คนไทยเริ่มตระหนักถึงการเตรียมพร้อมเพื่อ “ตายดี” มากขึ้น โดยยอดผู้ทำพินัยกรรมชีวิต (Living Will) ผ่านระบบออนไลน์พุ่งสูงขึ้นกว่า 10 เท่า จากราว 8,000 คนทะลุเกือบ 100,000 คน ซึ่งเพศหญิงทำมากกว่าเพศชาย และขยายวงกว้างไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยมีจังหวัดนครราชสีมาครองอันดับ 1 ซึ่งการแสดงเจตนาไม่รับบริการสาธารณสุขเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายนี้ ไม่ใช่การเร่งให้เสียชีวิต แต่เป็นการจากไปอย่างสงบตามธรรมชาติ ช่วยลดความทุกข์ทรมานของผู้ป่วย พร้อมทั้งปลดล็อกภาระทางจิตใจ ค่าใช้จ่ายอันมหาศาลของครอบครัว และช่วยลดภาระงบประมาณสาธารณสุขของประเทศในการยื้อชีวิตที่ไร้ประโยชน์
“ความตาย” ไม่ได้เป็นเรื่องของคนที่มีอายุมากเท่านั้น แต่สามารถเกิดขึ้นกับใคร เมื่อไหร่ก็ได้ การเตรียมพร้อมในเรื่อง “ตายดี” จึงสำคัญอย่างมาก ซึ่งตามพ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2550 มาตรา 12 ให้สิทธิประชาชนในการแสดงเจตนาล่วงหน้า “ในการที่จะไม่รับบริการสาธารณสุขที่ทำไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต” เรียกว่า การทำ “พินัยกรรมชีวิต(Living Will)” หรือ “พินัยกรรมขอตายดี” สามารถทำได้ในทุกช่วงอายุ
“การตายดี” ไม่ใช่การเร่งให้ตาย แต่เป็นการที่ในช่วงสุดท้ายของชีวิต ขอให้มีช่วงเวลาความทุกข์ทรมานในระยะท้ายให้สั้นที่สุด ปล่อยให้การตายเกิดอย่างสงบตามธรรมชาติ ไม่ยืดเยื้อด้วยเทคโนโลยีการแพทย์ที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์
ผลกระทบของการยืดการตาย
การที่ผู้ป่วยอยู่ในระยะสุดท้าย การรักษาพยาบาลเพื่อยืดชีวิตออกไปโดยใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์นั้น กลับส่งผลกระทบหลายมิติ
1.ผู้ป่วยทรมาน เนื่องจากการอยู่ในห้องไอซียู( ICU) หรือ การนอนติดเตียงนานๆ โดยไร้การรับรู้ มักนำมาซึ่งความเจ็บปวดทางกายและใจ แม้จะพยายามยื้อชีวิตไว้ก็ตาม
2. ภาระของโรงพยาบาล เตียงในโรงพยาบาล โดยเฉพาะในห้อง ICU มักจะแน่นขนัด และการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ทำให้โรงพยาบาลต้องแบกรับภาระงานและค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่ว
3. ภาระของครอบครัว ลูกหลานหลายคนต้องเสียสละลาออกจากงาน เพื่อมาดูแลพ่อแม่หรือญาติสนิทที่อยู่ในระยะสุดท้าย นอกจากนี้ ยังมีภาระทางใจจากการต้องตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษาที่ยืดเยื้อ
4. ค่าใช้จ่ายที่มหาศาล ค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากต้องนอนในโรงพยาบาลเอกชน หรือใช้เครื่องมือแพทย์ราคาแพง อาจสูงถึงหลักล้านบาท หรือกระทั่งสิบล้านบาทได้ในเวลาอันสั้น
ต่างประเทศมีตัวเลขที่ชัดเจนว่า ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในช่วง 6 เดือนสุดท้ายของชีวิตอาจสูงถึง ครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพตลอดทั้งชีวิต ขณะที่ประเทศไทยที่มี “ระบบรักษาฟรี” ขณะเดียวกันก็เป็นสังคมผู้สูงอายุ และกำลังจะเป็นสังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (Super-Aged Society) ที่สัดส่วนประชากร 65 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% หากมีการรักษาฟรีในกรณีที่เป็นการ “ยืดการตาย” หรือเรียกว่า “มีชีวิตอยู่ได้ด้วยเครื่องมือแพทย์” ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลที่เป็นงบประมาณประเทศก็จะยิ่งสูงขึ้น
