ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 4 ส.ค.2569 สมาคมปลานิลไทย (TILAPIA ASSOCIATION THAILAND) ได้ออกเอกสารแจงข้อมูลต่อสื่อมวลชนและผู้บริโภค ระบุว่า ตัวเลขผู้เสียชีวิต 38,000 รายต่อปี ไม่ใช่คนไทยที่เสียชีวิตจากการกินปลานิล
สมาคมปลานิลไทยชี้แจงกรณีการสรุปข่าวสั้นเรื่อง “พบเชื้อดื้อยาในปลานิลและกุ้งก้ามกราม”
ตามที่มีการเผยแพร่ข่าวและข้อความสรุปข่าวบนสื่อสังคมออนไลน์ อ้างอิงผลการศึกษาของศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 6 ชลบุรี กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ซึ่งสุ่มตรวจกุ้งก้ามกรามและปลานิลจากตลาดสดในจังหวัดสมุทรปราการ ระหว่างปี พ.ศ. 2566–2567 แล้วพบเชื้อแบคทีเรียและเชื้อดื้อยา โดยมีการนําเสนอต่อเนื่องกับ ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยากว่า 38,000 รายต่อปี จนอาจทําให้ผู้อ่านเข้าใจว่าการบริโภคปลานิลเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตดังกล่าวนั้น
สมาคมปลานิลไทยขอเรียนว่า สมาคมฯ ให้ความเคารพต่องานวิจัยดังกล่าว ซึ่งเป็นงานเฝ้าระวังที่มีประโยชน์และเห็นด้วยกับข้อเสนอแนะของคณะผู้วิจัยที่ให้ผู้บริโภคปรุงอาหารให้สุกก่อนรับประทาน ทั้งขอเรียนว่าบทความต้นฉบับได้แยกหัวข้อและระบุแหล่งที่มาของข้อมูลแต่ละส่วนไว้ชัดเจนแล้ว ประเด็นที่สมาคมฯ ขอชี้แจงจึงเป็นเรื่องของการย่อความในการสรุปข่าวสั้น ซึ่งทําให้ข้อมูลคนละชุดถูกวางต่อกันจนเกิดความเข้าใจ คลาดเคลื่อน ดังนี้
1. ตัวเลข 38,000 ราย ไม่ได้มาจากคนที่กินปลา ตัวเลขนี้เป็นข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งประมาณการผู้เสียชีวิตของคนไทยที่ติดเชื้อดื้อยาทั้งประเทศ ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยที่ติดเชื้อในโรงพยาบาล และมีสาเหตุรวมกันหลายทาง ทั้งการใช้ยาปฏิชีวนะไม่ถูกต้องในคน การซื้อยากินเอง การติดเชื้อในสถานพยาบาล เชื้อในสิ่งแวดล้อม และการใช้ยาในการเลี้ยงสัตว์ทุกชนิด
รวมกัน งานวิจัยที่เป็นข่าวเป็นการตรวจตัวอย่างอาหาร ไม่ได้ติดตามผู้บริโภคแม้แต่รายเดียว จึงไม่มีข้อมูลใดที่ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตจากการบริโภคปลานิลหรือกุ้งก้ามกราม อนึ่ง พาดหัวของบทความต้นฉบับก็มิได้กล่าวถึงตัวเลขนี้แต่อย่างใด
2. ตัวเลขร้อยละที่เป็นข่าว มาจากตัวอย่างจํานวนน้อยมาก การศึกษานี้เก็บตัวอย่างปีละ 12 ตัวอย่าง รวมสองปีเพียง 24 ตัวอย่าง จากตลาดสดในจังหวัดเดียว ตัวเลขร้อยละที่รายงานจึงขยับขึ้นลงได้มากจากตัวอย่างเพียงหนึ่งหรือสองชิ้น ผลที่ได้สะท้อนสถานการณ์เฉพาะพื้นที่และช่วงเวลาที่ศึกษา ยังไม่สามารถใช้แทนภาพรวมของปลานิลทั งประเทศได้ ซึ่งตรงกับที่คณะผู้วิจัยระบุไว้เองว่าเป็นข้อมูลพื้นฐานสําหรับการเฝ้าระวังต่อไป
