วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม 2569

Login
Login

‘รักษาฟรี’ กก.หลักประกันสุขภาพฯชี้ต้อง 'ปฏิรูปจัดสรรงบฯ' ไม่ใช่ ‘ร่วมจ่าย’

กรรมการหลักประกันสุขภาพฯ แสดงความไม่เห็นด้วยกับแนวทางปฏิรูประบบรักษาฟรีด้วยการให้ประชาชน “ร่วมจ่าย” จะทำให้ผู้ป่วยลังเลในการเข้ารับการรักษาจนอาการหนัก คัดกรองกลุ่มเปราะบางยาก และไม่ได้ช่วยให้รพ.มีงบฯ เพียงพออย่างแท้จริง แต่ต้อง "ปฏิรูปการจัดสรรงบประมาณ" ขณะที่ในภาวะ GDP โตต่ำ รัฐสวัสดิการยิ่งมีความสำคัญในการช่วยพยุงชีวิตประชาชน ทั้งนี้ ได้เห็นด้วยกับแนวทางการรวม 3 กองทุนสุขภาพภาครัฐ (บัตรทอง ข้าราชการ ประกันสังคม) เข้าเป็น “กองทุนสุขภาพเดียว” จะไม่ลดสิทธิประโยชน์ของใคร แต่ช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองราคายา ลดความซับซ้อนในการบริหารจัดการ และควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ร่วมจ่ายทำคนลักเลเข้ารับการรักษา

นายนิมิตร์ เทียนอุดม ประธานคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบและกำกับติดตามการเข้าถึงบริการผู้ติดเชื้อHIV ผู้ป่วยโรคเอดส์ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และวัณโรค ในคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” เรื่อง การปฏิรูประบบรักษาฟรีในแนวทาง “ร่วมจ่าย” และ “กองทุนประกันสุขภาพเดียว” ว่า  ประเทศต้นแบบให้ประชาชนร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาล อย่างญี่ปุ่นหรือไต้หวันที่มีการร่วมจ่าย

ทั้ง 2 ประเทศนี้เริ่มพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ประชาชนมีรายได้เพียงพอที่จะร่วมจ่ายได้ แต่เมื่อกลับมาดูในเมืองไทย พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะร่วมจ่าย และการร่วมจ่ายอาจนำไปสู่ภาวะล้มละลายจากการรักษาพยาบาลได้

“จุดที่เลวร้ายที่สุด คือ จะทำให้คนเกิดความลังเลที่จะเข้ารับการรักษา เพราะไม่แน่ใจเรื่องค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่มีเงินเก็บ เช่น ผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือบัตรทองที่เป็นลูกจ้างรายวันหรือเกษตรกร”นายนิมิตร์กล่าว 

หากปล่อยให้คนลังเลที่จะรักษาเพราะกังวลเรื่องการร่วมจ่าย ผลกระทบที่น่ากังวล คือปัญหาจะซ้ำรอยเหมือนกรณีผู้ป่วยเอชไอวี(HIV) ในอดีต ที่ผู้ป่วยมักรอจนวินาทีสุดท้ายจนทนไม่ไหวถึงจะมาโรงพยาบาลเพราะไม่มีเงินจ่ายค่ารักษา ซึ่งการรอจนอาการหนักทำให้โอกาสรอดน้อยลง การรักษายากขึ้น และมีค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงกว่าการรักษาเบื้องต้นอย่างมาก การร่วมจ่ายจึงกลายเป็นการซ้ำเติมให้สถานการณ์เลวร้ายลง

คัดกรองกลุ่มเปราะบาง ยกเว้นร่วมจ่าย ทำได้ยาก

กรณีที่จะยกเว้น “กลุ่มเปราะบาง” ไม่ต้องร่วมจ่ายนั้น นิมิตร์ มองว่า  การคัดกรองกลุ่มเปราะบางทำได้ยาก และมักนำไปสู่ระบบอุปถัมภ์ที่ต้องให้คนมาแสดงสถานะความยากจน จากบทเรียนในอดีต เช่น การซื้อบัตรประกันสุขภาพ 500 บาท พบว่า คนจนจริงๆ เข้าไม่ถึง แต่คนที่ไม่จนกลับซื้อได้ ดังนั้น ไม่ควรเดินถอยหลังกลับไปสู่ระบบที่ไม่ถ้วนหน้า เพราะระบบหลักประกันสุขภาพควรเป็นระบบที่ทุกคนเข้าถึงได้โดยไม่ต้องพิสูจน์ความจน

ต้องปฏิรูปการจัดสรรงบประมาณ

นิมิตร์ ย้ำด้วยว่า การร่วมจ่ายไม่ได้ช่วยให้โรงพยาบาลมีงบประมาณเพียงพออย่างแท้จริง แต่ควรกลับมาดูประสิทธิภาพการจัดสรรงบประมาณ ปัจจุบันรัฐสนับสนุนค่ารักษาหลักประกันสุขภาแห่งชาติ หรือบัตรทองและข้าราชการ 100% แต่สนับสนุนประกันสังคมเพียง 1 ใน 3 หากปฏิรูปการจัดสรรงบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การต่อรองราคายา การนำยาเข้าบัญชียาหลัก และการลดการคอร์รัปชันหรือการวิ่งใต้โต๊ะ ก็จะมีเงินมากขึ้นโดยไม่ต้องให้ประชาชนร่วมจ่าย  ไม่ควรให้ระบบสุขภาพกลับไปสู่จุดที่ใครมีเงินถึงจะมีทางลัดในการรักษา

