สถิติน่ากังวลว่ามีผู้ได้รับควันบุหรี่มือ 2 ในบ้านสูงถึง 6.7 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้ไม่สูบบุหรี่ถึง 3.4 ล้านคน ส่วนเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปีที่อาศัยร่วมกับผู้สูบบุหรี่มีถึง 40% เป็นพ่อสูบมากที่สุด ส่งผลให้เด็กกลุ่มนี้ 80.4 % มีอาการเจ็บป่วยเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ขณะที่กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเตือนอันตานจากควันบุหรี่มือ 2 และควันบุหรี่มือ 3 ทำให้เด็กทารกเสี่ยง "ใหลตาย" พร้อมย้ำว่าสูบที่ระเบียงหรือการเปิดหน้าต่าง พัดลม ไม่สามารถป้องกันสารพิษได้จริง
เมื่อ วันที่ 11 ส.ค. 2569 ที่โรงแรม เบสท์ เวสเทิร์น จตุจักร มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย จัดเวทีเสวนาเรื่อง “ถึงเวลาแล้วหรือยัง? ที่บ้านต้องปลอดควันบุหรี่ และบุหรี่ไฟฟ้า” เพื่อกระตุกเตือนสังคมและเร่งสร้างค่านิยมใหม่ ให้บ้านเป็นพื้นที่ปลอดภัย ปราศจากภัยเงียบของควันบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าที่คุกคามสุขภาพของสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะเด็กเล็ก
3.4 ล้านไม่สูบบุหรี่ แต่ต้องรับสารพิษในบ้าน
ศ.เกียรติคุณ นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เปิดเผยว่า จากข้อมูลการสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่ โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2564 สะท้อนสถานการณ์น่ากังวลพบผู้ได้รับควันบุหรี่มือ 2 ในบ้าน 6.7 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นคนสูบบุหรี่ 3.3 ล้านคน และเป็นคนที่ไม่สูบบุหรี่ 3.4 ล้านคน
ทั้งนี้ ในครัวเรือนที่มีเด็กเล็ก (0-5 ปี) ทุก 10 ครัวเรือน จะพบ 5 ครัวเรือนที่มีคนสูบบุหรี่ และมีถึง 3 ใน 10 ครัวเรือน ที่สมาชิกสูบบุหรี่ภายในตัวบ้านโดยตรง อีก 2 ใน 10 ครัวเรือน สูบบุหรี่นอกตัวอาคารบ้าน ส่งผลให้เด็กเล็กต้องสัมผัสควันบุหรี่มือ 2 และควันบุหรี่มือ 3 ตกค้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“สังคมต้องร่วมกันทำให้บ้านเป็นเขตปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบ และลดอันตรายจากการได้รับควันบุหรี่ในบ้าน ผลักดันค่านิยมใหม่ให้บ้านเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง โดยให้ถือว่าการสูบบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้าในบ้านไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นภัยคุกคามสุขภาพของคนในครอบครัวที่ต้องหยุดยั้ง”ศ.นพ.ประกิตกล่าว
เด็กต่ำกว่า 5 ปี 40 % อยู่ร่วมบ้านคนสูบ
นายกชกร ศุภกาญจน์ หัวหน้ากลุ่มป้องกันการติดยาเสพติด สำนักงานป้องกันและบำบัดการติดยาเสพติด สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า ผลสำรวจสถานการณ์การสัมผัสควันบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้าของเด็กเล็กในสถานรับเลี้ยงเด็กกลางวัน (Day care) ของกทม. 8 แห่ง ระหว่างมี.ค.-เม.ย. 2569 ซึ่งเป็นโครงการที่ขับเคลื่อนร่วมกับมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ พบข้อมูลน่าเป็นห่วง โดยกลุ่มเด็กเล็กพักอาศัยในบ้านที่มีสมาชิกสูบบุหรี่มากกว่า 40% ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพระบบทางเดินหายใจ เด็กส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุ 2 ขวบ คิดเป็น 42.3% ของเด็กทั้งหมด 222 คน