3. จุดเก็บตัวอย่างคือแผงจําหน่ายในตลาดสด ไม่ใช่ฟาร์มเพาะเลี้ยง ผลการตรวจ ณ จุดจําหน่ายสะท้อนสภาพปลายทางของห่วงโซ่อาหาร ซึ่งผ่านการขนส่ง การแช่น้ำแข็ง การใช้ภาชนะและเขียงร่วมกัน และการสัมผัสของผู้จําหน่ายมาแล้วหลายขั้นตอน การจะระบุว่าเชื้อที่พบมีต้นทางจากฟาร์มใดฟาร์มหนึ่ง จําเป็นต้องมีการเก็บตัวอย่างคู่ขนานตั้งแต่ฟาร์มถึงแผงและเปรียบเทียบสายพันธุ์เชื้อ ซึ่งการศึกษานี้มิได้ออกแบบไว้
4. เชื้อที่รายงานว่าดื้อยาสูงสุด ไม่ได้ชี้ว่ามาจากการใช้ยาในฟาร์ม เชื้อที่พบดื้อยาสูงถึง 83.3% คือ สแตฟิ โลค็อกคัส ออเรียส ซึ่งดื้อยาเพนิซิลลิน จี และแอมพิซิลลิน ข้อเท็จจริงทางวิชาการคือ เชื้อชนิดนี้ ดื้อยาสองตัวนี้มาแล้วทั่วโลกกว่า 70 ปี ปัจจุบันตรวจพบดื้อในสัดส่วนสูงเป็นปกติไม่ว่าจะเก็บตัวอย่างจากแหล่งใด และยาทั้งสองชนิดนี้ ไม่ใช่ยาที่ใช้ในการเลี้ยงปลานิล และกุ้งก้ามกราม นอกจากนี้ เชื้อชนิดนี้ เป็นเชื้อที่อาศัยอยู่บนผิวหนังและในโพรงจมูกของคน การตรวจพบในอาหารจึงมักบ่งชี้ถึงการปนเปื้อน จากการสัมผัสในขั้นตอนขนส่งและจําหน่าย มากกว่าจะมาจากตัวปลาหรือบ่อเลี้ยง
5. การพบเชื้อในของสดเป็นเรื่องปกติ และความร้อนจัดการได้ อาหารสดทุกชนิดทั่วโลก ทั้งเนื้อหมู เนื้อไก่ และสัตว์น้ำ ไม่ใช่สินค้าปลอดเชื้อ มาตรฐานความปลอดภัยอาหารจึงเน้นการควบคุมสุขอนามัยและการปรุงสุก ที่สําคัญคือ การดื้อยา หมายถึงเชื้อทนต่อ “ยา” เท่านั้น ไม่ได้ทําให้เชื้อทนความร้อน เชื้อดื้อยาถูกทําลายด้วยการปรุงสุกเช่นเดียวกับเชื้อทั่วไป ปลานิลซึ่งคนไทยรับประทานแบบปรุงสุกเกือบทั้งหมด จึงเป็นอาหารที่มีความเสี่ยงต่ำ
6. การเลี้ยงปลานิลของไทยมีความปลอดภัยมากขึ้น เพราะมีการใช้ยาลดลงต่อเนื่อง ข้อมูลกรมประมงที่ปรากฏในข่าวเดียวกันระบุว่า ปริมาณการใช้ยาต้านจุลชีพในสัตว์เพื่อการบริโภคของประเทศไทยลดลงกว่าร้อยละ 60 เมื่อเปรียบเทียบระหว่างปี 2560 กับ 2566 ซึ่งเป็นตัวเลขที่องค์การสุขภาพสัตว์โลก (WOAH) ให้การยอมรับ การเฝ้าระวังในฟาร์มพบเชื้อซัลโมเนลลาน้อยกว่าร้อยละ 5 และยังไม่พบการดื้อยากลุ่มคาร์บาพีเนม ซึ่งเป็นยาสําคัญต่อการรักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาล
คําแนะนําสําหรับผ้บริโภค
• เลือกซื้อจากแหล่งจําหน่ายที่สะอาด มีการแช่เย็น และรีบเก็บเข้าตู้เย็นเมื่อถึงบ้าน
• แยกเขียงและมีดสําหรับของดิบกับของพร้อมรับประทาน และล้างมือทุกครั้งหลังจับของดิบ
• ปรุงให้สุกทั่วถึง โดยให้ความร้อนถึงใจกลางเนื้อประมาณ 70 องศาเซลเซียส เพียงพอต่อการทําลายเชื้อแบคทีเรียก่อโรค รวมถึงเชื้อที่ดื้อยา
สมาคมปลานิลไทยถือว่าปัญหาเชื้อดื้อยาเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน ทั้งภาคสาธารณสุข ภาคการเกษตร และการจัดการสิ<งแวดล้อม และพร้อมสนับสนุนการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ขอความร่วมมือสื่อมวลชนในการพาดหัวและสรุปข่าวสั้น ให้ระบุขอบเขตของข้อมูลอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดและไม่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิลรายย่อยจํานวนมากโดยไม่จําเป็น