ทั้งนี้ ใน(ร่าง)ข้อเสนอแนวทางขับเคลื่อน/ดำเนินการในระยะต่อไป (What Next?)ของกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ บัตรทอง โดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) ข้อหนึ่งระบุว่า การบริหารจัดการด้านสิทธิประโยชน์นั้น จะขยายศักยภาพและคุณภาพมาตรฐานบริการ Long term care & Palliative care และลดการยื้อชีวิตหรือยืดความทรมาน ลดค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาล 6 เดือนสุดท้ายก่อนเสียชีวิต
คนไทยทำพินัยกรรมขอตายดีพุ่ง
นพ.อภิชาติ รอดสม รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ”ว่า การแจ้งเจตจำนงด้วยการทำพินัยกรรมชีวิต หรือ Living Will ของคนไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากช่วงปลายปี 2568 มีราว 8,000 คน ขณะนี้เกือบสิ้นปีงบประมาณ 2569 อยู่ที่เกือบ 1 แสนคน เพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่า โดยเพศหญิงมากกว่าเพศชาย
กลุ่มอายุที่มีการทำพินัยกรรมขอตายดีมากที่สุด
- เพศหญิง อายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป
- เพศหญิง อายุ 45 – 59 ปี
- เพศชาย อายุ 60 ปีขึ้นไป
- เพศหญิง อายุ 30-44 ปี
- เพศชาย 45- 59 ปี
ขณะที่มีคนช่วงอายุ 18-29 ปีทำพินัยกรรมนี้เช่นกัน โดยเป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย
จังหวัดที่มีจำนวนคนทำพินัยกรรมขอตายดีมากที่สุด 5 อันดับแรก
1.นครราชสีมา 18,766 คน
2.สุโขทัย 13,345 คน
3.นครศรีธรรมราช 11,176 คน
4.พิษณุโลก 11,053 คน
5.อุบลราชธานี 10,816 คน
สำหรับสถานพยาบาลที่ลงทะเบียนระบบพินัยกรรมขอตายดีแบบออนไลน์ หรือ ระบบ E-Living Will แล้ว 1,588 แห่ง จากสถานพยาบาลทั้งหมด 14,545 แห่ง
คนไทยตระหนักเรื่อง “เตรียมพร้อมตายดี”มากขึ้น
ปัจจัยที่ส่งผลให้คนไทยทำพินัยกรรมชีวิตเพิ่มขึ้น 1.การอำนวยความสะดวกในการจัดผ่านระบบออนไลน์ โดยสามารถเข้าเว็บไซต์และสามารถทำได้เลย อีกทั้ง สามารถเข้ามาเปลี่ยนแปลงรายละเอียดได้ตลอดเวลาที่ต้องการ 2.การสื่อสารในสังคม ทำให้คนหันมาสนใจเรื่องการเตรียมพร้อมในการเสียชีวิต หรือการตายดีมากขึ้น และ3.การบอกต่อกันของคนในสังคมให้รับรู้ถึงสิทธินี้
“คนในสังคมไทยมีความตระหนักถึงความสำคัญและเข้าใจการทำพินัยกรรมชีวิตเรื่องการตายดีมากขึ้น จากเดิมที่อาจจะคิดว่าเป็นการแช่งตัวเอง ก็มีการพยายามทำความเข้าใจว่าไม่ใช่ แต่ให้เห็นว่าการเตรียมตัวก่อนตายนี้ เป็นการช่วยเหลือทุกๆคนทั้งตัวเอง ลูกหลานและสังคม ที่สำคัญ ผู้ทำนั้นไม่ได้มีเฉพาะผู้สูงอายุเท่านั้น แต่เริ่มมีทุกช่วงอายุที่ต่ำลงเรื่อยๆมากขึ้นเช่นกัน”นพ.อภิชาติกล่าว
นพ.อภิชาติ กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันการทำพินัยกรรมชีวิตแบบออนไลน์ ระบบจะเชื่อมกับฐานข้อมูลของหน่วยบริการที่ผู้แจ้งเจตจำนงระบุไว้ว่าเป็นหน่วยบริการประจำ เมื่อผู้แจ้งความจำนงอยู่ในระยะท้ายของชีวิต ก็จะทำให้รพ.หรือหน่วยบริการทราบได้ว่าผู้ป่วยรายนั้นมีการแสดงเจตจำนงเรื่องนี้ไว้แล้ว แพทย์ก็จะได้ดำเนินการตามความประสงค์
ขั้นตอนการทำพินัยกรรมขอตายดีออนไลน์
อนึ่ง ผู้ที่ประสงค์จะทำพินัยกรรมชีวิต สามารถทำผ่านระบบออนไลน์ได้
1. เข้าระบบที่เว็บไซต์ https://e-livingwill.nationalhealth.or.th
2. สมัครเป็นผู้ใช้ระบบ โดยการสร้างบัญชีการใช้งานด้วย ThaiD หรือเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก
3.จัดทำหนังสือแสดงเจตนาที่ต้องการ โดยท่านที่มีหนังสือเดิมอยู่แล้วสามารถเลือกทำในรูปแบบการแนบไฟล์ หรือ "ทำใหม่"ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์
4. หนังสือแสดงเจตนาฯ จะถูกจัดเก็บในระบบ สามารถเรียกดู พิมพ์ ส่งต่อให้ผู้ตัดสินใจแทน ปรับปรุงให้เป็นปัจจุบันและยกเลิกหนังสือได้ด้วยตนเอง
5. สถานพยาบาลและภาคีเครือข่ายที่ขึ้นทะเบียนใช้ระบบ สามารถค้นหาเรียกดู และสถานพยาบาลให้การรักษาตามเจตนา
ทั้งนี้ สามารถศึกษาแนวทางการเขียนพินัยกรรมขอตายดีได้ ที่นี่