ผู้เป็นพ่อ สูบบุหรี่มากที่สุด
มีเด็กเล็กที่มีสมาชิกในบ้านสูบบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้ามากถึง 97 คน หรือคิดเป็น 43.7% เมื่อจำแนกตามพฤติกรรมการสูบ พบว่า ผู้เป็นพ่อ เป็นสมาชิกในบ้านที่สูบบุหรี่มากที่สุดถึง 58.3% รองลงมาคือ ลุง/ป้า 10.8% และปู่/ย่า 9.4% ตามลำดับ
ประเภทบุหรี่ที่นิยมสูบ เป็นบุหรี่มวนมากที่สุด 73.4% รองลงมาคือ บุหรี่ไฟฟ้า/Pod 15.8% และผู้ที่สูบมากกว่า 1 ชนิด มาถึง 8.6% ที่น่ากังวลคือ ในกลุ่มบ้านที่มีคนสูบบุหรี่มีการสูบภายในบ้านถึง 30.9% ทำให้เด็กเล็กมีโอกาสสูดดมควันบุหรี่มือสองและสัมผัสละอองพิษบุหรี่มือสามอย่างเลี่ยงไม่ได้
เด็ก 80.4% มีอาการเจ็บป่วย
ผลกระทบทางสุขภาพจากการติดตามประวัติการเจ็บป่วยย้อนหลัง 3 เดือน ของเด็กเล็กในกลุ่มที่มีสมาชิกในบ้านสูบบุหรี่ พบว่า เด็กส่วนใหญ่ 80.4% มีอาการเจ็บป่วยเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ได้แก่ เป็นหวัด มีน้ำมูก ไอ เจ็บคอ และมีเด็กอีก 3.1% มีอาการรุนแรงถึงขั้นหอบเหนื่อย หรือต้องพ่นยา
กทม. ร่วมกับมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ และภาคีเครือข่าย เร่งขับเคลื่อน โครงการนำร่อง "บ้านเด็กเล็กปลอดบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า" ตลอดปี 2569 ใน Day Care นำร่องทั้ง 8 แห่ง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ขยายผลความตระหนักรู้จากสถานรับเลี้ยงเด็กไปสู่ระดับครอบครัวและชุมชนดำเนินการ 3 ด้าน
1.ปรับพฤติกรรมผู้ปกครอง โดยออกแบบกิจกรรมชวนผู้ปกครองเลิกบุหรี่ ร่วมกับคลินิกก้าวใหม่พลัสและโรงพยาบาล ให้บริการคำปรึกษาพร้อมส่งต่อเพื่อการรักษา
2.รณรงค์เชิงรุก เชื่อมโยงวาระสำคัญ เช่น วันพ่อแห่งชาติ เพื่อใช้ความรักของลูกเป็นแรงจูงใจให้พ่อเลิกบุหรี่
3.สร้างแรงจูงใจ จัดกิจกรรม Challenge ยกย่องเชิดชูผู้ปกครองที่เลิกบุหรี่สำเร็จเพื่อเป็นต้นแบบครอบครัวปลอดบุหรี่อย่างยั่งยืน
คนไม่สูบ กลับต้องป่วยและเสียชีวิต
รศ.ร.อ.อ.พญ.หฤทัย กมลาภรณ์ หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบหายใจ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี กล่าวว่า ควันบุหรี่มือ 2 คือคนรอบข้างสูดรับควันจากผู้สูบพ่นออกมาหรือที่ลอยอยู่ในอากาศ ส่วนควันบุหรี่มือ 3 คือ สารตกค้างจากควันบุหรี่ที่เกาะบนเสื้อผ้า ผม เฟอร์นิเจอร์ ผ้าม่านและพื้นผิวต่างๆ เมื่อคนไปสัมผัสก็จะรับสารพาเข้าร่างกายได้
ทั้งนี้ ทั่วโลกมากกว่า 1.6 ล้านคน ไม่สูบเสียชีวิตต่อปีจากควันบุหรี่มือ 2 ส่วนนักเรียนไทยอายุ 13–15 ปี 26 % ได้รับควันบุหรี่ที่บ้าน สะท้อนว่าเด็กไม่ได้เลือกสูบ แต่เด็กต้องหายใจอากาศเดียวกับผู้ใหญ่ในบ้านที่สูบบุหรี่
“ควันบุหรี่ มีสารพิษและอนุภาคเล็กที่เข้าสู่ทางเดินหายใจได้ การเปิดหน้าต่าง พัดลม หรือเครื่องปรับอากาศ ไม่ทำให้ปลอดภัย และแม้จะสูบมาจากที่อื่น สารพิษก็ยังติดตามตัว เสื้อผ้า ลมหายใจของคนสูบ ระดับควันบุหรี่มือ 2 ที่ถือว่าปลอดภัยเท่ากับศูนย์”รศ.ร.อ.อ.พญ.หฤทัยกล่าว
