เมื่อวันที่ 6 ส.ค.2569 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ในรายการ “เนชั่นประเด็นร้อน” ทางเนชั่นทีวีว่าปัจจุบันรัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่อง Cyber Security และฐานข้อมูลเป็นระดับต้น ๆ เนื่องจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็วทำให้เกิดความเสี่ยงค่อนข้างมาก ในส่วนของข้อมูลเชิงสุขภาพที่หลุดออกไปนั้น กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ได้เข้าไปร่วมตรวจสอบและดูแล ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาว่าหลุดมาจากทางใด มีผู้กระทำความผิดหรือถูกนำไปใช้อย่างไรบ้าง โดยเป็นเหตุการณ์ที่มีผู้ไปร้องเรียนเมื่อประมาณเดือนที่แล้ว ซึ่งสธ.จะติดตามผล
“ในการป้องกันสธ.มีนโยบายดูแลเรื่อง Cyber Security อย่างเต็มกำลัง โดยทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายและมีระบบการทดสอบเจาะระบบหรือ Penetration Test (Pen-test) อยู่เรื่อย ๆ ทุก 6 เดือนหรือทุกปี เพื่อยกระดับกระบวนการความปลอดภัย คาดหวังว่าระบบที่อัปเกรดขึ้นจะไม่สร้างภาระหรือความเสี่ยงเพิ่มเติมให้กับประชาชนในเรื่องข้อมูลสุขภาพ”นายพัฒนากล่าว
คีย์ทิพย์ “หมอพร้อม” แจงผลตรวจสอบสัปดาห์หน้า
ส่วนแอปพลิเคชันหมอพร้อมซึ่งมีการร้องเรียนเรื่องแสดงข้อมูลสุขภาพไม่ตรงกับการเข้ารับบริการจริงของประชาชนนั้น นายพัฒนา กล่าวว่า เป็นแอปที่นำข้อมูลสุขภาพจากหน่วยบริการมาคืนให้กับประชาชนผ่านมือถือ เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลตนเองได้เสมือนเป็นกระดานโชว์ข้อมูล
ขอยืนยันว่าการคีย์ข้อมูลโดยตรงเข้าแอปหมอพร้อมนั้นทำไม่ได้ แต่เป็นการคีย์มาจากหน่วยบริการทั้งโรงพยาบาลในและนอกสังกัดสธ.ที่เชื่อมข้อมูลเข้ามา โดยสามารถเช็กย้อนกลับได้ว่าเป็นข้อมูลที่คีย์ผิดจริงหรือตั้งใจคีย์ให้ผิด คาดว่าภายในต้นสัปดาห์หน้าจะสามารถชี้แจงผลการตรวจสอบได้
“เมื่อกระทรวงตรวจสอบแล้วก็ตั้งใจจะเปิดเผยข้อมูล โดยภายในช่วงสัปดาห์หน้า จะนำเสนอว่าเหตุที่เกิดขึ้นจากการร้องเรียนนั้นมาจากอะไร ผลการตรวจสอบเป็นอย่างไร ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องนั้นถูกคีย์มาจากหน่วยงานใด” นายพัฒนากล่าว
นอกจากนี้ สธ.ยังจับมือกับภาคเอกชนอย่าง Huawei และ Samsung เพื่อเชื่อมข้อมูลจากอุปกรณ์สวมใส่ (Wearable Device) เข้าสู่ระบบ, และทางค่ายมือถืออย่าง True และ AIS ก็มอบอินเทอร์เน็ตฟรีสำหรับการใช้งานแอปหมอพร้อมมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
ดังนั้น หากหน่วยบริการเชื่อมโยงข้อมูลมากเท่าไหร่ ประชาชนก็จะได้รับข้อมูลคืนไปมากเท่านั้น ประชาชนสามารถตรวจสอบความถูกต้องของการบันทึกข้อมูลได้เองและแจ้งปรับปรุงได้ตลอดเวลา ซึ่งจะเช็กย้อนกลับไปที่ต้นทาง พร้อมทั้งปรับปรุงระบบความปลอดภัยในอนาคต เช่น การใช้ระบบ Face ID, บัตรประชาชน หรือ OTP เพื่อควบคุมการเข้าถึงข้อมูลให้ปลอดภัยที่สุด
ตรวจสอบ “งบบัตรทอง” ดูความสมเหตุผล
สำหรับเรื่องงบประมาณที่กำลังตรวจสอบอยู่ โดยเฉพาะงบบัตรทอง นายพัฒนา กล่าวว่า กำลังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบ เนื่องจากโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข(รพ.สธ.)ดูแลประชาชนครอบคลุมมากกว่า 80% แต่ได้รับจัดสรรงบประมาณจริงเพียงประมาณ 64-65% เท่านั้น จึงมีการตั้งคำถามว่าส่วนที่เหลือถูกจัดสรรไปที่หน่วยงานใด และหน่วยงานเหล่านั้นมีการให้บริการที่เหมาะสมต่อประชาชนหรือไม่
รวมถึง ราคาต้นทุนต่อหน่วยมีความสมเหตุสมผลเพียงใด ส่วนเรื่องการทุจริตหรือความตั้งใจกระทำผิด หากพบว่าสร้างภาระและใช้ภาษีประชาชนโดยไม่สมควร ก็จะต้องมีการชี้แจงในกระบวนการถัดไป
รุกเมดิคัลอีโคโนมีสู่ฐานการผลิต-ลงทุน
นายพัฒนา กล่าวถึงการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสุขภาพด้วยว่า จากนโยบายท่านนายกรัฐมนตรี ที่จะตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน(กรอ.) เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งสธ.มองว่าเรื่องเศรษฐกิจสุขภาพหรือ Medical Economy มีส่วนสำคัญในการสร้างรายได้ให้ประเทศ เนื่องจากมีการลงทุนในบุคลากรและอุปกรณ์ทางการแพทย์ไปมาก นอกจากใช้รักษาพยาบาลแล้ว ยังสามารถขยายไปสร้างรายได้เติบโตได้อีก
โดยที่ผ่านมามักพูดถึง Medical Tourism หรือ Wellness ซึ่งจำกัดอยู่แค่ภาคบริการ แต่ต้องการรุกไปสู่ภาคการผลิต (Manufacturing) และการลงทุน เช่น ยาสมัยใหม่ (ATMP) การวิจัยทางคลินิก (Clinical Research) ที่เป็นต้นน้ำของการได้ยาหรือรูปแบบการรักษาใหม่ ๆ
“สิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยความร่วมมือกับเอกชนทั้งในและต่างประเทศเพื่อให้เกิดการลงทุนผลิตยา หรือโรงงานผลิตอวัยวะเทียมต่าง ๆ ในไทย นอกจากนี้ ไทยยังมีฐานข้อมูลประชาชนที่กว้าง ซึ่งเหมาะสำหรับบริษัทวิจัยยาที่จะมาใช้พื้นที่ประเทศไทยในการวิจัย ซึ่งต้องใช้เม็ดเงินเป็นพันล้านและนักวิจัยจำนวนมาก ซึ่งจะช่วยสร้างเศรษฐกิจให้ประเทศได้”นายพัฒนากล่าว



