งบบัตรทอง 60,000 ล้านไปไหน? “พัฒนา” เผยเป็น “งบส่งเสริมสุขภาพฯ” มากที่สุดราว 20,000 ล้าน ระบุไปอยู่กับภาคเอกชนในทุกๆแง่มุมทุกๆกลุ่มประมาณ 50 % เริ่มเห็นจุดต้องขันน็อต รอข้อมูลรายละเอียดเชิงลึก ลงไปที่หน่วยไหน เหมาะสมถูกต้อง คุ้มค่าหรือไม่
จากกรณีที่ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข และประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ดสปสช.) ข้องใจว่า “งบบัตรทอง 60,000 ล้านไปไหน” ซึ่งล่าสุดได้มอบหมายภายใน 7 วัน ให้อนุกรรมการพัฒนาการเงินการคลัง ในบอร์ดสปสช.ทำรายละเอียดเชิงลึกมานำเสนอ เพื่อจะสะท้อนให้เห็นว่า เงินไปอยู่ตรงส่วนไหนเท่าไหร่ เหมาะสมถูกต้อง คุ้มค่าหรือไม่ และก็อาจนำมาสู่การพิจารณาทบทวนแนวทางการจัดสรรต่อไปหรือไม่
งบส่งเสริมสุขภาพฯมากสุดราว 2 หมื่นล้าน
นายพัฒนา ให้สัมภาษณ์ว่า หลังจาก 7 วัน เมื่อได้รับข้อมูลรายละเอียดของงบก้อนนี้จากอนุกรรมการพัฒนาการเงินการคลังแล้ว ก็ต้องนำมาดูพิจารณาว่าไปอยู่ตรงส่วนไหนเท่าไหร่ เหมาะสมถูกต้อง คุ้มค่าหรือไม่ และก็อาจนำมาสู่การทบทวนแนวทางการจัดสรรต่อไปหรือไม่
เงินส่วนนี้ที่มากที่สุดคงอยู่ในส่วนของ "งบฯส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค" ที่จัดสรรไปหลายหมื่นล้านบาท แต่ลงไปที่ใคร ประสิทธิภาพเป็นอย่างไร และจะควบคุมงบประมาณได้อย่างไร โดยจะต้องดูในทุกไอเทม เพราะสำนักงบประมาณเน้นมาให้ดูทุกไอเทม เมื่อจ่ายเงินไปและการออดิทต้องเกิด
ส่วนนี้ก็พยายามเร่งเรื่องของ พ.ร.บ.ปฐมภูมิ เพื่อสร้างมาตรฐานในการให้บริการขึ้นมา ก็จะเป็นการลงไปกำกับดูแลพร้อมกับการจ่ายเงินเรื่องงบฯส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค ซึ่งมีการใช้งบประมาณถึงราว 20,000 ล้าน หรือแม้กระทั่งงบประมาณที่มีการให้บริการในหน่วยงานอื่นๆ อย่างมูลนิธิต่างๆ คลินิกต่างๆ ซึ่งได้รับงบประมาณบัตรทองด้วย
เริ่มเห็นภาพจุดที่ต้องขันน็อต
นายพัฒนา กล่าวอีกว่า ต้องบอกว่า 60,000 ล้านบาท ไปอยู่กับภาคเอกชนในทุกๆแง่มุม ในทุกๆกลุ่มประมาณครึ่งหนึ่ง ประมาณ 30,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่ก็เป็นงบในส่วนของการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค (งบPP) ราว 20,000 ล้านบาท และกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติระดับพื้นที่อีกราว 6,000 ล้านบาท เพราะฉะนั้นราว 30,000 ล้านบาทอยู่ในนี้ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งไปอยู่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท) ,โรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์กว่า 10,000 ล้านบาท ก็จะเริ่มเห็นภาพแล้ว ก็จะลงไปได้ว่าในจุดไหนต้องขันน็อตอย่างไรหรือไม่
“ที่ตั้งคำถามกับงบบัตรทอง 60,000 ล้านบาทของปีงบประมาณ 2568 เนื่องจากมีการจัดสรรงบฯครบทั้งปีแล้ว ส่วนปีงบประมาณ 2569 ยังใช้จ่ายไปราว 9 เดือนอาจจะเห็นภาพหรือมีข้อมูลยังไม่ครบทั้งหมด ”นายพัฒนากล่าว
‘เงินสูงต่ำ’ งบบัตรทอง หลักพันล้านจ่อรื้อ
ถามว่าในการประชุมบอร์ดสปสช. มีการสั่งให้ตรวจสอบเส้นทางการจัดสรรงบบัตรทอง ส่วนของเงินสูงต่ำ นายพัฒนา กล่าวว่า เมื่อได้รับงบประมาณก็จะมีการจัดสรรไปในกิจกรรมที่จะทำเรื่องใดๆ ส่วนหนึ่งของเงินสูงต่ำ มาจากการจัดซื้อจัดจ้าง หากมีการต่อรองราคาใดๆ หากได้ต่ำกว่าที่ประมาณการไว้ เงินส่วนนี้ปลายปีก็จะเรียกว่า เงินสูงต่ำ แต่ระหว่างปีก็ประหยัดได้
อย่างไรก็ตาม 7-8 ครั้งที่ตนประชุมบอร์ดสปสช. จะเห็นว่ามีการขอซื้อยา หรือเวชภัณฑ์ต่างๆ แทบทุกครั้ง ก็จะมีการใช้เงินสูงต่ำเช่นเดียวกัน ถือว่าเป็นเงินที่ได้รับงบประมาณมาและก็มีการจัดสรรไปใช้ภายใต้อนุกรรมการฯ เสนอขึ้นมาและนำมาสู่บอร์ด โดยหากจำไม่ผิดน่าจะมีอยู่ประมาณหลักพันล้านบาท
