วันพฤหัสบดี ที่ 20 สิงหาคม 2569

Login
Login

คนไทยทำ ‘พินัยกรรมขอตายดี’ พุ่ง 10 เท่า เลือกวาระท้ายชีวิต 'ไม่ยื้อ ไม่ขอทรมาน'

คนไทยเริ่มตระหนักถึงการเตรียมพร้อมเพื่อ “ตายดี” มากขึ้น โดยยอดผู้ทำพินัยกรรมชีวิต (Living Will) ผ่านระบบออนไลน์พุ่งสูงขึ้นกว่า 10 เท่า จากราว 8,000 คนทะลุเกือบ 100,000 คน ซึ่งเพศหญิงทำมากกว่าเพศชาย และขยายวงกว้างไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยมีจังหวัดนครราชสีมาครองอันดับ 1 ซึ่งการแสดงเจตนาไม่รับบริการสาธารณสุขเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายนี้ ไม่ใช่การเร่งให้เสียชีวิต แต่เป็นการจากไปอย่างสงบตามธรรมชาติ ช่วยลดความทุกข์ทรมานของผู้ป่วย พร้อมทั้งปลดล็อกภาระทางจิตใจ ค่าใช้จ่ายอันมหาศาลของครอบครัว และช่วยลดภาระงบประมาณสาธารณสุขของประเทศในการยื้อชีวิตที่ไร้ประโยชน์
“ความตาย” ไม่ได้เป็นเรื่องของคนที่มีอายุมากเท่านั้น  แต่สามารถเกิดขึ้นกับใคร เมื่อไหร่ก็ได้  การเตรียมพร้อมในเรื่อง “ตายดี” จึงสำคัญอย่างมาก ซึ่งตามพ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2550 มาตรา 12 ให้สิทธิประชาชนในการแสดงเจตนาล่วงหน้า “ในการที่จะไม่รับบริการสาธารณสุขที่ทำไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต” เรียกว่า การทำ “พินัยกรรมชีวิต(Living Will)” หรือ “พินัยกรรมขอตายดี” สามารถทำได้ในทุกช่วงอายุ
“การตายดี” ไม่ใช่การเร่งให้ตาย  แต่เป็นการที่ในช่วงสุดท้ายของชีวิต ขอให้มีช่วงเวลาความทุกข์ทรมานในระยะท้ายให้สั้นที่สุด ปล่อยให้การตายเกิดอย่างสงบตามธรรมชาติ ไม่ยืดเยื้อด้วยเทคโนโลยีการแพทย์ที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์

ผลกระทบของการยืดการตาย

การที่ผู้ป่วยอยู่ในระยะสุดท้าย การรักษาพยาบาลเพื่อยืดชีวิตออกไปโดยใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์นั้น  กลับส่งผลกระทบหลายมิติ

1.ผู้ป่วยทรมาน เนื่องจากการอยู่ในห้องไอซียู( ICU) หรือ การนอนติดเตียงนานๆ โดยไร้การรับรู้ มักนำมาซึ่งความเจ็บปวดทางกายและใจ แม้จะพยายามยื้อชีวิตไว้ก็ตาม

 

2. ภาระของโรงพยาบาล  เตียงในโรงพยาบาล โดยเฉพาะในห้อง ICU มักจะแน่นขนัด และการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ทำให้โรงพยาบาลต้องแบกรับภาระงานและค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่ว

3. ภาระของครอบครัว  ลูกหลานหลายคนต้องเสียสละลาออกจากงาน เพื่อมาดูแลพ่อแม่หรือญาติสนิทที่อยู่ในระยะสุดท้าย นอกจากนี้ ยังมีภาระทางใจจากการต้องตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษาที่ยืดเยื้อ

4. ค่าใช้จ่ายที่มหาศาล  ค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากต้องนอนในโรงพยาบาลเอกชน หรือใช้เครื่องมือแพทย์ราคาแพง อาจสูงถึงหลักล้านบาท หรือกระทั่งสิบล้านบาทได้ในเวลาอันสั้น

ต่างประเทศมีตัวเลขที่ชัดเจนว่า ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในช่วง 6 เดือนสุดท้ายของชีวิตอาจสูงถึง ครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพตลอดทั้งชีวิต ขณะที่ประเทศไทยที่มี “ระบบรักษาฟรี” ขณะเดียวกันก็เป็นสังคมผู้สูงอายุ และกำลังจะเป็นสังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (Super-Aged Society) ที่สัดส่วนประชากร 65 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% หากมีการรักษาฟรีในกรณีที่เป็นการ “ยืดการตาย” หรือเรียกว่า “มีชีวิตอยู่ได้ด้วยเครื่องมือแพทย์”  ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลที่เป็นงบประมาณประเทศก็จะยิ่งสูงขึ้น 

ทั้งนี้ ใน(ร่าง)ข้อเสนอแนวทางขับเคลื่อน/ดำเนินการในระยะต่อไป (What Next?)ของกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ บัตรทอง โดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) ข้อหนึ่งระบุว่า การบริหารจัดการด้านสิทธิประโยชน์นั้น จะขยายศักยภาพและคุณภาพมาตรฐานบริการ Long term care & Palliative care และลดการยื้อชีวิตหรือยืดความทรมาน ลดค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาล 6 เดือนสุดท้ายก่อนเสียชีวิต

