วันพุธ ที่ 26 สิงหาคม 2569

Login
Login

เด็กเยาวชน ‘โดดเดี่ยว หมดไฟ กลัวสังคม’ รู้ทัน 3 สัญญาณวิกฤติจากพฤติกรรม

รายงานสุขภาพและผลการวิจัย ชี้ให้เห็นว่า เด็กเยาวชนไทยกำลังเผชิญวิกฤติปัญหาสุขภาพจิต อย่างรุนแรง ทั้งภาวะซึมเศร้าที่เพิ่มสูงขึ้น ภาวะหมดไฟ และการกลัวสังคม หรือโซเชียลโฟเบีย โดยปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่ออารมณ์มาจาก สภาพแวดล้อมภายในครอบครัวและความปลอดภัยในสถานศึกษา ส่งผลให้วัยรุ่นจำนวนมากเกิดความวิตกกังวล สันโดษ และมีพฤติกรรมทำร้ายตนเองเพิ่มขึ้น ทั้งนี้  สัญญาณอันตรายระดับวิกฤติ ที่ต้องเข้าแทรกแซงทันที เช่น การแยกตัวจากสังคมหรือผลการเรียนที่ตกลงอย่างกะทันหัน เพื่อให้สามารถเข้าถึงการรักษาได้ทันท่วงที

วันนี้เด็กเยาวชนจำนวนมากกำลังเผชิญกับ “ใจป่วย” ที่สำคัญพวกเขาเลือกที่จะ “ไม่บอกใคร” แม้ในวันที่ “ใจไม่ไหว” รู้สึกเหงา โดดเดี่ยว ซึมเศร้า หมดไฟ กลัวสังคม เช่นนี้แล้ว พ่อแม่  ครู ผู้ดูแล ผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ชิด จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้ทัน “สัญญาณ” ที่พวกเขาส่งออกมาที่บ่อยครั้งจะไร้คำพูด เพื่อนำสู่การเยียวยา รักษาจิตใจของเด็กเยาวชนได้โดยเร็ว และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุสูญเสียทั้งต่อตนเองและสังคมขึ้น 
รายงานสุขภาพคนไทย 2568  จัดทำโดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดลร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) หมวดเรื่อง ปัญหาสุขภาพจิต จํานวนผู้เข้ารับบริการด้านจิตเวชในประเทศไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนอายุุ 18-24 ปี ซึ่งโรคซึมเศร้าที่เพิ่มขึ้นถึง 1.7 เท่า จาก 231,082 คน ในปี 2558 เป็น 399,645 คนในปี 2566 กลุ่มเสี่ยงสููงสุด คือ เยาวชนอายุุ 18-24 ปี มีความชุุก 6 % และผู้หญิงป่วยมากกว่าผู้ชาย 2 เท่า

เครียดจนกระทบใจ-กาย หมดไฟ

สอดรับกับ รายงานผลการสำรวจสภาวะทางอารมณ์วัยรุ่นไทย 2568  ซึ่งรศ.นพ.ศิริไชย หงษ์สงวนศรี ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ในฐานะอาจารย์ ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ของ น.ส.อุสุภางค์โคตรชาลี นักศึกษาปริญญาโท สาขาจิตวิทยาเด็ก วัยรุ่น และครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เปิดเผยผลการวิจัยการสำรวจบริบททางสังคม สภาวะทางอารมณ์และพฤติกรรมของวัยรุ่นไทยว่า

จากการสุ่มกลุ่มตัวอย่างนักเรียนมัธยมศึกษา 1-6 ทั่วประเทศ จำนวน 1,139 คน เป็นเพศชาย 455 คน และเพศหญิง 684 คน  พบว่า  ช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ตนเองมีความเครียดจนมีผลกระทบต่ออารมณ์ เช่น อารมณ์เสียหรือหงุดหงิดบ่อยๆ หรือซึมเศร้า เป็นต้น ในระดับมากและมากที่สุด สูงถึง  39.9%  

มีผลกระทบต่อสมาธิ ความคิด ความจำ หรือการตัดสินใจ ในระดับมากและมากที่สุด สูงถึง  26.9% ,ความเครียดจนทำให้เกิดอาการทางกาย เช่น ปวด ศีรษะ ปวดท้อง ใจสั่น แน่นหน้าอก หายใจไม่เต็มอิ่ม มือเท้าเกร็ง เป็นต้น ในระดับมากและ มากที่สุด สูงถึง  20.7 %

