เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม(คค.) และ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เป็นประธานในพิธีลงนามสัญญาอนุญาตให้เช่าอาคารอเนกประสงค์ สถานี รฟม. โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย - มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ระหว่าง การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กับ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า กระทรวงคมนาคม มุ่งมั่นพัฒนาระบบคมนาคมให้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตประชาชน โดยนำเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 พิจารณาในหลักการให้ รฟม. ดำเนินการให้เช่าหรือให้สิทธิใดๆ ในอสังหาริมทรัพย์ทั้ง 56 แห่ง รวมถึง พื้นที่อาคารอเนกประสงค์ และพื้นที่โดยรอบ สถานี รฟม. ทำให้ รฟม. และสถาบันมะเร็งแห่งชาติ จึงสามารถเดินหน้า “โครงการพัฒนาการให้บริการรถไฟฟ้าด้านสาธารณสุข” และลงนามสัญญาฯ
เร่งเปิดบริการรถไฟฟ้าสายสีส้มตามแผน
“โครงการนี้เป็นการส่งเสริมให้ประชาชนมีโอกาสเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้อย่างสะดวก และทั่วถึงมากยิ่งขึ้น โดยอาศัยจุดเด่นของโครงข่ายรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนของ รฟม. ที่ให้บริการที่ครอบคลุมพื้นที่ทั้งในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ผนวกรวมกับความเชี่ยวชาญของ กรมการแพทย์ โดย สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ทำให้ประชาชนเข้าถึงการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งได้ง่ายขึ้นมาก จึงเป็นประโยชน์ต่อประชาชน และต่อสถานการณ์ด้านสาธารณสุขในระดับประเทศ” นายพิพัฒน์ กล่าว
ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคม ได้กำชับให้ รฟม. เร่งเปิดให้บริการ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย - มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ให้ได้ตามแผน เพื่อให้มีความพร้อมรองรับการเปิดให้บริการศูนย์บริการทางการแพทย์แห่งใหม่ ตลอดจนพัฒนาบริการโครงข่ายระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการเดินทาง และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืนต่อไป
เป้าลดอัตราตายจากมะเร็งลง 30%
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า โรคมะเร็ง เป็นสาเหตุ การเสียชีวิตอันดับหนึ่งของคนไทย ราวปีละ 83,000 ราย ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข ตั้งเป้าจะลดอัตราการเสียชีวิตลง 30% จึงให้ความสำคัญกับการดำเนินนโยบายเชิงรุก โดยเฉพาะการตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคมะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มแรก เพราะการตรวจพบโรคได้เร็ว จะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาให้ได้ผลดียิ่งขึ้น ลดความรุนแรงของโรค ลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล และลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ป่วยและครอบครัว
การดำเนินงานที่ผ่านมาของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ยังมีข้อจำกัดสำคัญในด้านการเข้าถึงบริการ เนื่องจาก มีพื้นที่ให้บริการ และพื้นที่จอดรถค่อนข้างจำกัด สธ.จึงมีนโยบายกระจาย และขยายบริการออกสู่ภายนอก เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการตรวจคัดกรองโรคมะเร็ง ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และทั่วถึงยิ่งขึ้น
รองรับให้บริการได้ 60,000 -70,000 รายต่อปี
การเช่าอาคารอเนกประสงค์ สถานี รฟม. เพื่อปรับปรุงเป็นคลินิกตรวจค้นหา และคัดกรองความเสี่ยงด้านโรคมะเร็ง พร้อมด้วยเทคโนโลยี และเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย อาทิ เครื่องเอกซเรย์ เต้านมระบบดิจิทัลพร้อมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เครื่องเอกซเรย์ คอมพิวเตอร์ หรือ CT Scan รวมถึง บริการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน และแม่นยำ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้พี่น้องประชาชนเข้าถึงบริการตรวจ คัดกรองโรคมะเร็ง โดยสามารถรองรับผู้รับบริการได้มากถึง 60,000 -70,000 รายต่อปี ศูนย์เวลเนส&คัดกรองมะเร็ง
นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า พื้นที่นี้จะได้รับการพัฒนาให้เป็น “NCI Wellness & Cancer Prevention Center @MRT สถานี รฟม. บนถนนพระราม 9” ซึ่งเป็นศูนย์บริการสุขภาพรูปแบบใหม่ ที่เน้นการป้องกันโรค การค้นหาความเสี่ยง การตรวจคัดกรอง และการสร้างเสริมสุขภาพ ควบคู่กับการให้บริการผู้ป่วยนอก (OPD) และการให้ความรู้ด้านสุขภาพแก่ประชาชน
แนวคิดสำคัญคือ การเปลี่ยนจากระบบบริการสุขภาพที่ประชาชนต้องเดินทางไปโรงพยาบาลเมื่อเกิดความเจ็บป่วย มาเป็นการนำบริการสุขภาพ ไปอยู่ใกล้ประชาชน ในพื้นที่ ที่ประชาชนเดินทางผ่าน และใช้ชีวิตอยู่แล้ว สำหรับบริการสำคัญที่จะพัฒนา ได้แก่
- การให้คำปรึกษาด้านสุขภาพ
