วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม 2569

Login
Login

‘หมอสมศักดิ์’ ชง 7 ข้อแก้ 'รพ.รัฐขาดทุน' แบบ'ไม่ร่วมจ่าย'

เมื่อวันที่ 13 ส.ค.2569  ศ.นพ.สมศักดิ์ เทียมเก่า ผอ.รพ.ศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ ม.ขอนแก่น และอายุรแพทย์ประสาทวิทยา ให้ข้อมูลผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า แนวทางการแก้ปัญหาโรงพยาบาลรัฐขาดทุน โดยไม่ใช้การร่วมจ่ายจากผู้ป่วย มีจุดเน้นที่การเพิ่มประสิทธิภาพ การควบคุมต้นทุน การเพิ่มรายได้จากแหล่งที่ไม่กระทบสิทธิประชาชน และการปรับปรุงระบบบริหารจัดการ โดยมีแนวทางสำคัญดังนี้

1. เพิ่มประสิทธิภาพภายในและลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น บริหารจัดการยาและเวชภัณฑ์อย่างสมเหตุสมผล ใช้ยาสามัญแทนยาต้นแบบ ส่งเสริมการใช้ยาตามบัญชียาหลักแห่งชาติ ลดการสั่งยาซ้ำซ้อน ลดปริมาณยาสูญเปล่า ทำระบบรวมซื้อ เพื่อต่อรองราคา ,ลดการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่เกินจำเป็นใช้แนวทางเวชปฏิบัติตามหลักฐานเชิงประจักษ์ ลดการตรวจด้วยเครื่องมือราคาแพงโดยไม่มีข้อบ่งชี้ , นำระบบ Lean และการจัดการกระบวนการมาใช้ลดเวลารอคอย ลดขั้นตอนที่สิ้นเปลือง เพิ่มผลิตภาพของบุคลากร เช่น ปรับผังงานใหม่เพื่อลดความแออัด

ปฏิรูประบบงบประมาณและกลไกการจ่ายเงิน

2. ปฏิรูประบบงบประมาณและกลไกการจ่ายเงิน ปรับเพิ่มงบเหมาจ่ายรายหัวให้สะท้อนต้นทุนจริงรัฐต้องเพิ่มงบประมาณด้านสุขภาพตามข้อมูลต้นทุนจริง และตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและโรคเรื้อรัง โดยไม่ต้องให้ประชาชนร่วมจ่าย ,ปรับปรุงระบบกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม (DRG) และระบบปลายปิดอื่น ๆ ทบทวนค่าน้ำหนักสัมพัทธ์ (RW) ให้เป็นปัจจุบัน สะท้อนความรุนแรงของโรคและทรัพยากรที่ใช้จริง ,แยกงบลงทุนออกจากงบดำเนินการอย่างชัดเจนค่าเสื่อมราคาหรือการลงทุนขนาดใหญ่ควรได้รับการสนับสนุนแยกส่วนโดยตรงจากรัฐ ไม่ให้เบียดบังงบบริการ

รพ.หาช่องทางเพิ่มรายได้ 

3. เพิ่มรายได้จากบริการที่ไม่กระทบสิทธิขั้นพื้นฐาน  ขยายบริการคลินิกพิเศษนอกเวลา เปิดคลินิกนอกเวลาราชการ (คลินิกนัดพิเศษ) โดยคงบริการพื้นฐานไว้ไม่เสียค่าใช้จ่าย สร้างรายได้จากผู้ที่สมัครใจและมีกำลังจ่าย ,บริการสุขภาพสำหรับชาวต่างชาติและนักท่องเที่ยว  ,ให้เช่าพื้นที่หรือร่วมลงทุนกับเอกชนในส่วนที่ไม่ใช่การแพทย์โดยตรง  เช่น ร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ ลานจอดรถ โดยนำรายได้สมทบเข้าโรงพยาบาล ,จำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพหรือบริการอื่น ผลิตและจำหน่ายยาสมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์โรงพยาบาลโดยไม่ขัดหลักจริยธรรม

4. ยกระดับการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคเพื่อลดภาระในอนาคต ลงทุนระยะยาวในระบบปฐมภูมิและชุมชนเข้มแข็ง  สนับสนุน รพ.สต. และอสม. ในการคัดกรอง ป้องกัน ดูแลโรคไม่ติดต่อเรื้อรังตั้งแต่ต้น ลดการเจ็บป่วยรุนแรงที่ต้องใช้ทรัพยากรสูง ,จัดการโรคไม่ติดต่อ (NCDs) เชิงรุก ใช้เทคโนโลยี telehealth, ติดตามผู้ป่วยที่บ้าน ลดการนอนโรงพยาบาลที่ไม่จำเป็น