60 % หมดไฟปานกลาง-มาก ม.ปลายยิ่งกว่าม.ต้น

ประเด็นความรู้สึก หมดไฟหรือขาดกำลังใจในการเรียนและการดำเนินชีวิตด้านอื่นๆ (burnout) พบอยู่ในระดับ มาก และ มากที่สุด สูงถึง 27.4%เมื่อรวมกับกลุ่มระดับปานกลางด้วย จะขึ้นไปสูงถึง 60.1% ของนักเรียนมัธยมศึกษาทั้งหมด และนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายมีภาวะหมดไฟสูงกว่านักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น

กลัวสังคม  41%

การประเมินภาวะวิตกกังวลตามเกณฑ์วินิจฉัยโรควิตกกังวล พบว่า 26.0 % มีอาการวิตก กังวลในเรื่องต่างๆ มากจนไม่สามารถควบคุมได้และมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างมาก และ 14.7% มีอาการครบตามเกณฑ์วินิจฉัยโรควิตกกังวลจากการตอบแบบสอบถามด้วยตนเอง

และ 41.4 %  มีความรู้สึกกลัวหรือกังวลมากเกินไปต่อสถานการณ์ที่ต้องอยู่ในสายตาผู้อื่นและอาจถูกวิพากษ์วิจารณ์ เช่น การนำเสนอหน้าชั้นเรียน การพูดคุยกับคนไม่คุ้นเคย เป็นต้น ที่เรียกว่า “social phobia” หรือกลัวสังคม 

ไม่ซึมเศร้าเพียง 31 % - 11 % ทำร้ายตัวเอง

สำหรับภาวะซึมเศร้าเล็กน้อย 42.7 %  ,ซึมเศร้าปานกลาง  16.8% ,ซึมเศร้ามาก 6% และ ซึมเศร้ารุนแรง 3.2 % สรุปได้ว่าหากนับรวมนักเรียนที่มีภาวะซึมเศร้าตั้งแต่เล็กน้อยถึงรุนแรง จะเหลือนักเรียนที่ไม่มีภาวะซึมเศร้าเลยอยู่เพียง 31.3 % เท่านั้น และนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายมีภาวะซึมเศร้าสูงกว่านักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น

ยังพบว่ากลุ่มตัวอย่างนักเรียนมัธยมศึกษาในการวิจัยครั้งนี้มีพฤติกรรมทำร้ายตัวเองโดยไม่ได้มี เจตนาฆ่าตัวตาย หรือ Non-Suicidal Self-Injurious Behaviors (NSSI) ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา เช่น กรีดข้อมือ กรีดแขน กรีดส่วนต่างๆ ของร่างกาย หรือทำให้ตนเองได้รับบาดเจ็บ เป็นต้น สูงถึง 11.1%  โดยกลุ่ม LGBTQ มีความเสี่ยงที่จะมีความเครียด รุนแรง ภาวะวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า และการทำร้ายตนเองสูงกว่าเพศหญิงและเพศชาย

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับปัญหาทางอารมณ์ ทั้งด้านความเครียด ภาวะวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้าและการฆ่าตัวตาย และพฤติกรรมทำร้ายตนเองโดยไม่ได้มีเจตนาฆ่าตัวตายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในงานวิจัยชิ้นนี้ คือ

ครอบครัวลบ ลูกวัยรุ่นเสี่ยงมีปัญหาอารมณ์มากขึ้น

ครอบครัวที่มีปัจจัยด้านบวกมาก เช่น ความรู้สึกได้รับความรักความห่วงใยจากพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูหลัก ความรู้สึกได้รับความเข้าใจจากพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูหลัก ความรู้สึกผูกพันและไว้วางใจต่อพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูหลัก ความรู้สึกได้รับการยอมรับจากพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูหลัก และการมีพ่อแม่และบุคคลในครอบครัวเป็น แบบอย่างที่ดีในการดำเนินชีวิต เป็นต้น ทำให้ลูกที่เป็นวัยรุ่นจะมีโอกาสมีปัญหาทางอารมณ์ต่ำ

ส่วนครอบครัวที่มีปัจจัยด้านลบมาก เช่น การที่พ่อแม่หรือผู้ปกครองมีความกังวลมากเกินไป มีความคาดหวังมากเกินไป มีการควบคุมการดำเนินชีวิตด้านต่างๆ มากเกินไป มีการใช้ความรุนแรงในครอบครัว และการที่พ่อแม่และบุคคลในครอบครัวไม่ได้เป็นแบบอย่างที่ดีในการดำเนินชีวิต เป็นต้นทำให้ลูกที่เป็นวัยรุ่นก็เสี่ยงที่จะมีปัญหาทางอารมณ์มากขึ้น
เด็กเยาวชน ‘โดดเดี่ยว หมดไฟ กลัวสังคม’ รู้ทัน 3 สัญญาณวิกฤติจากพฤติกรรม