จีพีดีโตต่ำ รัฐสวัสดิการยิ่งสำคัญ

ทว่า ปัจจุบัน GDP ของประเทศเติบโตต่ำเพียง 2% เงินงบประมาณอาจไม่ได้มีมากอย่างเพียงพอ นิมิตร์ กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจยากลำบาก รัฐสวัสดิการยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น เพราะการจ่ายงบประมาณสุขภาพไม่ใช่การจ่ายทิ้ง แต่เป็นการลงทุนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ช่วยกระตุ้น GDP ได้ หาก GDP ต่ำและประชาชนไม่มีรายได้ แต่รัฐยังไปล้วงเงินในกระเป๋าเขา เพื่อจ่ายค่ารักษา ก็จะเป็นการซ้ำเติมประชาชน ตัวอย่าง จากญี่ปุ่นหลังสงครามที่ฟื้นตัวได้ก็เพราะมีระบบหลักประกันสุขภาพ ที่ช่วยอุดหนุนให้ประชาชนมีศักยภาพในการใช้ชีวิตต่อได้

“ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในไทย ถือเป็นรัฐสวัสดิการแบบถ้วนหน้า ที่ดีที่สุดของประเทศในขณะนี้”นิมิตร์กล่าว 

การร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลในประเทศไทย ควรมีกรณีเดียว คือ “คนต่างชาติ” ซึ่งประเทศไทยสามารถกำหนดระบบให้คนต่างชาติหรือนักท่องเที่ยวร่วมจ่าย ผ่านค่าวีซ่าหรือซื้อประกันสุขภาพ เพื่อให้ทุกคนที่อยู่ในไทยได้รับประโยชน์จากระบบใหญ่ร่วมกัน

‘รักษาฟรี’ กก.หลักประกันสุขภาพฯชี้ต้อง 'ปฏิรูปจัดสรรงบฯ' ไม่ใช่ ‘ร่วมจ่าย’

รวมเป็น “กองทุนสุขภาพเดียว” ไม่ลดสิทธิใคร

สำหรับการรวม 3 กองทุนประกันสุขภาพภาครัฐ (บัตรทอง ข้าราชการ ประกันสังคม) เป็นกองทุนเดียว นายมิตร์ สะท้อนข้อดีว่า การรวมกองทุนไม่ใช่การลดสิทธิของใคร ข้าราชการยังเข้าถึงการรักษาได้เหมือนเดิม แต่เป็นการรวมการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ เมื่อรวมเป็นกองทุนเดียว จะสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น เพราะเป็นการต่อรองราคาในฐานะผู้รับบริการ 60 ล้านคน แทนที่จะแยกบริหารเป็นส่วนๆ

นอกจากนี้ ยังช่วยแก้ปัญหาระบบเบิกจ่ายที่ซับซ้อน และลดการที่โรงพยาบาลบางแห่งชาร์จค่ารักษาแพงๆ เพื่อชดเชยส่วนต่าง หากระบบการเบิกจ่ายชัดเจนและราคาเดียวทั่วประเทศ จะมีเงินเหลือตรงกลางมาใช้พัฒนาคุณภาพการรักษาได้มากขึ้น

ทั้งนี้ การรวมกองทุน ไม่จำเป็นต้องแก้กฎหมายอื่นเลย หากดำเนินตาม พรบ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 มาตรา 9 และมาตรา 10 ที่มีอยู่แล้ว ซึ่งอนุญาตให้ภาคส่วนราชการและประกันสังคมเข้ามาอยู่ภายใต้ระบบนี้ได้ เมื่อรวมกันแล้วจะสามารถวางระบบการเงิน อัตราการจ่าย และค่าตอบแทนการรักษาให้สูงขึ้นได้เพราะมีฐานเงินที่ใหญ่ขึ้น ส่วนองค์กรที่จะทำหน้าที่ดูแลเมื่อมี “กองทุนประกันสุขภาพเดียว” ก็สามารถจัดตั้งคณะกรรมการ(บอร์ด)ขึ้นมาดูแลภาพรวมสิทธิของคนไทยทั้ง 66 ล้านคนได้ โดยไม่จำเป็นต้องยึดติดกับโครงสร้างเดิม

“หากมีการรวม 3 กองทุน สิทธิประโยชน์จะไม่ลดลง เพราะปัจจุบันทั้ง 3 กองทุนมีมาตรฐานการรักษาและใช้ยาในบัญชีเดียวกันอยู่แล้ว ต่างกันเพียงแค่ราคาและวิธีการเบิกจ่าย ปัจจุบันโรงพยาบาลมีความยุ่งยากในการบริหารมาก เช่น กรณีผู้ป่วยเอชไอวีที่ต้องใช้แพทย์คนเดียวกัน สูตรยาเดียวกัน แต่ขั้นตอนการเบิกยาคืนจากแต่ละกองทุนใช้เวลาต่างกันและซับซ้อนมาก การรวมเป็นระบบเดียวจะช่วยตัดความยุ่งยากเหล่านี้ และทำให้การเช็คสิทธิไม่จำเป็นอีกต่อไป”นิมิตร์กล่าว 
 

สุดท้าย นิมิตร์ ให้ความเห็นกรณีกรมบัญชีกลางจะซื้อประกันสุขภาพเอกชนให้ข้าราชการแทนระบบเดิมด้วยว่า  แนวคิดนี้ไปต่อไม่ได้และจะยิ่งทำให้ค่าใช้จ่ายแพงขึ้น ประกันเอกชนมีเงื่อนไขและข้อยกเว้นมากมาย อาจมีเพดานการเบิกหรือส่วนต่างที่ข้าราชการต้องจ่ายเอง หรือต้องไปชาร์จกับรัฐเพิ่ม ทุกสำนักวิชาการที่ศึกษาเรื่องนี้ไม่เห็นด้วย เพราะคุมงบประมาณไม่ได้และมีความไม่แน่นอนสูง การทำฐานข้อมูลใหม่ก็มีความยุ่งยากมากเช่นกัน