5. บูรณาการทรัพยากรและเครือข่ายบริการ แบ่งปันทรัพยากรระหว่างโรงพยาบาลในเขตสุขภาพใช้เครื่องมือแพทย์ร่วมกัน ลดการซื้อซ้ำ หมุนเวียนบุคลากรเฉพาะทาง จัดระบบส่งต่อที่มีประสิทธิภาพ ลดความแออัดใน รพ.ใหญ่ ,ลดการรั่วไหลของยาและเวชภัณฑ์ พัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อติดตามคลังและควบคุมการเบิกจ่ายให้โปร่งใส ป้องกันทุจริตปรับแผนกำลังคนและทรัพยากรล่วงหน้า

6. ดึงการมีส่วนร่วมของภาคส่วนอื่นและนวัตกรรมการเงิน ระดมทุนผ่านกองทุนสุขภาพและภาคประชาสังคม  เปิดรับบริจาคสมทบเข้ากองทุนของโรงพยาบาล ประสานมูลนิธิ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชนในรูปแบบ CSR โดยไม่บังคับจ่ายจากผู้รับบริการ ,ใช้แพลตฟอร์มจัดซื้อจัดจ้างร่วมระดับประเทศ ลดต้นทุนเวชภัณฑ์ที่ไม่ใช่ยา อุปกรณ์สำนักงานผ่านระบบ e-bidding แบบรวมกันเพื่อให้ได้ราคาต่ำสุด ,ส่งเสริมนโยบายภาษีเพื่อสุขภาพ ทำงานร่วมกับ สสส. หรือหน่วยงานรัฐให้เก็บภาษีบาป (สุรา บุหรี่ น้ำตาล) แล้วจัดสรรมาเพิ่มงบให้ รพ.รัฐโดยตรง

7. ปรับปรุงธรรมาภิบาลและระบบข้อมูล เพิ่มความโปร่งใสในการบริหารการเงิน ตรวจสอบภายในอย่างเข้มงวด ใช้ระบบบัญชีต้นทุนรายหน่วยบริการ เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและกดดันให้จัดสรรงบประมาณเพียงพอ ,ใช้ข้อมูลขนาดใหญ่วิเคราะห์ความเสี่ยงทางการเงิน คาดการณ์แนวโน้มโรค ปรับแผนกำลังคนและทรัพยากรล่วงหน้า ลดค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน

"การแก้ปัญหารพ.รัฐขาดทุนโดยไม่ใช้การร่วมจ่ายต้องทำหลายมิติ ทั้งปรับเพิ่มงบประมาณจากภาครัฐ พลิกฟื้นประสิทธิภาพภายใน สร้างรายได้เสริมจากการบริการที่สมัครใจ และลดภาระโรคผ่านระบบปฐมภูมิที่เข้มแข็ง แนวทางเหล่านี้คงหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ไม่สร้างอุปสรรคทางการเงินแก่ประชาชน"

ผู้ป่วย-ญาติคาดหวังสูง ดันค่ารักษาพยาบาลสูง

ความคาดหวังที่สูงขึ้นของผู้ป่วยและญาติมีผลอย่างมากต่อการเพิ่มขึ้นของค่ารักษาพยาบาล ทั้งในระบบสุขภาพของรัฐและเอกชน  ซึ่งความคาดหวังของผู้ป่วยและญาติผลักดันให้เกิด ภาวะการใช้บริการการแพทย์เกินความจำเป็น ซึ่งทำให้ระบบสุขภาพต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งในรูปแบบค่าใช้จ่ายตรงที่ผู้ป่วยจ่ายเอง และงบประมาณเหมาจ่ายที่รัฐต้องอุดหนุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

แนวทางการแก้ไขปัญหา

การแก้ไขปัญหาค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้นจากความคาดหวังของผู้ป่วยและญาติ จำเป็นต้องใช้แนวทาง การจัดการความคาดหวัง ควบคู่ไปกับ การปรับเปลี่ยนระบบบริการและกฎหมาย เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างสมเหตุสมผล

1. การสื่อสารและการตัดสินใจร่วมกัน กระบวนการตัดสินใจร่วมกัน แพทย์และผู้ป่วย/ญาติ ร่วมกันหารือถึงข้อดี ข้อเสีย ความเสี่ยง และ ราคา ของแต่ละทางเลือกในการรักษาอย่างเปิดเผย เพื่อให้เห็นว่าเทคโนโลยีราคาแพงอาจไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเสมอไป

