วันศุกร์ ที่ 21 สิงหาคม 2569

Login
Login

14-31 ปี พิจารณาให้ ‘วัคซีนป้องกันโรคหัดเข็มที่ 3’ วิจัยพบช่องว่างภูมิคุ้มกันสูง

สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ร่วมกับ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มูลนิธิป้าทองคำ และกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดผลวิจัยเรื่อง “การประเมินปรับปรุงแนวทางการให้วัคซีนหัด โดยอาศัยผลสำรวจภูมิคุ้มกันในประชากรไทย” มุ่งสร้างจุดเปลี่ยนสำคัญในการกวาดล้างโรคหัดของประเทศไทย

ประสานความร่วมมือวิจัย

รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ คณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า พันธกิจสำคัญของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ คือการขับเคลื่อนงานวิจัยที่ไม่ได้อยู่แค่บนหิ้ง แต่ต้องเป็นเข็มทิศทางวิชาการที่สามารถนำพาประเทศก้าวข้ามวิกฤตสุขภาพ ดังเช่นความสำเร็จของงานวิจัยนี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การดูแลชีวิตคนไทยต้องอาศัยข้อมูลที่ชัดเจนและหลักฐานเชิงประจักษ์ งานวิจัยชิ้นนี้จะเป็นตัวอย่างรูปธรรมของการวิจัยเชิงระบบ ที่จะช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีข้อมูลในการตัดสินใจ นำไปสู่การวางแผนเชิงนโยบายที่แม่นยำ คุ้มค่า และนำพาประเทศไทยก้าวสู่เป้าหมาย ‘ไทยไร้โรคหัด’ ได้อย่างยั่งยืน

นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข กล่าวว่า การดูแลสุขภาพของคนไทยต้องอาศัยข้อมูลที่รอบด้านและแม่นยำ ซึ่งกรณีโรคหัดเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ แต่ยังพบผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะในเด็กเล็กและประชากรที่มีภูมิคุ้มกันไม่เพียงพอ ทั้ง ๆ ที่การรักษาระดับภูมิคุ้มกันให้เพียงพอ ทำได้โดยการฉีดวัคซีน เพื่อปกป้องตนเอง และปกป้องไม่ให้เกิดการระบาดของโรค ส่วนประเทศไทย แม้ว่าจะดำเนินโครงการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคหัดมาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการกำจัดโรคหัดได้

14-31 ปี พิจารณาให้ ‘วัคซีนป้องกันโรคหัดเข็มที่ 3’  วิจัยพบช่องว่างภูมิคุ้มกันสูง

สวรส.จึงสนับสนุนงานวิจัยเรื่องการประเมินและปรับปรุงแนวทางการให้วัคซีนหัดโดยอาศัยผลสำรวจภูมิคุ้มกันในประชากรไทย เพื่อหาคำตอบว่าจริง ๆ แล้ว ภูมิคุ้มกันโรคหัดของประชากรในแต่ละช่วงอายุเป็นอย่างไร มีช่องว่างอยู่ที่ใด และมาตรการที่ใช้อยู่เพียงพอต่อสถานการณ์ทางระบาดวิทยาในปัจจุบันหรือไม่ ซึ่งภายใต้ความร่วมมือของภาครัฐและเอกชนในครั้งนี้ นับเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการกำจัดโรคหัดให้หมดสิ้นไปจากประเทศไทยอย่างยั่งยืน

“การกำจัดโรคหัดไม่ได้เกิดจากมาตรการใดมาตรการหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานนโยบาย นักวิจัย ระบบบริการสุขภาพ ห้องปฏิบัติการ บุคลากรสาธารณสุขในพื้นที่ และประชาชน ซึ่งบทบาทของ สวรส. คือเชื่อมงานวิจัย นโยบาย และการปฏิบัติ ให้เป็นกระบวนการเดียวกัน เพื่อให้ทุกการตัดสินใจที่มีผลต่อประชาชนตั้งอยู่บนหลักฐานที่ดีที่สุด” นพ.ศุภกิจกล่าว 

รุกเป้าวัคซีนครอบคลุมไม่ต่ำกว่า 95 %

ภก.อภิชัย พจน์เลิศอรุณ รองผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กล่าวถึงนโยบายแผนงานการให้วัคซีนหัดว่า กรมควบคุมโรคมุ่งมั่นนำประเทศไทยสู่เป้าหมายการกำจัดโรคหัดและหัดเยอรมันตามเป้าหมายขององค์การอนามัยโลก (WHO) โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มความครอบคลุมของวัคซีน MMR ซึ่งเป็นวัคซีนที่มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงในเข็มที่ 1 (MMR1) ฉีดในเด็กไทยทุกคนเมื่ออายุ 9 เดือน และเข็มที่ 2 (MMR2) ฉีดในเด็กไทยทุกคนเมื่ออายุ 2 ปี 6 เดือน ให้ได้ไม่ต่ำกว่า 95 % ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

ผ่านมาตรการเชิงรุก ได้แก่ กำหนดแนวทางเร่งรัดติดตามการให้วัคซีน MMR แก่กลุ่มเด็กตกหล่น การเฝ้าระวังและสอบสวนโรคอย่างรวดเร็วภายใน 48 ชั่วโมงเมื่อเกิดการระบาด การเชื่อมโยงฐานข้อมูลวัคซีนรายบุคคล การสร้างความเชื่อมั่นในการรับวัคซีน และการบูรณาการความร่วมมือร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกระดับ เพื่อร่วมกันติดตามดูแลและลดอัตราการเจ็บป่วยเสียชีวิตจากโรคหัดอย่างยั่งยืน

