแล้ว แต่กฎหมายไทยยังทำไม่ได้ และต้องประวิงเวลาออกไปอีก 3-4 ปี
การจำกัดอายุขั้นต่ำในการซื้อยาสูบ ซึ่งกฎหมายไทยกำหนดไว้ที่อายุ 20 ปีบริบูรณ์ แต่ในทางปฏิบัติจริงเด็กและเยาวชนก็ยังคงหาซื้อยาสูบมาบริโภคกันได้อย่างแพร่หลาย ปัญหาของประเทศไทยจึงอยู่ที่ระบบการบังคับใช้กฎหมายที่ยังไม่ดีและขาดความเข้มแข็ง
จำนวนร้านค้าจำหน่ายบุหรี่ ประเทศไทยมีมากติดอันดับโลกแทบจะมากกว่าสหรัฐอเมริกาเสียอีก เพราะค่าธรรมเนียมใบอนุญาตขายของไทยถูกมาก ทำให้คนหาซื้อบุหรี่ได้ทุกหนทุกแห่ง รวมถึง การลักลอบจำหน่ายทางแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าที่เจาะกลุ่มเยาวชน ยังคงเป็นจุดอ่อนที่ระบบตรวจสอบของรัฐยังไม่สามารถก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี
ลุยจัดการโฆษณาบุหรี่แฝงในซีรีส์ออนไลน์
นอกจากนี้ ยังพบเรื่องปัญหาการหวนกลับมาแพร่ภาพการสูบบุหรี่แบบไม่มีการเบลอภาพในซีรีส์ และบนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น ทั้งที่พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบของไทย ห้ามการโฆษณาทุกรูปแบบ หรือ Total Ban รศ.พญ.เริงฤดี กล่าวว่า เรื่องนี้เจำเป็นต้องพูดคุยและประสานงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)อย่างเร่งด่วนในการกำหนดกฎเกณฑ์ควบคุม และพิจารณาผลักดันปรับปรุงแก้ไขข้อกฎหมายควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบให้ครอบคลุมเรื่องออนไลน์ที่ซับซ้อนขึ้น
จุดเปลี่ยนสำคัญที่จะทำให้ไทยปลอดบุหรี่
"อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยยังไม่สามารถก้าวไปสู่สังคมปลอดบุหรี่ (Tobacco Zero) ได้สำเร็จ ในการพิจารณานโยบายยาสูบ รัฐบาลยังไม่ได้ยึดถือเรื่องสุขภาพเป็นอันดับหนึ่ง แต่ให้น้ำหนักกับเรื่องผลกระทบทางธุรกิจ รายได้ร้านค้า หรือเกษตรกรชาวไร่ยาสูบมากกว่า นอกจากนี้ นโยบายของไทยยังถูกแทรกแซงเกือบทุกขั้นตอน" รศ.พญ.เริงฤดี กล่าว
ต้อง Nicotine-Free Generation ไม่ใช่ Smoke-Free Generation
ส่วนมาตรการ Nicotine-Free Generation หากมาตรการพื้นฐานที่ระบุในกรอบอนุสัญญาสากลเหล่านี้ยังคงสอบตกและล้มเหลวในการบังคับใช้จริง นโยบายใหม่อย่าง Nicotine-Free Generation ก็อาจเป็นได้เพียงเครื่องมือสร้างกระแสเชิงสัญลักษณ์
รศ.พญ.เริงฤดี อธิบายว่า มีความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่าง Smoke-Free Generation และ Nicotine-Free Generation(NFG) โดย"Smoke-Free" หรือพื้นที่ปลอดควัน สามารถถูกบิดเบือนโดยกลุ่มธุรกิจยาสูบเพื่อประโยชน์ทางการค้าได้ เนื่องจากมาตรการปลอดควันจะมุ่งเน้นควบคุมเฉพาะผลิตภัณฑ์ยาสูบประเภทเผาไหม้ที่มีควันเท่านั้น ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ประเภทบุหรี่ไฟฟ้า หรือผลิตภัณฑ์อื่นใดที่มีนิโคตินไม่ถูกนับรวมเข้ามาด้วย จะกลายเป็นการเปิดทางให้ผู้บริโภคหันไปเสพนิโคตินในรูปแบบอื่นแทน
ดังนั้น หากประเทศไทยจะขับเคลื่อนนโยบายนี้ในอนาคต เป้าหมายหลักที่ถูกต้องและครอบคลุมที่สุดจำเป็นต้องเป็น Nicotine-Free Generation หรือ Tobacco-Free Generation เพื่อให้ครอบคลุมทุกผลิตภัณฑ์ที่มีสารนิโคตินเป็นส่วนประกอบ ไม่ว่าจะเป็นบุหรี่มวน บุหรี่ไฟฟ้า หรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ อย่าง "สนูส" (Snus) เป็นต้น
รศ.พญ.เริงฤดี กล่าวอีกว่า นโยบาย Nicotine-Free Generation หากพิจารณาในเชิงหลักการเป็นนโยบายที่ดีมากนโยบายหนึ่ง แต่เมื่อหันมามองบริบทของประเทศไทยในปัจจุบัน ต้องยอมรับตามตรงว่านโยบายนี้อาจจะยังไม่มีความจำเป็นต้องทำเป็นอันดับแรกในการควบคุมการบริโภคยาสูบ เนื่องจากประเทศไทยยังมีมาตรการควบคุมยาสูบพื้นฐานและนโยบายด้านสุขภาวะอีกหลายประการที่ยังทำได้ไม่ดีและยังมีช่องโหว่สะสมอยู่มาก
“ถ้าเร่งรีบกระโดดไปผลักดันแต่เพียงเรื่อง Nicotine-Free Generation อาจกลายเป็นว่ามาตรการด้านอื่นๆ ที่สำคัญและควรทำจะถูกเบี่ยงเบนความสนใจหรือถูกปิดกั้นจนไม่ได้ดำเนินการแก้ไขเลย ดังนั้น ก่อนที่จะก้าวไปสู่นโยบาย Nicotine-Free Generation ที่เป็นการกำหนดปีเกิดของคนที่ห้ามซื้อผลิตภัณฑ์นิโคติน จำเป็นต้องดำเนินการตามมาตรการควบคุมยาสูบตามกรอบอนุสัญญาควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก (WHO FCTC) ให้สำเร็จก่อน”รศ.พญ.เริงฤดีกล่าว