คนไทยทำพินัยกรรมขอตายดีพุ่ง

นพ.อภิชาติ รอดสม รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)  ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ”ว่า การแจ้งเจตจำนงด้วยการทำพินัยกรรมชีวิต หรือ Living Will ของคนไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากช่วงปลายปี 2568 มีราว 8,000 คน ขณะนี้เกือบสิ้นปีงบประมาณ 2569 อยู่ที่เกือบ 1 แสนคน เพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่า  โดยเพศหญิงมากกว่าเพศชาย

กลุ่มอายุที่มีการทำพินัยกรรมขอตายดีมากที่สุด

  • เพศหญิง อายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป
  • เพศหญิง อายุ 45 – 59 ปี
  • เพศชาย อายุ  60 ปีขึ้นไป
  • เพศหญิง อายุ 30-44 ปี
  • เพศชาย 45- 59 ปี 

ขณะที่มีคนช่วงอายุ 18-29 ปีทำพินัยกรรมนี้เช่นกัน โดยเป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย

จังหวัดที่มีจำนวนคนทำพินัยกรรมขอตายดีมากที่สุด 5 อันดับแรก

1.นครราชสีมา 18,766 คน

2.สุโขทัย 13,345 คน
3.นครศรีธรรมราช 11,176 คน

4.พิษณุโลก 11,053 คน

5.อุบลราชธานี 10,816 คน
สำหรับสถานพยาบาลที่ลงทะเบียนระบบพินัยกรรมขอตายดีแบบออนไลน์ หรือ ระบบ E-Living Will แล้ว 1,588 แห่ง จากสถานพยาบาลทั้งหมด 14,545 แห่ง

คนไทยทำ ‘พินัยกรรมขอตายดี’ พุ่ง 10 เท่า เลือกวาระท้ายชีวิต 'ไม่ยื้อ ไม่ขอทรมาน'

คนไทยตระหนักเรื่อง “เตรียมพร้อมตายดี”มากขึ้น

ปัจจัยที่ส่งผลให้คนไทยทำพินัยกรรมชีวิตเพิ่มขึ้น  1.การอำนวยความสะดวกในการจัดผ่านระบบออนไลน์ โดยสามารถเข้าเว็บไซต์และสามารถทำได้เลย อีกทั้ง สามารถเข้ามาเปลี่ยนแปลงรายละเอียดได้ตลอดเวลาที่ต้องการ 2.การสื่อสารในสังคม ทำให้คนหันมาสนใจเรื่องการเตรียมพร้อมในการเสียชีวิต หรือการตายดีมากขึ้น และ3.การบอกต่อกันของคนในสังคมให้รับรู้ถึงสิทธินี้

“คนในสังคมไทยมีความตระหนักถึงความสำคัญและเข้าใจการทำพินัยกรรมชีวิตเรื่องการตายดีมากขึ้น จากเดิมที่อาจจะคิดว่าเป็นการแช่งตัวเอง ก็มีการพยายามทำความเข้าใจว่าไม่ใช่  แต่ให้เห็นว่าการเตรียมตัวก่อนตายนี้ เป็นการช่วยเหลือทุกๆคนทั้งตัวเอง ลูกหลานและสังคม ที่สำคัญ ผู้ทำนั้นไม่ได้มีเฉพาะผู้สูงอายุเท่านั้น แต่เริ่มมีทุกช่วงอายุที่ต่ำลงเรื่อยๆมากขึ้นเช่นกัน”นพ.อภิชาติกล่าว   

นพ.อภิชาติ กล่าวด้วยว่า  ปัจจุบันการทำพินัยกรรมชีวิตแบบออนไลน์ ระบบจะเชื่อมกับฐานข้อมูลของหน่วยบริการที่ผู้แจ้งเจตจำนงระบุไว้ว่าเป็นหน่วยบริการประจำ เมื่อผู้แจ้งความจำนงอยู่ในระยะท้ายของชีวิต ก็จะทำให้รพ.หรือหน่วยบริการทราบได้ว่าผู้ป่วยรายนั้นมีการแสดงเจตจำนงเรื่องนี้ไว้แล้ว แพทย์ก็จะได้ดำเนินการตามความประสงค์

ขั้นตอนการทำพินัยกรรมขอตายดีออนไลน์

 อนึ่ง ผู้ที่ประสงค์จะทำพินัยกรรมชีวิต สามารถทำผ่านระบบออนไลน์ได้

1. เข้าระบบที่เว็บไซต์ https://e-livingwill.nationalhealth.or.th

2. สมัครเป็นผู้ใช้ระบบ โดยการสร้างบัญชีการใช้งานด้วย ThaiD หรือเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก

3.จัดทำหนังสือแสดงเจตนาที่ต้องการ โดยท่านที่มีหนังสือเดิมอยู่แล้วสามารถเลือกทำในรูปแบบการแนบไฟล์ หรือ "ทำใหม่"ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์

4. หนังสือแสดงเจตนาฯ จะถูกจัดเก็บในระบบ สามารถเรียกดู พิมพ์ ส่งต่อให้ผู้ตัดสินใจแทน ปรับปรุงให้เป็นปัจจุบันและยกเลิกหนังสือได้ด้วยตนเอง

5. สถานพยาบาลและภาคีเครือข่ายที่ขึ้นทะเบียนใช้ระบบ สามารถค้นหาเรียกดู และสถานพยาบาลให้การรักษาตามเจตนา

ทั้งนี้ สามารถศึกษาแนวทางการเขียนพินัยกรรมขอตายดีได้ ที่นี่