รวมถึง ปัจจัยด้านโรงเรียน ทั้งเพื่อนและครูอาจารย์ก็สัมพันธ์กับปัญหาด้านอารมณ์ของวัยรุ่นเช่นเดียวกัน เช่น ความรู้สึกผูกพันและไว้วางใจต่อครู/อาจารย์ ความรู้สึกได้รับการยอมรับจากเพื่อนและครู/อาจารย์ เป็นต้น หากมีปัจจัยเหล่านี้มากความเสี่ยงที่วัยรุ่นจะมีปัญหาทางอารมณ์ก็จะน้อยลง

ดังนั้น การเลี้ยงดูลูกอย่างเหมาะสมตั้งแต่วัยเด็กและการสร้างครอบครัวให้เข้มแข็งจะสามารถป้องกันปัญหาทางอารมณ์ของวัยรุ่นได้

ราว 6 แสนไม่พึงพอใจในชีวิต

เป็นไปในทิศทางเดียวกับ รายงานการสำรวจเยาวชนไทย 2568 ของ “คิดฟอร์คิดส์” ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) โดยมีกลุ่มตัวอย่างกระจายทั่วประเทศอายุ 15- 25 ปี ทั้งสิ้น 12,139 คน  ในเรื่องของ “สุขภาวะทางจิตของเยาวชน”  ซึ่งมีตัวชี้วัดด้านความสุขและความไม่สุขของเยาวชน ได้แก่ ความรู้สึกเหงาโดดเดี่ยว ความเครียด และความพึงพอใจในชีวิต

พบว่า โดยรวมเยาวชนส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในชีวิตปานกลาง 47%  ถึงสูง 46% มีเพียง 7% ที่จัดว่าไม่พึงพอใจในชีวิต จำนวนนี้เมื่อคำนวณกลับ จะมีถึง 6 แสนคนจาก 7 % ของเยาวชนที่มีอยู่ 9 ล้านคน  นับว่าไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อมีหลักฐานว่าการอยู่ในภาวะที่ไม่พึงพอใจในชีวิต มีความสัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพจิต ความเครียด ซึมเศร้า วิตกกังวล ความคิดฆ่าตัวตาย และพฤติกรรมเสี่ยงทางสุขภาพอื่น

25% เหงาโดดเดี่ยวมาก

  • ด้านความเครียด  เยาวชน 42% มีความเครียดบ่อยมาก  44 %เครียดบ่อยปานกลาง และ14 %  เครียดบ่อยน้อย 
  •  ส่วนรู้สึกเหงาและโดดเดี่ยว  25% รายงานว่าเหงาโดดเดี่ยวมาก , 46 % ปานกลาง และ 29 % น้อย   

ปัจจัยในสภาพแวดล้อมในชีวิต

ปัจจัยในสภาพแวดล้อมในชีวิตของเยาวชนที่ทำนายว่าเยาวชนคนใดจะมีความพึงพอใจในชีวิต ความเครียด และความเหงาโดดเดี่ยวสูงหรือต่ำ 

เศรษฐสถานะครอบครัว

รายได้ เฉลี่ยต่อเดือนของครอบครัวไม่ค่อยสัมพันธ์กับความเหงาและความเครียด แต่ค่อนข้างสัมพันธ์กับความ พึงพอใจในชีวิต โดยเยาวชนในครอบครัวที่รายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่ำกว่า 15,000 บาทมีแนวโน้มที่จะมีความพึงพอใจในชีวิตต่ำกว่าเยาวชนจากครอบครัวที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 15,000 – 60,000 บาท และครอบครัวที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนสูงกว่า 60,000 บาท

เด็กเยาวชน ‘โดดเดี่ยว หมดไฟ กลัวสังคม’ รู้ทัน 3 สัญญาณวิกฤติจากพฤติกรรม

ความปลอดภัยในบ้าน

 เมื่อเปรียบเทียบระหว่างเยาวชนที่ประเมินว่ารู้สึกปลอดภัยเวลาอยู่ที่บ้าน กับ เยาวชนที่รู้สึกไม่ปลอดภัยเวลาอยู่บ้าน พบว่ามีสัดส่วนคนที่มีความพึงพอใจในชีวิตสูง เครียดสูง เหงาและโดดเดี่ยวสูงต่างกันมาก โดยในกลุ่มเยาวชนที่รู้สึกปลอดภัยในบ้านมีสัดส่วนที่พึงพอใจในชีวิตสูงมากกว่า เครียดสูงน้อยกว่า เหงาและโดดเดี่ยวสูงน้อยกว่า

