วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม 2569

Login
Login

สบส.ลุยแก้ ‘พ.ร.บ.อุ้มบุญ’  เปิดให้เจ้าของ ‘ส่งออกอสุจิ ไข่ ตัวอ่อน’

สบส. เดินหน้าแก้ ‘พ.ร.บ.อุ้มบุญ’  ปรับเงื่อนไขการให้บริการแก่คู่สมรสที่มีชาวต่างชาติ -การกำหนดให้เจ้าของอสุจิ ไข่ หรือตัวอ่อน สามารถส่งออกอสุจิ ไข่ หรือตัวอ่อนได้ เปิดรับฟังความคิดเห็น ถึงสิ้นเดือน ก.ค. 69

นพ.ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ(สบส.) กล่าวว่า กรม สบส. ให้ความสำคัญกับ การปรับปรุงกฎหมายให้สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์(อุ้มบุญ) ซึ่งมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย และมีแนวโน้มมีภาวะมีบุตรยากเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์มีความก้าวหน้าและมีการใช้บริการมากขึ้น

จึงมีความจำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมายให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับบริบททางสังคม กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และมาตรฐานสากล ซึ่งการปรับปรุงกฎหมายครั้งนี้ ยังมุ่งสร้างความสมดุลระหว่างการส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์กับการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของเด็ก ผู้รับบริการ ผู้ให้กำเนิดแทน และบุคลากรทางการแพทย์ รวมทั้ง ยกระดับประสิทธิภาพ

การกำกับดูแล ป้องกันการแสวงหาประโยชน์ในเชิงพาณิชย์และการค้ามนุษย์ ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาประเทศสู่การเป็น Medical Hub ภายใต้กรอบกฎหมายที่มีความรัดกุม โปร่งใส และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

“เชื่อว่าการเปิดรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ จะเป็นกลไกสำคัญในการรวบรวมข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน เพื่อนำไปสู่การจัดทำกฎหมายที่มีความเหมาะสม เป็นธรรม และคุ้มครองสิทธิของเด็ก ผู้รับบริการ และบุคลากรทางการแพทย์อย่างมีประสิทธิภาพ” นพ.ภูวเดช กล่าว

ด้าน ทพ.อาคม รองอธิบดีกรม สบส. กล่าวต่อว่า สาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับปรับปรุง ประกอบด้วย การปรับแก้คำว่า "สามีภริยา" เป็น "คู่สมรส" เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายและเปิดโอกาสให้คู่สมรสที่เท่าเทียมสามารถเข้าถึงบริการได้ การเพิ่มพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย

การปรับเงื่อนไขการให้บริการแก่คู่สมรสที่มีชาวต่างชาติ การกำหนดให้เจ้าของอสุจิ ไข่ หรือตัวอ่อน สามารถส่งออกอสุจิ ไข่ หรือตัวอ่อนได้ รวมทั้ง การปรับเพิ่มอัตราโทษในความผิดที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดด้านการค้ามนุษย์และการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ

ทั้งนี้ กรม สบส. ขอเชิญชวนประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านระบบกลางทางกฎหมาย law.go.th ได้ตั้งแต่วันที่ 2 – 31 กรกฎาคม 2569 โดยความคิดเห็นของทุกภาคส่วนจะเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนากฎหมายให้มีความสมบูรณ์ ครอบคลุม และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและระบบบริการสุขภาพของประเทศไทยต่อไป