วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม 2569

Login
Login

เช็กด่วน! เหนื่อยแบบไหนอันตราย? สัญญาณ ‘หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน’

พญ.สุรีย์รัตน์ ปันยารชุน แพทย์ผู้ชำนาญการด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด รพ.เมดพาร์ค ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียที่อาจทำให้เกิดภาวะ"หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน" หรือ Sudden Cardiac Death ว่า

1.) Viral Myocarditis หรือ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจากไวรัส เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในปัจจุบัน เพราะไวรัสบางชนิดไม่ได้กระทบแค่ระบบทางเดินหายใจ แต่สามารถทำให้เกิด “การอักเสบของกล้ามเนื้อหัวใจ” ได้ แม้ผู้ป่วยจะยังดูแข็งแรงดี เมื่อกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ อาจเกิด

  • ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
  • หัวใจบีบตัวอ่อนลง
  • หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน

ไวรัสที่พบได้บ่อย โควิด-19 ,ไข้หวัดใหญ่ (Influenza)  ค็อกซากีไวรัส (Coxsackie virus) อะดีโนไวรัส (Adenovirus) เอนเทอโรไวรัส (Enterovirus) บางคนหลังติดเชื้ออาจมีอาการใจสั่น เหนื่อยง่ายผิดปกติ เจ็บหน้าอก ออกกำลังกายแล้วเหนื่อยมากกว่าปกติ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (myocarditis) ที่ซ่อนอยู่

2.) การติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด แบคทีเรียบางชนิดอาจส่งผลต่อหัวใจและระบบไฟฟ้าหัวใจ เช่น บาร์โทเนลลา (Bartonella)  สเตร็ปโตค็อกคัส(Streptococcus) สแตฟฟิโลค็อกคัส(Staphylococcus) แม้ยังไม่ใช่สาเหตุหลักของ Sudden Death แต่มีงานวิจัยที่เริ่มพบความเชื่อมโยงกับภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (myocarditis) หรือ inflammatory cardiomyopathy แบบเงียบ ๆ

เสียชีวิตเฉียบพลันไม่ได้เกิดเฉพาะผู้สูงอายุ

พญ.สุรีย์รัตน์ กล่าวด้วยว่า หลายคนมักคิดว่า “ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน” หรือ Sudden Cardiac Death (SCD) จะเกิดเฉพาะกับผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยโรคหัวใจเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง ปัจจุบันเราพบ Sudden Death ในคนอายุน้อย นักกีฬา คนทำงานหนัก หรือแม้แต่คนที่ดูสุขภาพดีมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งการเสียชีวิตเฉียบพลันในคนอายุน้อยและนักกีฬาส่วนใหญ่มาจาก โรคหัวใจที่ซ่อนอยู่โดยไม่รู้ตัว

เช่น ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจหนาผิดปกติ หรือโรคหลอดเลือดหัวใจผิดปกติแต่กำเนิด รวมถึง วิถีชีวิตที่เครียด พักผ่อนน้อย และฝุ่น PM2.5 เป็น ปัจจัยกระตุ้น ที่ทำให้หัวใจที่ผิดปกติอยู่แล้วทำงานหนักจนเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือวายเฉียบพลัน

- ความเครียดและการพักผ่อนไม่พอ: ทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียด (เช่น คอร์ติซอลและอะดรีนาลีน) อย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้น อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงของหลอดเลือดหัวใจตีบตันแบบเฉียบพลัน

- PM2.5: อนุภาคฝุ่นขนาดจิ๋วนี้สามารถแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยตรง ทำให้เกิดการอักเสบของหลอดเลือด ส่งผลให้เลือดหนืดขึ้น และกระตุ้นให้หัวใจทำงานหนักเพื่อสูบฉีดเลือด ในกรณีของผู้ที่มีโรคหัวใจแอบแฝง การสูดดม PM2.5 ปริมาณมากอาจเป็นตัวจุดชนวนให้หัวใจวายได้