ความอบอุ่นในครอบครัว

เยาวชนที่รายงานว่าสนิทกับคนในครอบครัว มีสัดส่วน คนที่รู้สึกพึงพอใจในชีวิตสูง มากกว่าเยาวชนที่รายงานว่าไม่สนิทกับคนในครอบครัว อย่างชัดเจน ขณะที่มีสัดส่วนที่เครียดสูงน้อยกว่า และโดดเดี่ยวสูง น้อยกว่า

ความปลอดภัยในโรงเรียน

 ข้อมูลจากการสำรวจชี้ว่า 57% ของบรรดาเยาวชนที่รายงานว่าเคยถูกกลั่นแกล้ง (bully) ระบุว่าเหตุเกิดที่โรงเรียน และเยาวชนที่ รายงานว่ารู้สึกไม่ปลอดภัยเวลาอยู่ที่โรงเรียน มีสัดส่วนที่พึงพอใจในชีวิตสูงน้อยกว่า เครียดสูงมากกว่า เหงาและโดดเดี่ยวสูงมากกว่าเยาวชนที่รายงาน ว่ารู้สึกปลอดภัยเวลาอยู่ที่โรงเรียน

นอกจากนี้ ปัจจัยส่วนบุคคล เช่น สุขภาพกายก็สัมพันธ์กับตัวชี้วัดความสุข โดยกลุ่มเยาวชนที่ประเมินว่าตนเองมี สุขภาพดี มีสัดส่วนของคนที่พึงพอใจในชีวิตสูงถึง 60%  ส่วนเยาวชนที่ ประเมินว่าตนเองสุขภาพปานกลาง หรือสุขภาพแย่มีสัดส่วนคนที่พึงพอใจในชีวิตสูงอยู่เพียง 34% และ 21% ตามลำดับ และมีสัดส่วนคนที่มีความเครียด และ เหงาโดดเดี่ยวสูง มากกว่าในกลุ่มเยาวชนที่สุขภาพดี

สัญญาณที่พ่อแม่ต้องรู้ทัน

สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ให้ข้อมูลว่าบางครั้งเด็กอาจไม่ได้พูดออกมาว่า “ไม่ไหว”  แต่ความรู้สึกที่กำลังหนักเกินรับมือ อาจแสดงออกผ่านพฤติกรรมและอารมณ์ที่เปลี่ยนไป พ่อแม่และคนใกล้ชิดจึงควรหมั่นสังเกต “สัญญาณเตือนภาวะวิกฤติทางอารมณ์ในเด็ก” เพราะการมองเห็นสัญญาณตั้งแต่เนิ่น ๆ อาจช่วยให้เด็กได้รับความช่วยเหลือและการดูแลที่เหมาะสมได้ทันเวลา

สัญญาณเตือนทั่วไป

  • อารมณ์พลิกผัน เก็บตัวผิดปกติ แยกตัวจากเพื่อนและครอบครัวหรือมีอารมณ์หงุดหงิด ก้าวร้าวรุนแรงเกินกว่าเหตุเมื่อถูกขัดใจ
  • พฤติกรรมเปลี่ยนไป ปฏิเสธการไปโรงเรียน ผลการเรียนตกลงอย่างกะทันหัน มีปัญหาเรื่องการกินหรือการนอน
  • ร่างกายฟ้อง บ่นปวดหัว ปวดท้องบ่อยๆ โดยไม่มีสาเหตุทางการแพทย์ ซึ่งมักเกิดจากความเครียดสะสม

สัญญาณอันตรายระดับวิกฤติ (ที่ต้องเข้าแทรกแซงทันที)

  • มีพฤติกรรมหมกมุ่นกับความรุนแรงผิด ปกติหรือพยายามเข้าถึงสิ่งที่อาจใช้ทำร้ายตนเองหรือผู้อื่นได้
  • ระบายความคับแค้น ความรุนแรง หรือความคิดอยากตาย ผ่านข้อความหรือภาพบนโชเชียลมีเดีย
  • พูดจาข่มขู่จะ "เอาคืน" หรือแสดงออกว่ารู้สึกว่าชีวิตไม่เหลืออะไรให้เสียดายอีกแล้ว

หากพบสัญญาณเหล่านี้ ไม่ควรรอดูสถานการณ์ ผู้ใหญ่ควรเข้าไปพูดคุยและขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญทันที การแก้ปัญหานี้ไม่สามารถโยนความรับผิดชอบให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้แต่ต้องอาศัย "ระบบ" ที่ทุกฝ่ายร่วมมือกัน