ยุคที่ระบบสาธารณสุขทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่จากการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ (Super Aged Society) ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งเศรษฐกิจและงบประมาณมหาศาล ทิศทางการดูแลสุขภาพจึงต้องเปลี่ยนจากการวิ่งตามโรคเป็นการดักหน้าเพื่อป้องกัน
เมื่อ 10 ปีก่อน คณะแพทยศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ได้มองเห็นโอกาสและความจำเป็นนี้ จึงกำหนดยุทธศาสตร์การสร้าง "แพทย์นวัตกร" เพื่อพัฒนากำลังคนทางการแพทย์ที่มีคุณภาพพร้อมรับมือวิกฤตสุขภาพแห่งอนาคต เป็นกำลังสำคัญในการยกระดับระบบสาธารณสุขไทย
เน้นการนำเทคโนโลยีทันสมัยอย่าง AI, IoT และ Telemedicine ผ่านโมเดลการเรียนรู้ข้ามศาสตร์และการขับเคลื่อน 5 สาขาวิชาบูรณาการองค์ความรู้ด้านการแพทย์ วิศวกรรมศาสตร์ ปัญญาประดิษฐ์(AI) และเทคโนโลยีสุขภาพ ที่ตอบโจทย์เมกะเทรนด์โลก ทั้งการแพทย์เชิงป้องกัน การแพทย์แม่นยำ สุขภาพดิจิทัล และ MedTech Innovation
และในการก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 2 คณะแพทยศาสตร์ สจล. มุ่งเปลี่ยนผ่านการทำงานของแพทย์จากยุค 4.0 เข้าสู่ยุค Health 5.0 ที่ให้ความสำคัญกับทั้ง “เทคโนโลยีและหัวใจความเป็นมนุษย์” รับการเปลี่ยนผ่านของโลกสู่ยุค Wellness Economy บูรณาการองค์ความรู้ด้านการแพทย์ วิศวกรรมศาสตร์ ปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีสุขภาพ
ความท้าทายต่อระบบสาธารณสุข
ศ.นพ.สมชาย ธนวัฒนาเจริญ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า ระบบสาธารณสุขไทยและโลกในทศวรรษใหม่มีความท้าทายสำคัญที่ต้องรับมือ อาทิ
- สังคมสูงอายุระดับสุดยอด (Super-Aged Society) ประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปทะลุ 20% ส่งผลให้เกิดภาวะพึ่งพิงสูงและแรงงานทางการแพทย์ขาดแคลน
- การเพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs Crisis) จากสถิติผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดัน และหัวใจ พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่องบประมาณด้านสุขภาพของภาครัฐที่เพิ่มขึ้น
- การเกิดโรคอุบัติใหม่ จากการกลายพันธุ์ของเชื้อโรคและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่พร้อมดิสรัปต์ระบบสาธารณสุขในหลาย ๆ ประเทศ
- ความเหลื่อมล้ำด้านวิกฤตสุขภาพจิต โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีอัตราความเครียดสะสมสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ทำให้ตลาด Mental Wellness ทั่วโลกโตทะยานกว่า 10.1% รวมถึง ค่าใช้จ่ายจากการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างประเทศสูง ซึ่งแม้ไทยจะเป็นศูนย์กลางการแพทย์แต่ยังต้องนำเข้าเทคโนโลยี เครื่องมือแพทย์จากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูง ซึ่งสร้างความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางสาธารณสุขในระยะยาว
ทั้งนี้ นิยามของสาธารณสุขโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุค ‘Reactive Medicine’ หรือการรักษาโรคไปสู่การแพทย์เชิงป้องกันและการแพทย์แบบเฉพาะบุคคล (Public Health, Prevention & Personalized Medicine) สอดรับกับตลาดสุขภาพในประเทศไทย
สจล.เร่งสร้าง ‘แพทย์นวัตกร’
ศ.นพ.สมชาย กล่าวเสริมว่า ภาคส่วนทางการแพทย์และสถาบันการศึกษา จำเป็นต้องปรับการทำงานแบบเดิม สู่การวางแนวทางเชิงรุกมากขึ้น ทั้งการสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจและการแข่งขันด้วยการบ่มเพาะบุคลากรแพทย์ให้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีขั้นสูงทั้ง AI และ Digital Healthcare เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมไทยสู่ตลาดสากล ส่วนต่อมาคือการสร้างระบบรองรับวิกฤตผ่านการพัฒนานวัตกรรมการแพทย์เชิงป้องกันและการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างประชากรไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุ
คณะแพทยศาสตร์ สจล.จึงเร่งสร้าง ‘แพทย์นวัตกร’ (Medical Innovator) ซึ่งถือเป็นเมกะเทรนด์ในวงการแพทย์และการศึกษาที่บุกเบิกและขับเคลื่อนจนประสบความสำเร็จมาตลอด 1 ทศวรรษ โดยมีโมเดลการพัฒนาบัณฑิตแพทย์ ได้แก่
• True Interdisciplinary Learning (บูรณาการข้ามศาสตร์จริง) สจล. นำจุดแข็งในฐานะ The World Master of Innovation มาหลอมรวมกับศาสตร์การแพทย์ ซึ่งนักศึกษาแพทย์ที่นี่ไม่ได้เรียนรู้เฉพาะในห้องตรวจหรือหอผู้ป่วย แต่ทำงานร่วมกับคณะต่างๆ ของ สจล.