  • การสื่อสารตั้งแต่แรกรับ แจ้งแผนการรักษา ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ และผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ตามจริง ตั้งแต่เริ่มเข้ารับการรักษา เพื่อลดความคาดหวังที่เกินจริง
  • พัฒนาทักษะการสื่อสารของบุคลากร อบรมให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถอธิบายเหตุผลที่ไม่จำเป็นต้องตรวจเพิ่ม (เช่น ทำไมถึงยังไม่จำเป็นต้องทำ MRI) โดยไม่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าถูกปฏิเสธการรักษา

2. การสร้างความเข้มแข็งให้ระบบเวชศาสตร์ครอบครัวและการวางแผนดูแลล่วงหน้า การแสดงเจตนาล่วงหน้าเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ส่งเสริมให้ผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ทำ หนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุข เพื่อลดการยื้อชีวิตที่ไม่จำเป็นในระยะสุดท้าย ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายในห้อง ICU ได้อย่างมหาศาล

ส่งเสริมการดูแลแบบประคับประคอง พัฒนาระบบการดูแลที่บ้านหรือในชุมชนสำหรับผู้ป่วยระยะสุดท้าย เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีโดยไม่ต้องนอนโรงพยาบาลและใช้เครื่องมือราคาแพงโดยไม่จำเป็น

‘หมอสมศักดิ์’ ชง 7 ข้อแก้ 'รพ.รัฐขาดทุน' แบบ'ไม่ร่วมจ่าย'

3. การสร้างมาตรฐานการรักษาและกลไกคุ้มครองทางกฎหมายแก่แพทย์ การใช้แนวทางเวชปฏิบัติที่ชัดเจน กำหนด มาตรฐานการตรวจและรักษาที่เป็นสากล หากแพทย์ทำตาม CPG แล้ว ถือว่าได้มาตรฐาน เพื่อให้แพทย์กล้าปฏิเสธการตรวจที่ไม่จำเป็นของผู้ป่วย

  • การปฏิรูประบบความรับผิดชอบทางกฎหมาย จัดตั้ง ระบบชดเชยความเสียหายโดยไม่ต้องพิสูจน์ความผิด เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบได้รับการเยียวยาอย่างรวดเร็ว ,ออกกฎหมายคุ้มครองแพทย์ที่ปฏิบัติตามมาตรฐาน เพื่อลดการสั่งตรวจแบบ ป้องกันตัว ที่ทำให้ค่าใช้จ่ายบานปลาย

4. การปรับกลไกทางการเงินและการควบคุมราคา  การใช้ระบบงบประมาณปลายปิด กำหนดวงเงินการรักษาต่อหัว หรือตามกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม (DRG) เพื่อกดดันให้โรงพยาบาลและแพทย์ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด

  • การให้ข้อมูลเปรียบเทียบราคาและคุณภาพ เปิดเผยราคาค่ารักษาพยาบาล และอัตราความสำเร็จ/ผลข้างเคียงของการรักษาในแต่ละโรงพยาบาล เพื่อให้ผู้ป่วยเห็นข้อมูลจริงและไม่หลงเชื่อว่า ยิ่งแพงยิ่งดี
  • การใช้มาตรการทางภาษีหรือส่วนร่วมจ่ายในบริการเสริม หากผู้ป่วยเรียกร้องขอตรวจหรือใช้ยาราคาแพง โดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ แต่เป็นความต้องการส่วนตัว ผู้ป่วยต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนั้นเองทั้งหมด

5. การให้ความรู้เชิงสุขภาพแก่ประชาชน สร้างความเข้าใจเรื่อง รณรงค์ให้ประชาชนเข้าใจว่า การตรวจมาก สั่งยามาก หรือใช้เทคโนโลยีสูง ไม่ได้แปลว่าเป็นการรักษาที่ดีที่สุดเสมอไป และอาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้ เช่น รังสีจาก CT scan หรือผลข้างเคียงจากยา

ส่งเสริมบทบาทของแพทย์ปฐมภูมิ (Gatekeeper System) รณรงค์ให้ประชาชนใช้บริการที่คลินิกอบอุ่น หรือ รพ.สต. ก่อน แล้วให้แพทย์เป็นผู้ประเมินในการส่งต่อ (Referral) เพื่อลดการเดินเข้า รพ. ขนาดใหญ่โดยไม่จำเป็น

“การแก้ปัญหาค่ารักษาพยาบาลที่สูงจากความคาดหวัง ต้องเปลี่ยนค่านิยมจากการ รักษาตามความต้องการผู้ป่วยมาเป็นการรักษาตามคุณค่าและความคุ้มค่าทางเวชศาสตร์ โดยมีกฎหมายปกป้องแพทย์ มีระบบสื่อสารที่สร้างความเข้าใจ และมีระบบงบประมาณที่กำกับให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างสมเหตุสมผล”