วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม 2569

Login
Login

คลี่ ‘งบบัตรทอง’ ไปไหน 60,000 ล้านบาท  ‘พัฒนา” รมว.สธ. ให้เวลา 7 วัน

“พัฒนา” รมว.สธ. ขออนุฯการเงินในบอร์ดสปสช.แจงงบบัตรทอง 60,000 ล้านบาทไปไหน ภายใน 7 วัน  ขอรายละเอียดเชิงลึก หวังดูความเหมาะสมการกระจายเงิน – หน่วยรับจัดสรร– ประสิทธิภาพหลังได้งบ-ความคุ้มค่าที่ตกถึงประชาชน  แย้มอาจนำสู่การปรับทิศทางจัดสรรงบบัตรทองใหม่

เมื่อวันที่ 3 ส.ค.2569 ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บอร์ดสปสช.) นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข และประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บอร์ดสปสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สอบถาม บอร์ดสปสช. เรื่องงบประมาณ กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือกองทุนบัตรทอง ราว 60,000 ล้านบาทไปไหนไม่ได้เข้ารพ.สังกัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ว่า ว่า  เงิน 60,000 ล้านบาทที่พูดถึงเป็นเรื่องของ งบประมาณปี 2568 ที่มีช่องว่าง (gap)  ซึ่งในการประชุมได้มีการสอบถามในที่ประชุม เพื่อทำความกระจ่างในการจัดสรรงบประมาณ

ขอรายละเอียดเชิงลึกใน 7 วัน

โดยประธานอนุกรรมการพัฒนาการเงินการคลัง ได้ชี้แจงเบื้องต้นว่า เงินส่วนนี้มีบางส่วนที่จัดสรรให้สธ.แต่อยู่นอกสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ประมาณ 16,000 -17,000 ล้านบาท แต่ภายใต้เงินก้อนนี้ เป็นเงินที่จัดสรรให้เป็นการเฉพาะเจาะจง คือ ให้ รพ.ราชวิถี นำไปซื้อยาประมาณ 100 กว่ารายการ ซึ่งไม่สามารถนำไปทำอย่างอื่นได้ จึงหักออกไป 11,000 ล้านบาท ก็จะเหลือเงินอีกประมาณ 5,000 ล้านบาทที่เติมเข้าไปในระบบของ สธ.

นอกจากนั้น จะเป็นเรื่องของงบประมาณด้านการป้องกันและส่งเสริมสุขภาพ (Prevention and Promotion - P&P) อีกประมาณ 20,000 กว่าล้านบาท ซึ่งถือเป็นก้อนที่ใหญ่ที่สุด รวมถึงยังมีก้อนอื่น ๆ อีกหลายก้อน สำหรับรายละเอียดของกระบวนการนั้นต้องรอข้อมูลเชิงลึก ซึ่งตนได้ขอให้อนุกรรมการพัฒนาการเงินการคลัง สรุปข้อมูลรายละเอียดภายใน 7 วัน

“ไม่ได้ขอรายละเอียดแค่ว่าเงินไปอยู่ที่กลุ่มงานใดเท่านั้น แต่ต้องขอข้อมูลเชิงลึกถึงการจ่ายเงินว่าหน่วยงานที่รับเงินไปมีสภาพเป็นอย่างไร เป็นนิติบุคคล บุคคล มูลนิธิ หรือคลินิก และกระบวนการเบิกจ่ายมีการควบคุมคุณภาพมาตรฐานหรือไม่ รวมถึงดูว่ามีการกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่หรือภูมิภาคใดเป็นพิเศษ หรือกระจุกตัวอยู่ในงานด้านใดเป็นพิเศษหรือไม่ นั่นคือโจทย์ที่ให้อนุกรรมการชี้แจง เมื่อได้ช้อมูลแล้วหากจะดำเนินการอย่างไรต่อไป จะต้องนำเข้าพิจารณาในบอร์ดสปสช.”นายพัฒนากล่าว 

แย้มอาจปรับทิศทางจัดสรรงบบัตรทองใหม่

ผู้สื่อข่าวถามว่าท้ายที่สุดแล้วมันจะนำไปสู่แนวทางการจัดสรรงบบัตรทองใหม่ หรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า แน่นอนครับ นั่นคือเหตุผลที่นำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมบอร์ด เพราะการกระจายตัวของงบประมาณต้องถูกจัดสรรให้เกิดประสิทธิภาพและดูแลประชาชนให้ได้มากที่สุด แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องจัดสรรให้โรคใด โรคหนึ่ง หรือบริการใดบริการหนึ่งเป็นพิเศษเพียงอย่างเดียว ต้องมีการสร้างความสมดุล เพราะยังมีเรื่องโรคหายาก หรืออาการวิกฤตที่เสี่ยงถึงชีวิตหากไม่ได้ยา ดังนั้น บอร์ด สปสช. ต้องนำมาพิจารณาและปรับปรุง จะไม่ทำงานในลักษณะที่ว่าปีที่แล้วตั้งงบไว้อย่างไรก็ทำต่อไปอย่างนั้น

ถามต่อว่ามีงบส่วนไหนหรือกองทุนย่อยใดที่ควรมีการปรับ นายพัฒนา กล่าวว่า  ต้องขอข้อมูลจากทางอนุกรรมการการเงินฯส่งขึ้นมาประกอบการพิจารณาก่อน อนุกรรมการชุดนี้เปรียบเสมือนฝ่ายบัญชีของบริษัทที่ต้องคอยสอดส่องดูแล มีหลักฐานการทำงาน (proof of work) และใบเสร็จต่าง ๆ มาแสดง