กลุ่มอายุ 14-31 ปี ช่องว่างภูมิคุ้มกันสูง

ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข กล่าวว่า คุณค่าสำคัญของงานวิจัยชิ้นนี้ คือช่วยให้เห็น ‘ช่องว่างของภูมิคุ้มกันโรคหัด’ ในประชากรไทยชัดเจนขึ้น โดยจากการศึกษาตัวอย่างซีรัมจำนวน 3,675 ตัวอย่าง พบว่ามีความชุกของผู้ที่มีระดับภูมิคุ้มกันป้องกันโรคหัดโดยรวมอยู่ที่ 61.3 % และกลุ่มที่เห็นช่องว่างภูมิคุ้มกันชัดเจนที่สุด คือ วัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ตอนต้น โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 14-31 ปี

แนวทางในการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ สามารถทำได้หลายรูปแบบ อาทิ นำไปใช้เป็นหลักฐานประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบาย โดยข้อเสนอสำคัญจากงานวิจัย คือ การพิจารณาให้วัคซีนป้องกันโรคหัดเข็มที่ 3 (MCV3) ในประชากรกลุ่มอายุ 10-40 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่พบช่องว่างภูมิคุ้มกัน

 พร้อมเสนอให้บูรณาการเข้ากับระบบวัคซีนในวัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่ เช่น ในสถานศึกษา มหาวิทยาลัย หรือสถานประกอบการ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงและลดต้นทุนการดำเนินงาน นำไปใช้ในการออกแบบมาตรการของระบบบริการสุขภาพ โดยในระหว่างรอการตัดสินใจเชิงนโยบายเรื่องวัคซีนเข็มที่ 3 สิ่งที่สามารถทำควบคู่กันได้ คือการเร่งเพิ่มความครอบคลุมของวัคซีนตามปกติ

โดยเฉพาะวัคซีนเข็มที่ 2 รวมถึงการทำมาตรการติดตามฉีดกระตุ้นแบบมุ่งเป้าในกลุ่มหรือพื้นที่ที่ความครอบคลุมต่ำ โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ นำไปใช้ในการพัฒนาระบบข้อมูลและระบบเฝ้าระวัง โดยพัฒนาระบบทะเบียนวัคซีนอิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อมโยงและตรวจสอบได้ ตลอดจนการพัฒนาระบบเฝ้าระวังระดับภูมิคุ้มกัน เพื่อติดตามช่องว่างภูมิคุ้มกันอย่างต่อเนื่อง

สวรส. ได้ส่งต่อข้อมูลงานวิจัยชิ้นนี้ให้กับกรมควบคุมโรค เพื่อนำไปใช้ประกอบการวิเคราะห์สถานการณ์โรคหัดของไทย ประเมินความครอบคลุมของวัคซีน และกำหนดแนวทางเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคหัดในระดับประเทศเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายการกำจัดโรคหัดได้อย่างยั่งยืนต่อไป

14-31 ปี พิจารณาให้ ‘วัคซีนป้องกันโรคหัดเข็มที่ 3’  วิจัยพบช่องว่างภูมิคุ้มกันสูง

คนอายุมากกว่า 40 ปี มีภูมิสูงกว่า 95 %

ด้าน ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยหลัก เปิดเผยผลวิจัยเชิงลึกว่า โรคหัดติดต่อได้ง่ายมาก แม้ไทยจะมีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูง และมีความครอบคลุมเข็มแรกมากกว่า 90% แต่ความครอบคลุมเข็มที่ 2 ยังต่ำกว่าเป้าหมายที่ 95% ประกอบกับอุปสรรคจากโควิด 19 ทำให้องค์การอนามัยโลกต้องเลื่อนเป้าหมายการกำจัดโรคหัดไปเป็นปี พ.ศ. 2569

งานวิจัยนี้จึงได้ทำการสำรวจตัวอย่างเลือดประชากรทุกกลุ่มอายุตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 80 ปี รวมจังหวัดละประมาณ 900 คน จาก 4 จังหวัดที่เป็นตัวแทนภูมิภาค ได้แก่ อุตรดิตถ์ พระนครศรีอยุธยา บุรีรัมย์ และตรัง ผลการศึกษา พบว่า ระดับภูมิคุ้มกันต่ออายุมีลักษณะเป็นโค้งรูปตัว U (U-shaped Curve)

  • ประชากรอายุมากกว่า 40 ปี มีภูมิสูงกว่า 95 % จากการติดเชื้อตามธรรมชาติ
  • ขณะที่กลุ่มอายุ 14-31 ปี (เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2528-2551) มีระดับภูมิคุ้มกันต่ำเพียง 27-46 % เนื่องจากระดับภูมิคุ้มกันจากวัคซีนลดลงตามระยะเวลา

สอดคล้องกับสถิติระดับประเทศที่พบผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีอายุมากกว่า 15 ปีขึ้นไป ระดับภูมิคุ้มกันของประชากรไทยในปัจจุบันยังต่ำกว่าค่าระดับภูมิคุ้มกันหมู่ที่จำเป็นต่อการหยุดยั้งการแพร่เชื้อโรคหัด และความไวต่อการติดเชื้อที่สูงในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ บ่งชี้ว่าการได้รับวัคซีนตามกำหนดปกติ 2 เข็มอาจไม่เพียงพอภายใต้บริบททางระบาดวิทยาปัจจุบัน