เด็กเสี่ยงกว่าผู้ใหญ่
รศ.ร.อ.อ.พญ.หฤทัย กล่าวด้วยว่า เมื่อรับควันบุหรี่มือ 2 หรือควันบุหรี่มือ 3 เด็กเสี่ยงอันตรายมากกว่าผู้ใหญ่ เพราะเด็กไม่ใช่ ผู้ใหญ่ตัวเล็ก ปอดและระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ ,หายใจถี่กว่า จึงรับสารพิษต่อน้ำหนักตัวมากกว่า , ทารกและเด็กเล็กหนีออกจากสิ่งแวดล้อมไม่ได้ และเด็กโรคหืด โรคปอดเรื้อรังจากการคลอดก่อนกำหนด โรคหัวใจมีความเสี่ยงพิเศษ
ผลต่อสุขภาพ ปอด หัวใจ
- ในเด็ก หลอดลมอักเสบ/ปอดบวม , หอบหืดกำเริบ ,หูชั้นกลางอักเสบ และเสียชีวิตเฉียบพลันขณะนอนหลับ หรือ “ใหลตายในทารก” (Sudden Infant Death Syndrome : SIDS)
- ผู้ใหญ่ที่ไม่สูบ โรคหัวใจขาดเลือด ,หลอดเลือดสมอง (Stroke), มะเร็งปอด และเสียชีวิตก่อนวัย
- หญิงตั้งครรภ์และทารก นิโคตินและสารพิษผ่านรก ทำให้ทารกได้รับออกซิเจนน้อยลง ,เพิ่มความเสี่ยงแท้ง คลอดก่อนกำหนด และทารกน้ำหนักแรกเกิดน้อย, กระทบพัฒนาการสมอง ปอดและการเจริญเติบโตของทารก ,เพิ่มโอกาสป่วยทางเดินหายใจในวัยเด็ก และเสี่ยงปัญหาสมาธิและพัฒนาการ
รับสารพิษแบบไม่รู้ตัว จากควันบุหรี่ไฟฟ้า
ส่วนบุหรี่ไฟฟ้าในที่ปิด ก็อันตรายต่อคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ในรถยนต์ที่อากาศถ่ายเทน้อย สารสะสมในอากาศ หรือห้องพักโรงแรม และห้องแอร์ ทำให้คนรอบข้างได้รับบุหรี่มือ 2 แบบไม่รู้ตัว เพราะแม้ไม่มีกลิ่นชัด ไม่ได้แปลว่าปลอดภัย เนื่องจากควันบุหรี่ไฟฟ้ามีสารนิโคติน โลหะหนัก และสารเคมี ที่เป็นอันตรายต่อปอด
บุหรี่มือ 3 ควันหายไป แต่สารพิษยังอยู่
สำหรับควันบุหรี่มือ 3 รศ.ร.อ.อ.พญ.หฤทัย กล่าวว่า บุหรี่มือ 3 แม้ควันหายไป แต่สารพิษตกค้างจากควันบุหรี่ยังอยู่ โดยเกาะบนเสื้อผ้า ผม ผ้าม่าน โซฟา พรม ของเล่น และฝุ่นในบ้าน พบได้ทั้งจากบุหรี่มวน และมีประเด็นน่ากังวลจากบุหรี่ไฟฟ้าในพื้นที่ปิด
“เด็กได้รับควันบุหรี่มือ 3 จากการหายใจ กลืนฝุ่น หรือสัมผัสผิวหนังคนสูบ ซึ่งการไม่สูบบุหรี่ต่อหน้าเด็กยังไม่พอ หากสูบในบ้าน รถ หรือห้องพัก ดังนั้น บ้าน รถ และห้องพักควรปลอดบุหรี่ 100 %”
4 ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย ที่คิดว่าปลอดภัย
1.สูบที่ระเบียง/หน้าบ้าน เด็กไม่โดน แต่ควันและสารตกค้างติดเสื้อ ผม และไหลกลับเข้าบ้านได้
2.เปิดพัดลมหรือแอร์ก็พอ ความจริงช่วยเรื่องกลิ่นบางส่วน แต่ไม่กำจัดสารพิษและอนุภาคเล็ก
3.สูบตอนเด็กไม่อยู่บ้าน แต่สารตกค้างบนพื้นผิวและฝุ่นยังคงอยู่ โดยเฉพาะในห้องปิด
4.ใช้สเปรย์ปรับอากาศก็หาย แม้กลบกลิ่น แต่ไม่ได้กำจัดแหล่งมลพิษ แถมมี PM 2.5
การทำบ้านให้เป็นพื้นที่ปลอดควัน มี 4 ข้อที่ครอบครัวเริ่มได้ทันที
1.ประกาศบ้านและรถปลอดบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า 100%
2.ไม่สูบในห้องน้ำ ระเบียง ห้องครัว หรือใกล้ประตูหน้าต่าง
3. เปลี่ยนเสื้อ ล้างมือ อาบน้ำ หากเพิ่งสัมผัสควัน ก่อนอุ้มเด็ก
4ชวนผู้สูบเข้ารับความช่วยเหลือเพื่อเลิกบุหรี่ ไม่ตำหนิ แต่ช่วยกันปกป้องคนในบ้าน