- การประเมินความเสี่ยงโรคมะเร็ง และโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง
- การคัดกรองมะเร็งตามความเสี่ยง
- การส่งเสริมการป้องกันโรค
- การให้ความรู้เรื่องวัคซีน และปัจจัยเสี่ยง
- การส่งต่อผู้ที่มีความเสี่ยงหรือจำเป็นต้องได้รับการตรวจเพิ่มเติมเข้าสู่ระบบบริการของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ
ต้นแบบของ ‘สถานีสุขภาพ’
ความร่วมมือกับ รฟม. ครั้งนี้จึงเป็นการทดลองสร้าง ต้นแบบของ ‘สถานีสุขภาพ’ (Health Station) ที่เชื่อมโยงระบบคมนาคมกับระบบสุขภาพ และนำองค์ความรู้ของสถาบันมะเร็งแห่งชาติไปสู่ประชาชนโดยตรง จะมุ่งเน้นประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะประชาชนวัยทำงาน และคนเมืองที่มีข้อจำกัดด้านเวลา สามารถเข้าถึงบริการสุขภาพได้ในพื้นที่ ที่เดินทางสะดวก พร้อมส่งเสริมแนวคิด “รู้ความเสี่ยง รู้เร็ว ป้องกันได้” การดำเนินงานดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางของสถาบันมะเร็งแห่งชาติในการขับเคลื่อนงานด้าน Cancer Prevention, Early Detection และ Health Promotion รวมถึงการพัฒนาระบบบริการที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง (People-centered Care)
“การเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการดูแลโรคมะเร็ง จากการรอให้ประชาชนป่วยแล้วจึงมารักษา ไปสู่การป้องกัน และค้นหาโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การนำบริการสุขภาพมาอยู่ในพื้นที่ MRT สถานี รฟม. บนถนนพระราม 9 จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้ง่ายขึ้น และทำให้การดูแลสุขภาพกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน”นพ.ณัฐพงศ์ กล่าว
คาดเปิดให้บริการปลายปี 70
ร.อ.นพ. สมชาย ธนะสิทธิชัย ผอ.สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า สถาบันเลือกพื้นที่พระราม 9 เป็น สถาบันมะเร็งแห่งชาติ สาขาพระราม 9 เนื่องจากเป็นพื้นที่ ที่ยังไม่เปิดให้บริการ ทำให้สถาบันสามารถดำเนินการเพื่อเกิดให้บริการได้ใกล้เคียงกับช่วงเวลาที่รถไฟฟ้าสายสีส้มให้บริการ เป็นพื้นที่ ที่ประชาชนสามารถเดินทางได้สะดวก แก้ปัญหารถติด และคาร์บอนเครดิต ซึ่งจะเช่าระยะยาว 20-30 ปี ต่อสัญญาทุก 10 ปี
งบประมาณจะใช้ของสถาบัน 100 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงโครงสร้าง ส่วนอุปกรณ์การแพทย์จะใช้งบราว 200-300 ล้านบาท โดยจะเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในการจัดตั้งอุปกรณ์ และเครื่องมือทางการแพทย์ เช่น เครื่องแมมโมแกรม เครื่องอัลตราซาวนด์ เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เป็นต้น และแบ่งสัดส่วนรายได้ร่วมกัน โดยที่ภาครัฐไม่ต้องลงทุนในเรื่องเครื่องมือแพทย์ คาดว่า จะเปิดให้บริการได้ราวปลายปี 2570 หรือต้นปี 2571 ใกล้เคียงกับช่วงเวลาที่รถไฟฟ้าสายสีส้มเปิดให้บริการแล้ว โดยบริการคัดกรองมะเร็งจะคิดอัตราค่าบริการเดียวกับที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติ
พื้นที่กว่า 2,000 ตร.ม. อัตราค่าเช่า 2 ล้านบาทต่อปี
นายกาจผจญ อุดมธรรมภักดี ผู้ว่าการ รฟม. กล่าวว่า นอกจากภารกิจในการกำกับดูแลการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าและการให้บริการเดินรถไฟฟ้ามหานคร หรือ รถไฟฟ้า MRT ให้ “สะดวก รวดเร็ว ตรงเวลา ราคาสมเหตุผล เข้าถึงง่าย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” ตามนโยบายของกระทรวงคมนาคมแล้ว รฟม. ยังเดินหน้าภารกิจในการบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์โดยรอบสถานี และตามแนวสายทางรถไฟฟ้าให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสาธารณะ เพื่อช่วยเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการในระบบรถไฟฟ้าและสร้างโอกาสการพัฒนาธุรกิจเกี่ยวเนื่องในการแสวงหารายได้ใหม่ๆ เพื่อช่วยลดภาระเงินสนับสนุนจากภาครัฐ และในระยะยาว รฟม. จะสามารถเป็นรัฐวิสาหกิจที่สามารถพึ่งพาตนเอง ควบคู่ไปกับการสร้างประโยชน์ให้แก่สาธารณะ
โครงการพัฒนาการให้บริการรถไฟฟ้าด้านสาธารณสุข โดย รฟม. อนุญาตให้สถาบันมะเร็งแห่งชาติ เช่าพื้นที่อาคารอเนกประสงค์ขนาดพื้นที่ 1,357.78 ตารางเมตร(ตร.ม.) และพื้นที่โดยรอบ สถานี รฟม. ขนาด 682 ตารางเมตร สำหรับใช้เป็นพื้นที่ให้บริการทางการแพทย์แก่ประชาชนในการตรวจสุขภาพทั่วไป การตรวจคัดกรอง และดูแลสุขภาพประชาชนเชิงป้องกัน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงโรคมะเร็ง เชื่อว่าในอนาคตโครงการนี้จะช่วยกระตุ้นยอดผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีส้มได้อย่างมีนัยสำคัญ
“การให้สถาบันมะเร็งแห่งชาติ เช่าพื้นที่รวมกว่า 2,000 ตารางเมตร คิดอัตราพิเศษ ส่วนที่เป็นอาคารอัตรา 150 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ส่วนนอกอาคารอัตรา 100 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน รวมแล้วอยู่ที่ประมาณ 2 ล้านบาทต่อปี จะคงอัตรานี้ไว้ 3 ปีจากนั้นจะพิจารณาอีกครั้ง” นายกาจผจญ กล่าว
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์



