เมื่อวันที่ 20 ส.ค.2569 นายนิมิตร์ เทียนอุดม กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบและกำกับติดตามการเข้าถึงบริการผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยโรคเอดส์ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และวัณโรค (ที่ปรึกษามูลนิธิเข้าถึงเอดส์) กล่าวว่า ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) แยกงบบัตรทองสำหรับดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ รวมถึง บริการป้องกันการติดเชื้อในกลุ่มเสี่ยงสูง ออกจากงบเหมาจ่ายรายหัวอย่างชัดเจน
เหตุผลสำคัญคือผู้ติดเชื้อเอชไอวีจำเป็นต้องรับยาต้านไวรัสและตรวจติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ขณะที่โรงพยาบาลแต่ละแห่งมีจำนวนผู้ติดเชื้อที่อยู่ในความดูแลไม่เท่ากัน หากนำค่าใช้จ่ายส่วนนี้รวมกับงบเหมาจ่ายรายหัวของโรงพยาบาลที่ได้รับ ซึ่งต้องใช้ดูแลผู้ป่วยโรคอื่นร่วมด้วย จะส่งผลให้โรงพยาบาลที่มีผู้ติดเชื้อจำนวนมากต้องรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูง และอาจกระทบต่อการดูแลผู้ป่วยกลุ่มอื่นได้
“การแยกงบประมาณจึงทำให้โรงพยาบาลได้รับค่าบริการผู้ติดเชื้อตามการดูแล ซึ่ง สปสช. จะเบิกจ่ายให้ตามหลักเกณฑ์และการบันทึกข้อมูลเบิกจ่ายครบถ้วน ซึ่งวิธีนี้นอกจากโรงพยาบาลไม่ได้รับผลกระทบแล้ว ยังสร้างความมั่นใจให้ผู้ติดเชื้อด้วยว่าจะได้รับยาต้านไวรัสและการตรวจติดตามอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีการย้ายหน่วยบริการก็ตาม”นิมิตร์กล่าว
หลักการดังกล่าวสะท้อนได้จากข้อมูลการเบิกจ่าย อย่างในพื้นที่ สปสช. เขต 8 อุดรธานี ที่ครอบคลุม 7 จังหวัด มีหน่วยบริการที่ให้บริการดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวีฯ จำนวน 108 แห่ง รวมทุกสังกัด ข้อมูลปีงบประมาณ 2569 ณ วันที่ 30 มิถุนายน มีการเบิกจ่ายค่าบริการดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวีฯ กว่า 49 ล้านบาท เฉพาะที่ จ.อุดรธานี มีการเบิกจ่าย 27 ล้านบาท จำนวนการเบิกจ่ายมีตั้งแต่หลักพันถึงหลักล้านบาท หากค่าบริการนี้รวมอยู่ในงบเหมาจ่าย จะทำให้โรงพยาบาลได้รับผลกระทบแน่นอน
ทำไมงบดูแลเอชไอวี ได้มาก
ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตงบประมาณบริการผู้ติดเชื้อเอชไอวีฯ ที่ค่อนข้างสูงนั้น นายนิมิตร์ กล่าวว่า ต้องพิจารณารายละเอียด ซึ่งภาพรวมค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่จะเป็นค่ายาต้านไวรัสและค่าตรวจทางห้องปฏิบัติการในการติดตามผลการรักษา เช่น การตรวจปริมาณไวรัส การตรวจระดับภูมิคุ้มกัน รวมถึง การทำงานของตับและไต ซึ่งผู้ติดเชื้อเอชไอวีจำเป็นต้องได้รับอย่างต่อเนื่อง
การแยกงบประมาณนี้ยังส่งผลให้สามารถรวมการจัดซื้อยาต้านไวรัสได้ ช่วยเพิ่มอำนาจในการต่อรองราคา โดยเฉพาะกลุ่มยาที่มีผู้ใช้น้อย เช่น ยาต้านไวรัสสำหรับผู้มีภาวะดื้อยา เพราะหากรวมเป็นงบเหมาจ่ายและให้โรงพยาบาลแต่ละแห่งจัดซื้อยากันเอง นอกจากทำให้ราคายาสูงแล้ว และบริหารสำรองยายังได้ทำได้ยาก
“ถ้าจะบอกว่างบเอดส์สูงเกินไป ต้องถามต่อว่าจะตัดค่ายาหรือค่าตรวจที่จำเป็นส่วนใด ผู้ติดเชื้อที่ต้องรับยาอย่างต่อเนื่องจะได้รับบริการอย่างไร และหากนำภาระกลับไปรวมไว้ในงบเหมาจ่ายรายหัว โรงพยาบาลที่มีผู้ป่วยจำนวนมากจะรับภาระได้หรือไม่ ตรงนี้อยากฝากให้คิดก่อน” ประธานคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบและกำกับติดตามการเข้าถึงบริการผู้ติดเชื้อเอชไอวี กล่าว
