12 สิงหาคม "วันแม่แห่งชาติ 2569" มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ และกรมควบคุมโรค พลิกมุมคิดสังคมเรื่อง “สูบบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้าในบ้าน” เท่ากับเป็น “ความรุนแรงในครอบครัว” รูปแบบหนึ่ง ผู้เชี่ยวชาญชี้เป็นการทำร้ายด้วยสารเคมีสารพิษ ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของสมาชิกในบ้าน จากการต้องรับ “ควันบุหรี่มือ 2” และ “ควันบุหรี่มือ 3” ทั้งที่ตัวเองไม่ได้สูบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นเด็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้สูงอายุ ผลกระทบจะยิ่งหนักหนามากขึ้น แนะนำให้ใช้กฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองครอบครัวมาดำเนินการ
จากข้อมูลประเทศไทยที่น่าเป็นห่วงว่า “คนไม่สูบ 3.4 ล้านรับพิษ ควันบุหรี่ในบ้าน กุมารแพทย์ชี้ทารกเสี่ยงเกิดใหลตาย ตัวการสำคัญที่สูบจัดหนักที่สุด คือ คนเป็นพ่อ” อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า การควบคุมการสูบบุหรี่ในบ้านยังมีช่องโหว่
นายจิระวัฒน์ อยู่สะบาย รองผู้อำนวยการกองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การบังคับใช้กฎหมายในปัจจุบัน ภายใต พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 ประเทศไทยประสบความสําเร็จอย่างสูงในการกําหนดให้พื้นที่สาธารณะเป็น "เขตปลอดบุหรี่" สังคมมีความตระหนักรู้มากขึ้น แต่ความท้าทายหลักที่ยังหลงเหลืออยู่ คือ "พื้นที่ส่วนบุคคล" เช่น บ้าน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กฎหมายฉบับนี้เข้าไปดำเนินการได้ยากที่สุด'
“บ้าน”จุดบอดกฎหมายควบคุมยาสูบ
“แม้ พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบฯ ให้อำนาจการควบคุมและเอาผิดอย่างเด็ดขาดเฉพาะในพื้นที่สาธารณะ สถานที่ทำงาน แต่เมื่อผู้สูบกลับเข้าบ้าน กฎหมายฉบับนี้จะเข้าไปบังคับใช้ในบ้านไม่ได้โดยตรง นี่คือช่องโหว่สำคัญที่ทำให้สมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างเด็กเล็ก คนสูงอายุ และคนตั้งครรภ์ ต้องตกเป็นเหยื่อรับควันบุหรี่อย่างหลีกเหลี่ยงไม่ได้” นายจิระวัฒน์กล่าว
เมื่อบ้านกลายเป็นจุดบอดทางกฎหมาย สมาชิกในครอบครัวจึงต้องรับความเสี่ยงทางสุขภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตกสู่กลุ่มเปราะบาง เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และสตรีมีครรภ์ กลายเป็นเหยื่อของควันบุหรี่มือ 2 และมือ 3 ภายในบ้านของตนเอง เนื่องจาก พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑยาสูบฯมีข้อจํากัดไม่สามารถบังคับใช้หรือตรวจจับพฤติกรรมในเคหสถานได้โดยตรง เพราะสิทธิความเป็นส่วนตัว การแทรกแซงพฤติกรรมในบ้านต้องการกลไกทางกฎหมายที่ละเอียดอ่อนกว่าปกติ
สมาชิกมีสิทธิร้องให้ศาลสั่ง “เข้าบำบัด”
ช่องทางแก้ไขปัญหานี้ นายจิระวัฒน์ มีข้อเสนอเชิงนโยบายควรบูรณาการข้ามกฎหมาย ด้วยการใช้ พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ. 2562 มาทํางานร่วมกัน ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ระบุไว้ชัดเจนว่า การกระทำใดๆ ที่ก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย หรือ จิตใจและสุขภาพของบุคคลในครอบครัว ถือเป็นความรุนแรงในครอบครัว
ดังนั้น การสูบบุหรี่ในบ้านจนทำให้คนในครอบครัวเจ็บป่วย เช่น เด็กเป็นหอบหืดเรื้อรังเพราะควันบุหรี่ ถือเป็นการทำร้ายสุขภาพ จึงเป็นความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายฉบับนี้ เป็นการนำกฎหมายคุ้มครองครอบครัวมาทำงานร่วมกับเป้าหมายทางสาธารณสุข
“การสูบบุหรี่ในบ้านจนทําให้คนในครอบครัวเจ็บป่วย เช่น เด็กเป็นหอบหืด เข้าข่ายความผิดฐานทําร้ายสุขภาพตาม พ.ร.บ. คุ้มครองครอบครัวฯสมาชิกสามารถร้องเรียน เพื่อให้เจ้าหน้าที่คุ้มครอง และศาลมีอํานาจสั่งการให้ผู้สูบเข้าสู่กระบวนการบําบัดรักษาได้ อย่างไรก็ตาม มาตรการทางสังคมที่เกิดจากความยินยอมพร้อมใจ มักได้ผลดีและยั่งยืนกว่าการใช้กฎหมายเชิงบังคับเพียงอย่างเดียว”นายจิระวัฒน์กล่าว
สูบบุหรี่ในบ้าน ความรุนแรงในครอบครัว ทำร้ายด้วยสารพิษ
ขณะที่ ศ.เกียรติคุณ นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวสนับสนุนว่า เมื่อมีการระบุว่าการสูบบุหรี่ในพื้นที่สาธารณะเป็นการทำร้ายคนอื่น ก็เท่ากับการสูบบุหรี่ในบ้านเป็นการทำร้ายสมาชิกในครอบครัวด้วย จึงถือเป็นความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งมีการทำร้ายด้วยสารเคมี สารพิษ
ทั้งนี้ หากมีการสูดดมหรือรับควันบุหรี่แค่ 30 วินาที เส้นเลือดในร่างกายก็เปลี่ยนแปลง กรณีคนเป็นหืด หรือโรคหัวใจ เกิดฮาร์ทแอทแทค(Heart Attack) ได้เลย ถึงแก่ชีวิตได้เลย