รู้ว่าเงินไปไหน แต่ต้องการรู้เกิดประโยชน์คุ้มค่าหรือไม่

“การที่ผมโยนประเด็นไปว่าเงิน 60,000 ล้านหายไปไหน ผมพูดชัดเจนว่ามันไม่ได้อยู่ในระบบของสธ. ใครจะบอกว่ารัฐมนตรีไม่รู้ว่างบ 60,000 ล้านบาทไปไหน ก็ต้องบอกว่าบางทีรู้แต่ไม่พูด ทำไมจะไม่รู้ ผมรู้ว่าไปตรงไหน แต่สปสช.ต้องชี้แจงว่าไปอยู่ตรงไหน ไปแล้วมีการตรวจสอบที่ดี หน่วยรับงบประมาณเหมาะสมหรือไม่ ประชาชนได้ประโยชน์จริงหรือไม่ คุ้มค่ากับเงินที่ได้รับการจัดสรรหรือไม่ คุณภาพได้หรือไม่ ต้นทุนของบริการต่างๆที่ให้ไปเหมาะสมถูกต้องหรือไม่”นายพัฒนากล่าว 

แปลว่าจะมีการตรวจสอบเรื่องประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์ หรือตรวจสอบว่ามีการทุจริตด้วยหรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า อันดับแรกต้องดูเรื่องประสิทธิภาพ ส่วนเรื่องการทุจริตหรือการใช้เงินโดยมิชอบด้วยกฎหมายเป็นเรื่องที่ต้องตามมาแน่นอน ซึ่งจะมีหรือไม่นั้นก็ต้องไปว่ากันที่การพิสูจน์

“ความโปร่งใสควรจะถูกชี้แจงออกมา เพราะในหมวกของสธ. ดูเรื่องความแข็งแรงของโรงพยาบาลและการดูแลประชาชน แต่ในส่วนของ สปสช. ก็ต้องเคลียร์ตัวเองว่าได้จัดสรรงบประมาณอย่างเพียงพอและเหมาะสมหรือไม่” นายพัฒนากล่าว 

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า แสดงว่ามองถึงการปรับเปลี่ยนการกระจายงบของงบบัตรทองไปยังส่วนต่างๆด้วย นายพัฒนา กล่าวว่า  ใช่ เพราะในฐานะกระทรวงสาธารณสุข ไม่สามารถปล่อยให้โรงพยาบาลมีปัญหาได้ เนื่องจากโรงพยาบาลถือเป็นแกนหลักในการดูแลรักษาประชาชน ถ้าแกนนี้เสียหาย ระบบก็จะล้มและเกิดปัญหาตามมา

งบบัตรทอง 60,000 ล้านบาทหายไปไหนที่ออกจากระบบของสธ. ส่วนไปไหนบ้าง เป็นสิ่งที่สปสช.ต้องชี้แจง อธิบายออกมาแล้วว่าไปอยู่ที่ไหน แหล่งที่รับเงินมีความถูกต้องตามกฎหมาย มีคุณภาพ ต้นทุน การจัดสรรต่างๆเป็นสิ่งที่เหมาะสมหรือไม่อย่างไร

"อาจจะยังไม่กระโดดไปว่าเกิดการทุจริต แต่เปิดประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์กับประชาชนในวงกว้างใช่หรือไม่ การใช้งบเหล่านี้มีประสิทธิภาพประสิทธิผลอย่างไร ส่วนลงไปแล้วถ้ามีเหตุทุจริต หรือเป็นข้อผิดพลาดหรือความผิดใดๆนั้น ถูกก็ว่าไปถูก ผิดก็ว่าไปตามผิด”นายพัฒนา กล่าว 

แจงจัดสรร 60,000 ล้านบาทไปไหน

ด้านนพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) กล่าวว่า ในส่วนของ งบบัตรทอง 60,000 ล้านบาทที่รมว.ตั้งคำถามนั้น ในงกบประมาณปี  2568  จัดสรรไปแล้ว 1.79 แสนล้านบาท ไปที่สธ.ประมาณ 1 แสนล้านบาทเศษ ที่เหลือหากมองตามหน่วยบริการจะไปสังกัดโรงเรียนแพทย์ประมาณ 12,800 ล้านบาทเศษ ไปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) 4,300 ล้านบาท ไปรพ.รัฐอื่นๆ เช่น กระทรวงกลาโหม กทม. 7,500 ล้านบาท  เอกชนรวมทั้งรพ. คลินิกราว 26,000 ล้านบาท และอื่นๆ กองทุนระดับพื้นที่ 6,482 ล้านบาท ซึ่งมีหน่วยบริการในบัตรทองกว่า 41,00 แห่ง 

“รมว.แจ้งในที่ประชุมแล้วว่าที่ถามนั้น หมายถึงว่าเงินไปไหนคือไปนอกเหนือจาก สธ. จึงอยากให้ดูว่าได้มีการใช้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ ได้ลงไปตรวจสอบหรือไม่ สปสช.ก็จะทำงานกับอนุฯเพื่อดูว่าส่วนนี้ไปในจุดที่เหมาะสมหรือไม่ ผู้มาเบิกสมควรเบิกหรือไม่ เบิกถูกต้องตามกติกาหรือไม่ ซึ่งมีการทำอยู่แล้วในรูปของงการออดิท และจะดูด้วยว่าหน่วยที่มารับงบประมาณสมควรมารับหรือไม่ด้วย”นพ.จเด็จกล่าว