“หมอสมศักดิ์” เสนอ 7 ข้อแนวทางการแก้ปัญหารพ.รัฐขาดทุน โดยไม่ใช้การร่วมจ่ายจากผู้ป่วย ชี้ผู้ป่วย-ญาติคาดหวังดันค่ารักษาพยาบาลสูง
KEY POINTS
- เสนอให้เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภายใน ลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น เช่น การใช้ยาสามัญแทนยาต้นแบบ ลดการตรวจที่เกินความจำเป็น และบูรณาการทรัพยากรร่วมกันในเครือข่าย
- เสนอให้ปฏิรูประบบงบประมาณ โดยให้รัฐปรับเพิ่มงบเหมาจ่ายรายหัวให้สะท้อนต้นทุนจริง และแยกงบลงทุนออกจากงบดำเนินการอย่างชัดเจน
- เสนอให้โรงพยาบาลหารายได้เพิ่มจากช่องทางที่ไม่กระทบสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น การเปิดคลินิกพิเศษนอกเวลา การให้บริการชาวต่างชาติ หรือการให้เช่าพื้นที่เชิงพาณิชย์
เมื่อวันที่ 13 ส.ค.2569 ศ.นพ.สมศักดิ์ เทียมเก่า ผอ.รพ.ศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ ม.ขอนแก่น และอายุรแพทย์ประสาทวิทยา ให้ข้อมูลผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า แนวทางการแก้ปัญหาโรงพยาบาลรัฐขาดทุน โดยไม่ใช้การร่วมจ่ายจากผู้ป่วย มีจุดเน้นที่การเพิ่มประสิทธิภาพ การควบคุมต้นทุน การเพิ่มรายได้จากแหล่งที่ไม่กระทบสิทธิประชาชน และการปรับปรุงระบบบริหารจัดการ โดยมีแนวทางสำคัญดังนี้
1. เพิ่มประสิทธิภาพภายในและลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น บริหารจัดการยาและเวชภัณฑ์อย่างสมเหตุสมผล ใช้ยาสามัญแทนยาต้นแบบ ส่งเสริมการใช้ยาตามบัญชียาหลักแห่งชาติ ลดการสั่งยาซ้ำซ้อน ลดปริมาณยาสูญเปล่า ทำระบบรวมซื้อ เพื่อต่อรองราคา ,ลดการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่เกินจำเป็นใช้แนวทางเวชปฏิบัติตามหลักฐานเชิงประจักษ์ ลดการตรวจด้วยเครื่องมือราคาแพงโดยไม่มีข้อบ่งชี้ , นำระบบ Lean และการจัดการกระบวนการมาใช้ลดเวลารอคอย ลดขั้นตอนที่สิ้นเปลือง เพิ่มผลิตภาพของบุคลากร เช่น ปรับผังงานใหม่เพื่อลดความแออัด
ปฏิรูประบบงบประมาณและกลไกการจ่ายเงิน
2. ปฏิรูประบบงบประมาณและกลไกการจ่ายเงิน ปรับเพิ่มงบเหมาจ่ายรายหัวให้สะท้อนต้นทุนจริงรัฐต้องเพิ่มงบประมาณด้านสุขภาพตามข้อมูลต้นทุนจริง และตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและโรคเรื้อรัง โดยไม่ต้องให้ประชาชนร่วมจ่าย ,ปรับปรุงระบบกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม (DRG) และระบบปลายปิดอื่น ๆ ทบทวนค่าน้ำหนักสัมพัทธ์ (RW) ให้เป็นปัจจุบัน สะท้อนความรุนแรงของโรคและทรัพยากรที่ใช้จริง ,แยกงบลงทุนออกจากงบดำเนินการอย่างชัดเจนค่าเสื่อมราคาหรือการลงทุนขนาดใหญ่ควรได้รับการสนับสนุนแยกส่วนโดยตรงจากรัฐ ไม่ให้เบียดบังงบบริการ
รพ.หาช่องทางเพิ่มรายได้
3. เพิ่มรายได้จากบริการที่ไม่กระทบสิทธิขั้นพื้นฐาน ขยายบริการคลินิกพิเศษนอกเวลา เปิดคลินิกนอกเวลาราชการ (คลินิกนัดพิเศษ) โดยคงบริการพื้นฐานไว้ไม่เสียค่าใช้จ่าย สร้างรายได้จากผู้ที่สมัครใจและมีกำลังจ่าย ,บริการสุขภาพสำหรับชาวต่างชาติและนักท่องเที่ยว ,ให้เช่าพื้นที่หรือร่วมลงทุนกับเอกชนในส่วนที่ไม่ใช่การแพทย์โดยตรง เช่น ร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ ลานจอดรถ โดยนำรายได้สมทบเข้าโรงพยาบาล ,จำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพหรือบริการอื่น ผลิตและจำหน่ายยาสมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์โรงพยาบาลโดยไม่ขัดหลักจริยธรรม
4. ยกระดับการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคเพื่อลดภาระในอนาคต ลงทุนระยะยาวในระบบปฐมภูมิและชุมชนเข้มแข็ง สนับสนุน รพ.สต. และอสม. ในการคัดกรอง ป้องกัน ดูแลโรคไม่ติดต่อเรื้อรังตั้งแต่ต้น ลดการเจ็บป่วยรุนแรงที่ต้องใช้ทรัพยากรสูง ,จัดการโรคไม่ติดต่อ (NCDs) เชิงรุก ใช้เทคโนโลยี telehealth, ติดตามผู้ป่วยที่บ้าน ลดการนอนโรงพยาบาลที่ไม่จำเป็น
5. บูรณาการทรัพยากรและเครือข่ายบริการ แบ่งปันทรัพยากรระหว่างโรงพยาบาลในเขตสุขภาพใช้เครื่องมือแพทย์ร่วมกัน ลดการซื้อซ้ำ หมุนเวียนบุคลากรเฉพาะทาง จัดระบบส่งต่อที่มีประสิทธิภาพ ลดความแออัดใน รพ.ใหญ่ ,ลดการรั่วไหลของยาและเวชภัณฑ์ พัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อติดตามคลังและควบคุมการเบิกจ่ายให้โปร่งใส ป้องกันทุจริตปรับแผนกำลังคนและทรัพยากรล่วงหน้า
6. ดึงการมีส่วนร่วมของภาคส่วนอื่นและนวัตกรรมการเงิน ระดมทุนผ่านกองทุนสุขภาพและภาคประชาสังคม เปิดรับบริจาคสมทบเข้ากองทุนของโรงพยาบาล ประสานมูลนิธิ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชนในรูปแบบ CSR โดยไม่บังคับจ่ายจากผู้รับบริการ ,ใช้แพลตฟอร์มจัดซื้อจัดจ้างร่วมระดับประเทศ ลดต้นทุนเวชภัณฑ์ที่ไม่ใช่ยา อุปกรณ์สำนักงานผ่านระบบ e-bidding แบบรวมกันเพื่อให้ได้ราคาต่ำสุด ,ส่งเสริมนโยบายภาษีเพื่อสุขภาพ ทำงานร่วมกับ สสส. หรือหน่วยงานรัฐให้เก็บภาษีบาป (สุรา บุหรี่ น้ำตาล) แล้วจัดสรรมาเพิ่มงบให้ รพ.รัฐโดยตรง
7. ปรับปรุงธรรมาภิบาลและระบบข้อมูล เพิ่มความโปร่งใสในการบริหารการเงิน ตรวจสอบภายในอย่างเข้มงวด ใช้ระบบบัญชีต้นทุนรายหน่วยบริการ เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและกดดันให้จัดสรรงบประมาณเพียงพอ ,ใช้ข้อมูลขนาดใหญ่วิเคราะห์ความเสี่ยงทางการเงิน คาดการณ์แนวโน้มโรค ปรับแผนกำลังคนและทรัพยากรล่วงหน้า ลดค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน
"การแก้ปัญหารพ.รัฐขาดทุนโดยไม่ใช้การร่วมจ่ายต้องทำหลายมิติ ทั้งปรับเพิ่มงบประมาณจากภาครัฐ พลิกฟื้นประสิทธิภาพภายใน สร้างรายได้เสริมจากการบริการที่สมัครใจ และลดภาระโรคผ่านระบบปฐมภูมิที่เข้มแข็ง แนวทางเหล่านี้คงหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ไม่สร้างอุปสรรคทางการเงินแก่ประชาชน"
ผู้ป่วย-ญาติคาดหวังสูง ดันค่ารักษาพยาบาลสูง
ความคาดหวังที่สูงขึ้นของผู้ป่วยและญาติมีผลอย่างมากต่อการเพิ่มขึ้นของค่ารักษาพยาบาล ทั้งในระบบสุขภาพของรัฐและเอกชน ซึ่งความคาดหวังของผู้ป่วยและญาติผลักดันให้เกิด ภาวะการใช้บริการการแพทย์เกินความจำเป็น ซึ่งทำให้ระบบสุขภาพต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งในรูปแบบค่าใช้จ่ายตรงที่ผู้ป่วยจ่ายเอง และงบประมาณเหมาจ่ายที่รัฐต้องอุดหนุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
แนวทางการแก้ไขปัญหา
การแก้ไขปัญหาค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้นจากความคาดหวังของผู้ป่วยและญาติ จำเป็นต้องใช้แนวทาง การจัดการความคาดหวัง ควบคู่ไปกับ การปรับเปลี่ยนระบบบริการและกฎหมาย เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างสมเหตุสมผล
1. การสื่อสารและการตัดสินใจร่วมกัน กระบวนการตัดสินใจร่วมกัน แพทย์และผู้ป่วย/ญาติ ร่วมกันหารือถึงข้อดี ข้อเสีย ความเสี่ยง และ ราคา ของแต่ละทางเลือกในการรักษาอย่างเปิดเผย เพื่อให้เห็นว่าเทคโนโลยีราคาแพงอาจไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเสมอไป
- การสื่อสารตั้งแต่แรกรับ แจ้งแผนการรักษา ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ และผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ตามจริง ตั้งแต่เริ่มเข้ารับการรักษา เพื่อลดความคาดหวังที่เกินจริง
- พัฒนาทักษะการสื่อสารของบุคลากร อบรมให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถอธิบายเหตุผลที่ไม่จำเป็นต้องตรวจเพิ่ม (เช่น ทำไมถึงยังไม่จำเป็นต้องทำ MRI) โดยไม่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าถูกปฏิเสธการรักษา
2. การสร้างความเข้มแข็งให้ระบบเวชศาสตร์ครอบครัวและการวางแผนดูแลล่วงหน้า การแสดงเจตนาล่วงหน้าเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ส่งเสริมให้ผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ทำ หนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุข เพื่อลดการยื้อชีวิตที่ไม่จำเป็นในระยะสุดท้าย ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายในห้อง ICU ได้อย่างมหาศาล
ส่งเสริมการดูแลแบบประคับประคอง พัฒนาระบบการดูแลที่บ้านหรือในชุมชนสำหรับผู้ป่วยระยะสุดท้าย เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีโดยไม่ต้องนอนโรงพยาบาลและใช้เครื่องมือราคาแพงโดยไม่จำเป็น
3. การสร้างมาตรฐานการรักษาและกลไกคุ้มครองทางกฎหมายแก่แพทย์ การใช้แนวทางเวชปฏิบัติที่ชัดเจน กำหนด มาตรฐานการตรวจและรักษาที่เป็นสากล หากแพทย์ทำตาม CPG แล้ว ถือว่าได้มาตรฐาน เพื่อให้แพทย์กล้าปฏิเสธการตรวจที่ไม่จำเป็นของผู้ป่วย
- การปฏิรูประบบความรับผิดชอบทางกฎหมาย จัดตั้ง ระบบชดเชยความเสียหายโดยไม่ต้องพิสูจน์ความผิด เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบได้รับการเยียวยาอย่างรวดเร็ว ,ออกกฎหมายคุ้มครองแพทย์ที่ปฏิบัติตามมาตรฐาน เพื่อลดการสั่งตรวจแบบ ป้องกันตัว ที่ทำให้ค่าใช้จ่ายบานปลาย
4. การปรับกลไกทางการเงินและการควบคุมราคา การใช้ระบบงบประมาณปลายปิด กำหนดวงเงินการรักษาต่อหัว หรือตามกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม (DRG) เพื่อกดดันให้โรงพยาบาลและแพทย์ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด
- การให้ข้อมูลเปรียบเทียบราคาและคุณภาพ เปิดเผยราคาค่ารักษาพยาบาล และอัตราความสำเร็จ/ผลข้างเคียงของการรักษาในแต่ละโรงพยาบาล เพื่อให้ผู้ป่วยเห็นข้อมูลจริงและไม่หลงเชื่อว่า ยิ่งแพงยิ่งดี
- การใช้มาตรการทางภาษีหรือส่วนร่วมจ่ายในบริการเสริม หากผู้ป่วยเรียกร้องขอตรวจหรือใช้ยาราคาแพง โดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ แต่เป็นความต้องการส่วนตัว ผู้ป่วยต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนั้นเองทั้งหมด
5. การให้ความรู้เชิงสุขภาพแก่ประชาชน สร้างความเข้าใจเรื่อง รณรงค์ให้ประชาชนเข้าใจว่า การตรวจมาก สั่งยามาก หรือใช้เทคโนโลยีสูง ไม่ได้แปลว่าเป็นการรักษาที่ดีที่สุดเสมอไป และอาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้ เช่น รังสีจาก CT scan หรือผลข้างเคียงจากยา
ส่งเสริมบทบาทของแพทย์ปฐมภูมิ (Gatekeeper System) รณรงค์ให้ประชาชนใช้บริการที่คลินิกอบอุ่น หรือ รพ.สต. ก่อน แล้วให้แพทย์เป็นผู้ประเมินในการส่งต่อ (Referral) เพื่อลดการเดินเข้า รพ. ขนาดใหญ่โดยไม่จำเป็น
“การแก้ปัญหาค่ารักษาพยาบาลที่สูงจากความคาดหวัง ต้องเปลี่ยนค่านิยมจากการ รักษาตามความต้องการผู้ป่วยมาเป็นการรักษาตามคุณค่าและความคุ้มค่าทางเวชศาสตร์ โดยมีกฎหมายปกป้องแพทย์ มีระบบสื่อสารที่สร้างความเข้าใจ และมีระบบงบประมาณที่กำกับให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างสมเหตุสมผล”





