วันศุกร์ ที่ 21 สิงหาคม 2569

Login
Login

ชงออก ‘กฎหมายคุมเข้าถึงโซเชียลมีเดีย’ สกัดภัยความรุนแรง

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 17 ส.ค. 2569 ที่อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ กรุงเทพฯ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายเด็ก เยาวชน และครอบครัว จัดเวทีเสวนาหัวข้อ “อย่ารอให้เกิดเหตุ: เห็นสัญญาณ เชื่อมการดูแล สร้างความปลอดภัย สังคมไทยไร้ความรุนแรง” เดินหน้าชวนภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม ร่วมเสนอแนวทางการป้องกันความรุนแรงต่อเด็ก เยาวชน และครอบครัว พร้อมออกแบบระบบที่เชื่อมต่อความช่วยเหลือ ช่วยลดปัญหาความรุนแรงในสังคมไทย

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า วิกฤติความรุนแรงในเด็กและเยาวชน คือวิกฤตซ่อนเร้น และไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เหตุการณ์ร้ายแรงในโรงเรียนเท่านั้น การแก้ไขปัญหาความรุนแรง ไม่สามารถทำแยกส่วนได้ ต้องอาศัยทั้งระบบนิเวศร่วมกัน ซึ่งการป้องกันปัญหาความรุนแรงและดูแลความปลอดภัยในโรงเรียน  สสส.และภาคีเครือข่าย มีข้อเสนอต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งส่งเสริมประเด็นสำคัญ ดังนี้ 1.ขับเคลื่อนมาตรการสร้างระบบนิเวศที่ปลอดภัย 3 ด่าน ได้แก่

  • ด่านครอบครัว เร่งส่งเสริมทักษะการสร้างพื้นที่ปลอดภัยภายในบ้าน สังเกตสัญญาณเสี่ยง และรู้จักวิธีรับมือเมื่อลูกถูกกลั่นแกล้ง
  • ด่านโรงเรียน จัดให้มีกิจกรรม Homeroom เพื่อสร้างสัมพันธภาพและคัดกรองนักเรียนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงเชิงรุก พร้อมจัดตั้งทีมครูและนักจิตวิทยา เพื่อคอยช่วยเหลือทันที และสร้างช่องทางแจ้งเหตุโดยไม่เปิดเผยตัวตน ที่สำคัญ เมื่อเกิดเหตุการณ์รุนแรง ต้องใช้การไกล่เกลี่ยแทนการลงโทษ และจัดให้มีฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุวิกฤต
  •  ด่านชุมชน ส่งเสริมการจัดตั้งกลไกเฝ้าระวังร่วมกัน ใช้แนวคิด “เลี้ยงเด็กหนึ่งคนใช้คนทั้งหมู่บ้าน” คอยสอดส่องและแจ้งเหตุ และสนับสนุนลานเล่น ลานกีฬา ศิลปะ ดนตรี ในช่วงเวลาหลังเลิกเรียนและวันหยุด

2.ขับเคลื่อนเชิงนโยบายเพื่อความปลอดภัย 3 มิติ ป้องกันในสถานศึกษา เสนอให้

  • กระทรวงศึกษาธิการ บรรจุหลักสูตรฝึกซ้อมเผชิญเหตุเป็นวิถีปฏิบัติ เพิ่มบุคลากรจิตวิทยา และสร้างแกนนำนักเรียน ช่วยสอดส่องดูแลเพื่อน
  • ควบคุมภัยไซเบอร์ เสนอให้รัฐบาลผลักดันกฎหมายกำกับการเข้าถึงสื่อโซเชียลมีเดีย เพื่อลดการซึมซับความรุนแรง ผนึกกำลังเจ้าของแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อร่วมกำหนดมาตรการคัดกรองโพสต์ที่สื่อถึงความรุนแรง และพัฒนาช่องทางแจ้งเหตุด่วน (Fast Track) ให้มีการรายงานเจ้าหน้าที่ทันทีเมื่อพบเห็นสัญญาณความเสี่ยง
  • ส่งเสริมศักยภาพองค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) ร่วมสร้างพื้นที่ส่งเสริมพัฒนาการเด็กและเยาวชนที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม

เครียดสะสม ชนวนก่อเหตุการณ์ความรุนแรง

นายฉัตร คำแสง หัวหน้าศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว (คิด for คิดส์) กล่าวว่า จากการศึกษาการกราดยิงในโรงเรียนต่างประเทศ โดย Madfis และ Levin นักวิจัยระดับโลก พบว่า เหตุการณ์ความรุนแรงมักเกิดจากการที่ผู้ลงมือมีความเครียดสะสม รู้สึกโดดเดี่ยวและไม่ได้รับความช่วยเหลือจากสังคม นำไปสู่การเกิดโศกนาฏกรรม

ในไทยยังมีเด็กที่ต้องเผชิญกับความเครียดสะสม โดยจากรายงานผลสำรวจเยาวชน ปี 2568 โดย สสส. และคิด for คิดส์ พบเด็กและเยาวชนไทยเครียดเรื่องการศึกษา และการทำงานเพิ่มขึ้น จากคะแนนประเมินความเครียดที่อยู่ระดับ 3 ในปี 2566 เพิ่มเป็นระดับ 4 ในปี 2568

และเครียดเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัวเพิ่มขึ้น จากคะแนนประเมินความเครียดที่อยู่ระดับ 2 ในปี 2566 เพิ่มเป็นระดับ 3 ในปี 2568 สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า หากจะแก้ปัญหาความรุนแรงที่ต้นเหตุ ทุกภาคส่วนต้องทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบนิเวศ ซึ่งการสานพลังร่วมกันจะช่วยให้เกิดกลไกการทำงานที่เข้มแข็งและยั่งยืน

6 ทักษะเพื่อความปลอดภัย

ขณะที่ฐาณิชชา ลิ้มพานิช นักขับเคลื่อนสังคม/ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว กล่าวว่า  ครอบครัวเป็นระบบป้องกันความรุนแรงด่านแรกของเด็ก ผู้ปกครองจึงต้องมี 6 ทักษะเพื่อสร้างความปลอดภัย ประกอบด้วย  1.ความสัมพันธ์ที่ปลอดภัย มีเวลาคุณภาพ รับฟังให้เด็กรู้สึกมีคุณค่า 2.วินัยเชิงบวก ตั้งขอบเขตโดยไม่ใช้ความรุนแรง ช่วยเด็กแก้ปัญหา 3.การสังเกต เข้าใจพัฒนาการและเห็นความเปลี่ยนแปลงของเด็ก 4.การสื่อสาร ฟังไม่ตัดสิน ทำให้เด็กกล้าพูดเรื่องยาก โดยไม่กลัว 5.จัดการอารมณ์ รู้เท่าทันความเครียด ไม่ใช่ความรุนแรงจากความเหนื่อยล้า และ6.เชื่อมความช่วยเหลือ รู้ว่าเมื่อเกินกำลัง จะขอความช่วยเหลือจากใคร

ชงออก ‘กฎหมายคุมเข้าถึงโซเชียลมีเดีย’ สกัดภัยความรุนแรง

เช็กลิสต์ความสัมพันธ์ครอบครัวปลอดภัย

ครอบครัวควรมีความสัมพันธ์ในลักษณะที่จะช่วยปกป้องเด็ก โดยมีตัวชี้วัดครอบครัวปลอดภัย คือ

  • มีผู้ใหญ่ที่ไว้วางใจอย่างน้อย 1 คน พร้อมรับฟัง เข้าใจและช่วยเหลือโดยไม่ตัดสิน เมื่อเผชิญปัญหาหรือเรื่องที่พูดยาก
  • มีเวลาคุย ครอบครัวมีพื้นที่และเวลาสำหรับพูดคุยอย่างสม่ำเสมอ
  • จัดการความขัดแย้งเชิงบวก มีวิธีแก้ปัญหาโดยไม่ใช้ความรุนแรงทั้งกายและวาจา
  • รู้สัญญาณเครียด ผู้ปกครองสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงและเข้าใจความเครียดของเด็ก
  • เด็กรู้จักที่พึ่ง เด็กรู้ว่าจะขอความช่วยเหลือจากใครเมื่อเกิดปัญหา
  • ผู้ปกครองรู้ช่องทาง การส่งต่อความช่วยเหลือเมื่อเด็กมีความเสี่ยง

การเลี้ยงลูกเชิงบวก กราะป้องกันทางใจ  

ในส่วนของผู้ปกครอง ที่เป็นผู้ร่วมสร้างระบบความปลอดภัย ซึ่งการเลี้ยงลูกเชิงบวก คือเกราะป้องกันทางจิตใจ  

1.ปรับการสื่อสาร ฟังอย่างตั้งใจ เปิดโอกาสให้เล่าโดยไม่ด่วนตัดสิน ,พูดเชิงบวก ชมเชยที่ความพยายามมากกว่าผลลัพธ์ ,สะท้อนอารมณ์ ช่วยลูกขยายความรู้สึก เช่น  ลูกกำลังโกรธใช่ไหม

2.สร้างความไว้ใจ พื้นที่ปลอดภัย ให้ลูกรู้ว่ากลับมาหาพ่อแม่ได้เสมอ  และตอบความต้องการคงเส้นคงวา

3.ฝึกวินัยเชิงบวก ตั้งกฎร่วมกัน กำหนดขอบเขตชัดเจน แทนการสั่งฝ่ายเดียว ,เรียนรู้ผลลัพธ์ ให้เรียนรู้จากความผิดพลาดไม่ใช่การลงโทษ และสอนแก้ปัญหา  ฝึกให้คิดทางออกเพื่อสร้างความมั่นใจ

ข้อเสนอระบบสนับสนุนครอบครัวเพื่อความปลอดภัยของเด็ก

1.มองเห็นก่อนเกิดเหตุ  เชื่อมโยงบ้าน โรงเรียน ชุมชน ออนไลน์ เพื่อเฝ้าระวังและช่วยเหลือแต่เนิ่นๆ 2.เสริมพลังครอบครัว  สร้างบริการชุมชน พัฒนาทักษะพ่อแม่ ทั้งการสื่อสาร การจัดการอารมณ์ วิจัยเชิงบวก 3.วัดความสัมพันธ์ที่ปลอดภัย ใช้ Protective Relationship เพื่อประเมินพลังป้องกันรอบตัวเด็ก 4.โลกออนไลน์ที่ปลอดภัย สร้างทักษะ Digital Parenting ให้ผู้ใหญ่และเด็กรับมือความเสี่ยงไซเบอร์ และ 5.การดูแลร่วมกัน  เปลี่ยนจากการส่งต่อ เป็นการสร้างเครือข่ายสนับสนุนเดียวที่ครอบคลุมทุกมิติ