นายนิมิตร์ กล่าวต่อว่า บริการดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวีนี้ ประโยชน์ไม่ได้มีแต่เฉพาะสุขภาพของผู้ติดเชื้อเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนสำคัญของการป้องกันและลดการแพร่ระบาดของเชื้อ ตามหลักการ “การรักษาเท่ากับการป้องกัน” เพราะเมื่อประชาชนได้รับเชื้อและรู้สถานะของตนเองเร็ว รีบเข้าสู่ระบบรักษา และรับยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอ ปริมาณไวรัสจะลดลงจนอยู่ในระดับต่ำมาก ช่วยทำให้โอกาสการส่งต่อเชื้อลดลงไปด้วย ดังนั้น การลงทุนบริการดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวีฯ จึงไม่ใช่แค่การจ่ายเพื่อรักษาผู้ป่วยเท่านั้น แต่ยังช่วยลดการแพร่กระจายเชื้อ รวมถึงการทำให้ผู้ติดเชื้อมีสุขภาพที่ดี สามารถทำงานและดำเนินชีวิตได้ตามปกติ ไม่เป็นภาระต่อครอบครัวและสังคม
ทำไมได้งบเฉพาะ แต่ผู้ติดเชื้อรายใหม่ยังไม่ลด
ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า ทำไม สปสช. จัดสรรงบประมาณดูแลเอชไอวีมาอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้ติดเชื้อรายใหม่ยังไม่ลดจำนวนลงตามเป้าหมายนั้น นายนิมิตร์ ระบุว่า ต้องแยกความหมายระหว่าง “ผู้ที่เพิ่งตรวจพบเชื้อ” กับ “ผู้ติดเชื้อรายใหม่” เนื่องจากผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยส่วนหนึ่งอาจมีการติดเชื้อมาหลายปีแล้ว แต่เพิ่งจะเข้ารับการตรวจและเข้าสู่ระบบรักษา จึงไม่ควรนำจำนวนผู้ตรวจพบเชื้อทั้งหมดมาตีความว่าเป็นจำนวนผู้ที่เพิ่งติดเชื้อในปีนั้น
อย่างไรก็ดี หากพิจารณาในภาพรวม จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่มีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับอดีต สะท้อนว่าการตรวจค้นหา การนำผู้ติดเชื้อเข้าสู่ระบบรักษา และการควบคุมปริมาณไวรัสมีส่วนช่วยลดการแพร่เชื้อได้อย่างมีนัยสำคัญ ส่วนที่ประเทศไทยยังลดจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ได้ไม่ตามเป้าหมายนั้น มองว่าจะต้องเน้นการส่งเสริมป้องกันและการค้นหาผู้ติดเชื้อเชิงรุกควบคู่กัน
นอกจากนี้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าการรณรงค์เรื่อง เอชไอวี ระดับประเทศถูกลดความเข้มข้นลง ขณะที่สถานการณ์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในปัจจุบันยังสะท้อนว่า พฤติกรรมทางเพศที่ไม่ปลอดภัยยังคงเป็นปัญหาอยู่ โดยเฉพาะในกลุ่มคนอายุน้อยที่พบการติดเชื้อโรคทางเพศสัมพันธ์เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโรคหนองใน โรคซิฟิลิส
รวมถึงเชื้อเอชไอวี ดังนั้นการจะทำเรื่องนี้ได้ต้องใช้หลายมาตรการร่วมกัน ทั้งการส่งเสริมการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย อย่างการใช้ถุงยางอนามัย การตรวจเอชไอวี การขยายบริการตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง (HIV self-test) และการทำงานเชิงรุกในชุมชน สถานศึกษา สถานประกอบการ และกลุ่มประชากรที่เข้าถึงบริการได้ยาก
แก้ปัญหาเอชไอวีสำเร็จ พึ่งรพ.ฝ่ายเดียวไม่ได้
นายนิมิตร์ กล่าวย้ำว่า การจะป้องกันและแก้ไขปัญหาเอชไอวีจะสำเร็จได้ ไม่อาจเป็นภารกิจของโรงพยาบาลเพียงฝ่ายเดียว แม้โรงพยาบาลจะมีบทบาทสำคัญในการรักษา แต่การเข้าถึงประชาชนและกลุ่มเป้าหมายในเชิงลึกได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐ ภาคประชาชน องค์กรชุมชน และองค์กรพัฒนาเอกชน ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อความสำเร็จของงานป้องกันและควบคุมเอชไอวีของประเทศไทย
อย่างไรก็ดี การตั้งคำถามต่อการใช้งบประมาณบริการดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวีฯ เป็นเรื่องที่ควรทำ แต่หากจะปรับวิธีจัดสรรงบ จำเป็นต้องพิจารณาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นให้รอบด้านก่อน ทั้งในด้านความต่อเนื่องการรักษาของผู้ติดเชื้อ ภาระของโรงพยาบาล การจัดซื้อและบริหารยา ไปจนถึงผลต่อการป้องกันการแพร่เชื้อ
“ไม่ควรมองแค่ว่า งบประมาณเอดส์มีจำนวนเท่าไร แต่ต้องพิจารณาว่างบดังกล่าวช่วยให้ผู้ติดเชื้อเข้าถึงการรักษาอย่างไร ช่วยลดความเสี่ยงของโรงพยาบาลที่มีจำนวนผู้ป่วยแตกต่างกันอย่างไร และทำให้การรักษามีส่วนช่วยลดการแพร่เชื้อต่อได้อย่างไร หากจะปรับระบบ ต้องคำนึงถึงผลกระทบทั้งหมดนี้ด้วย” นายนิมิตร์ กล่าว