ในการแยกความแตกต่างระหว่าง "เหนื่อยจากการออกกำลังกายปกติ" กับ "เหนื่อยที่เป็นสัญญาณอันตราย"นั้น  อาการเหนื่อยจากการออกกำลังกายปกติจะค่อยๆ ดีขึ้นเมื่อได้พัก หายใจเร็วขึ้นแต่เป็นจังหวะ และสามารถพูดเป็นประโยคได้ แต่หากเป็น สัญญาณอันตราย จะเหนื่อยหอบรุนแรง แน่นหน้าอกคล้ายถูกบีบรัด เจ็บร้าวไปที่แขนหรือกราม เวียนหัว หน้ามืด วิงเวียนคล้ายจะเป็นลม หัวใจเต้นผิดจังหวะหรือใจสั่นผิดปกติ และอาการไม่ดีขึ้นแม้หยุดพัก

แพทย์แนะนำให้แยกแยะอาการและสังเกตสัญญาณเตือน ดังนี้

 สัญญาณอันตรายที่ต้อง "หยุดทันที" (Red Flags)

-เจ็บแน่นหน้าอก: รู้สึกเหมือนมีของหนักกดทับหรือถูกบีบรัด บางครั้งร้าวไปที่กราม คอ หรือแขนซ้าย

-หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ หรือจะเป็นลม: อาจเกิดจากหัวใจบีบตัวผิดปกติทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ

-ใจสั่น หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ: รู้สึกเหมือนหัวใจกระตุก เต้นรัวเร็ว หรือสะดุดอย่างรุนแรง

-หอบเหนื่อยผิดปกติ: เหนื่อยมากจนไม่สามารถพูดเป็นประโยคได้ หรือหายใจไม่อิ่ม

-เหงื่อแตกพลั่กผิดปกติ: มีเหงื่อออกมากทั้งที่อากาศเย็น หรือไม่ได้ออกแรงมาก

-ริมฝีปากหรือปลายนิ้วเขียวคล้ำ: บ่งบอกถึงภาวะขาดออกซิเจนอย่างรุนแรง


เช็กด่วน! เหนื่อยแบบไหนอันตราย? สัญญาณ ‘หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน’

เหนื่อยแบบปกติ (Healthy Fatigue)

-การตอบสนอง: ร่างกายจะค่อยๆ หอบเหนื่อย หายใจลึกและเร็วขึ้น แต่ยังสามารถควบคุมจังหวะได้

-การสื่อสาร: ยังสามารถพูดคุยเป็นคำๆ หรือเป็นประโยคสั้นๆ ได้ โดยไม่ขาดช่วงมากเกินไป

-การตอบสนองต่อการพัก: เมื่อหยุดออกกำลังกายหรือลดความหนักลง อาการเหนื่อยจะค่อยๆ บรรเทาลงภายใน 3-5 นาที

-ความรู้สึกเมื่อยล้ากล้ามเนื้อและร่างกายใช้พลังงานหมด แต่ไม่มีอาการเจ็บป่วยหรือหน้ามืดร่วมด้วย

นาทีทอง คือ 4 นาทีแรก

พญ.สุรีย์รัตน์ ย้ำว่า หากคนใกล้ชิดวูบหมดสติเฉียบพลัน "นาทีทอง" คือ 4 นาทีแรก การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานอย่างรวดเร็วเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ทักษะช่วยชีวิตที่คนทั่วไปควรมีประกอบด้วย การประเมินสถานการณ์, การปั๊มหัวใจ (CPR), และการใช้ เครื่องกระตุ้นหัวใจด้วยไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED)

ทั้งนี้ เมื่อสมองขาดออกซิเจน เช่น จากภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันเซลล์สมองจะเริ่มเสียหายภายใน 3-4 นาที และหากปล่อยทิ้งไว้นานเกิน 10 นาที โอกาสรอดชีวิตจะลดลงเหลือเกือบศูนย์ การช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีภายใน 4 นาทีแรกจะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้ถึง 2-3 เท่า