วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม 2569

Login
Login

เจาะ ‘ค่ารักษาพยาบาลท้องถิ่น’ ใช้ต่อคนพุ่งแซงบัตรทอง 4 เท่า ‘เงินติดลบ’ เกือบทุกปี

งบประมาณค่ารักษาพยาบาลสิทธิสวัสดิการพนักงานส่วนท้องถิ่น (อปท.) ติดลบถึง 8 ใน 10 ปีหลังสุด (ปี 2560–2569) โดยมีค่าใช้จ่ายต่อหัวประชากรพุ่งสูงอยู่ที่ 15,000 บาทต่อคนต่อปี สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากค่าใช้จ่ายยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติที่มีสัดส่วนปริมาณการสั่งใช้เพียง 17.7% แต่มูลค่ากลับพุ่งสูงถึง 64.7% โดยพบในโรงพยาบาลเกือบทุกระดับ โดยเฉพาะยารักษาโรคเบาหวานและมะเร็ง ส่งผลให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เสนอแนวทางควบคุม เช่น การกำหนดข้อบ่งใช้ การอนุมัติล่วงหน้า และการกำหนดราคากลาง ขณะที่งบตกค้างปี 2568 และงบคาดการณ์ติดลบปี 2569 อยู่ระหว่างการประสานกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.)เพื่อเร่งจัดสรรเงินมาชดเชย

จากที่ “กรุงเทพธุรกิจ” ได้นำเสนอประเด็น งบประมาณค่ารักษาพยาบาลสิทธิสวัสดิการพนักงานส่วนท้องถิ่น (อปท.) ประจำปีงบประมาณ 2569 ที่มีการเบิกจ่ายไปแล้วในช่วง 8 เดือนแรก (ต.ค. 68 – พ.ค. 69) สูงถึง 8,056.65 ล้านบาท คาดว่าเมื้อสิ้นปีงบฯจะติดลบราว 2,000 ล้านบาท ขณะที่มียอดงบประมาณค้างจ่ายสะสมจากปี 2568 อีกจำนวน 4,080.25 ล้านบาท ส่งผลให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ( สปสช.) ในฐานะหน่วยงานบริหารจัดการหรือเคลียริ่งเฮาส์ (Clearinghouse) คาดการณ์ว่าเมื่อสิ้นสุดปีงบประมาณ 2569 จะทำให้มียอดงบประมาณที่ไม่เพียงพอสะสม สูงถึง 6,492.33 ล้านบาทนั้น

ค่ารักษาต่อคนพุ่ง – เงินติดลบเกือบทุกปี

ค่าใช้จ่ายต่อคนทะลุปีละ 15,000 บาท

ล่าสุด “กรุงเทพธุรกิจ”ตรวจสอบเพิ่มเติม จากสถานการณ์การเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลสิทธิอปท.ย้อนหลัง 10 ปีตั้งแต่ 2560-2569 พบว่า ค่าใช้จ่ายต่อหัวประชากร มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากปี 2560 อยู่ที่ 9,668 บาทต่อคนต่อปี เป็น 15,870 บาทต่อคนต่อปี ในปี 2568 ขณะที่งบบเหมาจ่ายรายหัวของผู้อยู่ในสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง ปี 2568 อยู่ที่ 3,856 บาทต่อคนต่อปี

เงินติดลบ 8 ปี

นอกจากนี้ เงินติดลบจากงบประมาณที่ตั้งไว้เกือบทุกปี

  • ปี 2560 ติดลบ 2,651.02 ล้านบาท
  • ปี 2561-2562 ไม่ติดลบ
  • ปี 2563 ติดลบ 54.56 ล้านบาท
  • ปี 2564 ติดลบ 1,289.38 ล้านบาท
  • ปี 2565 ติดลบ 3,816.91 ล้านบาท
  • ปี 2566 ติดลบ 5,222.22 ล้านบาท
  • ปี 2567 ติดลบ 2,513.19 ล้านบาท
  • ปี 2568 ติดลบ 4,080.25 ล้านบาท
  • ปี 2569 คาดการณ์ติดลบ 2,138.34 ล้านบาท

ใช้ยานอกบัญชีฯสัดส่วนต่ำ แต่มูลค่ากลับพุ่งสูง

ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายบริการผู้ป่วยนอก หมวดที่มีการใช้งบประมาณมากที่สุด คือ ค่ายาและสารอาหารทางเส้นเลือด และค่ายากลับบ้าน 2 ส่วนนี้ที่เป็นเรื่องของยารวมกันคิดเป็น 62 %
ที่สำคัญ ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แนวโน้มสัดส่วนการสั่งจ่ายยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติและมูลค่ายานอกบัญชียาหลักแห่งชาติพุ่งสูงขึ้น

  • สัดส่วนการใช้ยานอกบัญชีฯ ปี 2560 อยู่ที่ 12.3 % มูลค่าคิดเป็น 48.7 % ขณะที่ปี 2568 การใช้เพิ่มเป็น 17.7 % มูลค่าคิดเป็น 64.7 %
  • สัดส่วนการใช้ยาในบัญชีฯ ปี 2560 อยู่ที่ 87.7 % มูลค่าคิดเป็น 51.3 % ขณะที่ปี 2568 การใช้ลดลงเป็น 82.3 % มูลค่าคิดเป็น 35.3 %

จะเห็นได้ว่า แนวโน้มมูลค่ายานอกบัญชียาหลักแห่งชาติมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ในปีงบ 2568 ยานอกบัญชียาหลักมีการสั่งจ่าย 17.7% แต่มีมูลถึง 64.7% หรือคิดเป็นค่ายานอกบัญชียาหลักถึง 2,876.83 ล้าน บาทจากค่ายาทั้งหมด 4,367.48 ล้านบาท ดังนั้น การควบคุมการให้มีการใช้ยาในบัญชียาหลักแห่งชาติจึงมีความส าคัญในการควบคุมงบกองทุนสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล

รพ.ทุกประเภทค่ายานอกบัญชีฯมากกว่ายาในฯ

หน่วยบริการที่มีค่าใช้จ่ายยานอกบัญชีฯ ในปีงบประมาณ 2568 เกือบทุกประเภทมูลค่ายานอกบัญชีฯมากกว่ายาในบัญชี เว้นเพียงโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.)

  • โรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ ยานอกบัญชีฯ ราว 181 ล้านบาท ส่วนมูลค่ายาในบัญชีฯ ราว 11 ล้านบาท
  • รพ.ทั่วไปขนาดกลาง-เล็ก ยานอกบัญชีฯ ราว 153 ล้านบาท ส่วนมูลค่ายาในบัญชีฯ ราว 17.3 ล้านบาท
  • รพ.ศูนย์ ยานอกบัญชีฯ ราว 151 ล้านบาท ส่วนมูลค่ายาในบัญชีฯ ราว 17.6 ล้านบาท
  • รพ.ทั่วไปขนาดใหญ่ ยานอกบัญชีฯ ราว 121 ล้านบาท ส่วนมูลค่ายาในบัญชีฯ ราว 17.6 ล้านบาท
  • รพ.ชุมชนแม่ข่าย-ขนาดใหญ่ ยานอกบัญชีฯ ราว 41 ล้านบาท ส่วนมูลค่ายาในบัญชีฯ ราว 23.8 ล้านบาท
  • รพ.ทั่วไปเฉพาะทาง ยานอกบัญชีฯ ราว 13 ล้านบาท ส่วนมูลค่ายาในบัญชีฯ ราว 9 แสนบาท
  • โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.) ยานอกบัญชีฯ ราว 3 แสนบาท ส่วนมูลค่ายาในบัญชีฯ ราว 3.4 ล้านบาท

ยาเบาหวานนอกบัญชีฯมากสุด

ส่วนชนิดยาที่มีค่าใช้จ่ายนอกบัญชียาหลักฯ มากที่สุด 5 อันดับแรก คือ
1.ยารักษาเบาหวาน ราว 731 ล้านบาท
2.ยาลดไขมันในเลือด ราว 153 ล้านบาท
3.ยารักษาโรคมะเร็ง ราว 194 ล้านบาท
4.ยารักษาซึมเศร้า สมาธิสั้น สมองเสื่อม ราว 159 ล้านบาท
5.ยาลดความดันกลุ่ม ACE / ARB ราว 118 ล้านบาท

ชงกำหนดข้อบ่งใช้-ราคากลางยานอกบัญชีฯ

สำหรับ แนวทางการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านยา ฝ่ายตรวจสอบก่อนการจ่ายชดเชยค่าบริการ เสนอคณะทำงานจัดการงบประมาณสวัสดิการรักษาพยาบาลของพนักงาน หรือลูกจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการประชุมครั้งที่ 2/2569 ประกอบด้วย
กำหนดข้อบ่งชี้ในการใช้ยานอกบัญชีฯ ,การขออนุมัติล่วงหน้า (Prior authorization) ,รายการยาในบัญชียาของสถานพยาบาล(Local formulary),การใช้ยาชื่อสามัญทดแทน (Generic substitution) , การทบทวนการใช้ยา(Drug utilization review) ,Feedback ต่อแพทย์
การตรวจสอบภายหลังการดำเนินงาน (Post audit) ,การกำหนดราคากลาง , สิ่งจูงใจสำหรับการใช้ยาชื่อสามัญทดแทน(Incentive for Generic substitution) ,Feedback ต่อหน่วยบริการและแพทย์ และกลไกการชำระเงิน Payment Mechanism

งบฯท้องถิ่นค้างจ่ายได้ก่อนสิ้นปีงบ 69

ขณะที่ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) ให้สัมภาษณ์ว่า งบประมาณของปี 2568 ที่มีค้างจ่ายอยู่ราว 4,000 ล้านบาทนั้น รองปลัดกระทรวงมหาดไทย(มท.)ได้มีการพิจารณาให้อยู่ ทั้งนี้ จะต้องได้รับมาก่อนสิ้นปีงบประมาณ 2568 เนื่องจากก่อนที่จะปิดงบฯจะต้องมีกระบวนการเรื่องงบประมาณ ส่วนปีงบประมาณ 2569 ที่คาดว่าจะไม่เพียงพออีก 2,000 ล้านบาท ก็จะต้องเสนอไปยังกรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่น(สถ.)ให้พิจารณาในเรื่องนี้ด้วย เพราะจะต้องให้มาเพียงพอในปี ส่วนหากได้มาไม่ทันในปีงบฯ 2569 ก็จะแสดงเป็นการค้างจ่ายไว้ในปีงบถัดไป
ส่วนงบประมาณของกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ งบบัตรทอง ปี 2569 ที่เหลืออยู่ราว 25,000 ล้านบาทสำหรับการจ่ายชดเชยอีก 2.5 เดือนก่อนสิ้นปีงบประมาณ จะเพียงพอหรือไม่นั้น นพ.จเด็จ กล่าวว่า ต้องดูผลงานในช่วงนี้ เพราะไม่รู้ว่าหน่วยบริการจะเก็บผลงาน เพื่อมาส่งเบิกในช่วงท้ายของปีงบประมาณหรือไม่ จึงต้องทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) วางแผนร่วมกันในการบริหารจัดการเงินก้อนนี้ อย่างไรก็ตาม โดยเฉลี่ยแต่ละเดือนจะมีการเบิกเงินชดเชยราว 10,000 ล้านบาท