ที่ผ่านมาได้ให้แนวทางไปกว่า 4-5 เดือนแล้วว่า อยากให้รวบรวมเงินส่วนนี้ไว้เป็นงบกลางหรือเงินสำรอง (Buffer) สำหรับกรณีฉุกเฉิน เช่น ราคายาหรือเวชภัณฑ์สูงขึ้น หรือเพื่อจัดสรรให้กับหน่วยบริการตามนโยบายของบอร์ดสปสช. แม้ที่ผ่านมาจะยังไม่ได้นำไปสู่การปฏิบัติมากนัก
"ในการประชุมบอร์ดล่าสุดก็มีกรรมการเสนอให้เริ่มดำเนินการในปีงบประมาณ 2570 ซึ่งเงินส่วนนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งที่จะสามารถจัดสรรได้เช่นเดียวกัน ขึ้นอยู่กับบอร์ดสปสช.ว่าให้ความสำคัญเรื่องใด และให้ข้อสั่งการเป็นมติบอร์ดลงไป”นายพัฒนากล่าว
ปัดต้องการเบี่ยงประเด็นใช้งบอีเวนต์
ภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงสาธารณสุข นายพัฒนา ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมถึงกรณีการตั้งข้อสังเกตว่าพูดเรื่องงบบัตรทอง 60,000 ล้านไปไหน เพราะต้องการเบี่ยงประเด็นการจัดอีเวนต์ของสธ.ว่า ไม่ใช่ จะกลบอะไร กลบไม่ได้หรอก ตรวจสอบได้ทั้งนั้น
“การที่ได้รับงบประมาณในการดูแลรักษาสุขภาพของประชาชน ประชาชนก็ควรจะมีสิทธิ์รู้ว่าได้ถูกจัดสรรไปที่หน่วยงานใดบ้าง ถูกจัดสรรไปปริมาณเท่าไหร่ มีความเหมาะสมกับสัดส่วนในการดูแลประชาชนตรงนั้นหรือไม่ แล้วประชาชนหรือว่าคนไข้คนป่วยที่เขาอาจจะเป็นโรคหายาก ยังคงได้รับการดูแลไม่ทิ้งไว้ข้างหลัง ตรงนี้ก็จะต้องจัดบริการให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้” นายพัฒนา กล่าว
มีการติดตามประสิทธิภาพใช้งบอยู่แล้ว
ด้านนพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางประเมินประสิทธิภาพภายหลังการจัดสรรงบประมาณว่า ถ้าเป็นเรื่องเฉพาะก็จะมีทีมลงไปประเมิน อย่างเช่น วัคซีนได้ผลหรือไม่ ความครอบคลุมเป็นอย่างไร อัตราป่วยลดลงหรือไม่ ซึ่งเป็นปกติของการทำ โดยทุกๆครั้งที่มีมติบอร์ดสปสช.ก็จะมีการกำกับลงไปเสมอว่า ต้องไปทำการติดตามและประเมินผล ก็มีการทำเป็นรายงาน
อนึ่ง สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) เปิดเผยข้อมูลการจ่ายเงินปีงบประมาณ 2568 ระบุว่ามีการจัดสรรให้หน่วยบริการทั้งหมด 41,977 แห่ง แยกเป็น
- สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สป.สธ.) 5,560 แห่ง คิดเป็น 13.25 %
- กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) นอกสป.สธ. 112 แห่ง
- โรงพบาบาลมหาวิทยาลัย 12 แห่ง
- องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) 4,683 แห่ง
- รัฐอื่นๆ เช่น กลาโหม กทม. 262 แห่ง เอกชน เช่น รพ. คลินิก ร้านยา 13,738 แห่ง
- อื่นๆ (กองทุนหลักประกันสุขภาพระดับพื้นที่) 17,610 แห่ง
เมื่อแยกตามรายการกองทุนย่อย รวมทั้งหมดราว 179,266 ล้านบาท ประกอบด้วย
1.ค่าบริการผู้ป่วยนอกทั่วไป ราว 35,271 หมื่นล้านบาท
2.ค่าบริการผู้ป่วยในทั่วไป ราว 50,071 ล้านบาท
3.ค่าบริการกรณีเฉพาะ ราว 30,265 ล้านบาท
4.งบค่าบริการทางการแพทย์ที่เบิกจ่ายในลักษณะงบลงทุน ราว 6,062 ล้านบาท
5.ค่าบริการฟื้นฟูสมรรถภาพด้านการแพทย์ ราว 454 ล้านบาท
6.ค่าบริการการแพทย์แผนไทย ราว 1,504 ล้านบาท
7.ค่าบริการผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ ราว 3,984 ล้านบาท
8.ค่าบริการผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ราว 17,598 ล้านบาท
9.ค่าบริการควบคุม ป้องกัน และรักษาโรคเรื้อรัง ราว 789 ล้านบาท
10.งบค่าใช้จ่ายสําหรับหน่วยบริการในพื้นที่กันดาร เสี่ยงภัย และจังหวัดชายแดนภาคใต้ ราว1,490 ล้านบาท
11.ค่าบริการสาธารณสุขเพิ่มเติมสําหรับการบริการระดับปฐมภูมิ ราว 7,016 ล้านบาท
12.ค่าบริการสาธารณสุขร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ราว 6,474 ล้านบาท
13. เงินช่วยเหลือเบื้องต้นสําหรับผู้รับบริการและผู้ให้บริการ ราว 5.59 ล้านบาท
14.ค่าบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ราว 17,044 ล้านบาท
15 .รายได้สูง (ต่ำ)กว่าค่าใช้จ่ายสะสม/งบกลาง ราว 1,232 ล้านบาท