• Global Ecosystem & Advanced Infra การเรียนการสอนภายใต้มาตรฐานสากลและเครือข่ายโรงพยาบาลชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ พร้อมทั้งการขับเคลื่อนผ่าน Medical Innovation Lab และ Health Education Centre ศูนย์กลางการเรียนรู้ที่จำลองสถานการณ์เสมือนจริงด้วยเทคโนโลยีระดับสูง เพื่อเตรียมความพร้อมให้บัณฑิตสามารถทำงานทัดเทียมกับนานาชาติ
ความแตกต่างของบัณฑิตแพทย์ สจล.
ความแตกต่างของบัณฑิตแพทย์จากรั้ว สจล. จากหลักสูตรแพทย์ทั่วไป โดยการกำหนดให้นักศึกษาทุกคนต้องสร้างงานวิจัยหรือนวัตกรรมเป็นวิชาบังคับก่อนจบการศึกษา เพื่อฝึกให้แพทย์สามารถหาโซลูชันแก้ปัญหา (Pain Points) ที่เกิดขึ้นจริงในการทำงาน
ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา คณะแพทยศาสตร์ สจล. ได้สร้าง “แพทย์นวัตกร” มาแล้ว 3 รุ่น รับได้รุ่นละประมาณ 20-50 คน โดยมีพื้นฐานด้านความสามารถแพทย์และการคิดค้นวิจัยพัฒนา ด้วยทักษะที่มีความเข้าใจความเป็นมนุษย์และมีความเป็นสากล
โดยนักศึกษาได้ถูกปลูกฝังกรอบความคิดด้านนวัตกรรมและกระบวนการคิดเชิงสร้างสรรค์ (Design Thinking) ยืดหยุ่น เพื่อสะท้อนถึงปัญหาของผู้ป่วยอย่างรอบด้าน พร้อมสามารถตั้งคำถามอันนำไปสู่การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการใช้เทคโนโลยีกับการดูแลผู้ป่วยอย่างมีมนุษยธรรม
ควบคู่กับการพัฒนาระบบนิเวศด้านสุขภาพเชิงนวัตกรรม ขยายโอกาสการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ให้สะดวกและทั่วถึงมากยิ่งขึ้น รองรับความท้าทายของระบบสาธารณสุขไทยและการก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ (Well-Aging)
สร้างนวัตกรรมตอบโจทย์ชุมชน
“การสร้าง แพทย์นวัตกรไม่ใช่เพียงการผลิตบุคลากรทางการแพทย์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก แต่คือการสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพ ที่สามารถเชื่อมโยงศาสตร์การแพทย์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้าด้วยกัน เพื่อพัฒนาแนวทางการดูแลรักษาใหม่ ๆ และสร้างความมั่นคงทางสุขภาพให้กับประเทศ”ศ.นพ.สมชาย กล่าว
ตัวอย่างความสำเร็จของแพทย์นวัตกรที่จับต้องได้ อาทิ พัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ชีวิตยุคใหม่ เช่น AI ช่วยวินิจฉัยภาพเอกซเรย์และคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ,เครื่องตรวจเลือดที่รวดเร็วขึ้น ,แอปพลิเคชันรำชี่กงประกอบการออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุ ไปจนถึง "ตู้จ่ายยาอัจฉริยะ" ที่ช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาล
นวัตกรรมเหล่านี้ไม่ได้ถูกคิดค้นขึ้นลอยๆ แต่เกิดจากการลงพื้นที่ชุมชน "Smart District" ที่คลองเขื่อน จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อสำรวจปัญหาจริงของชาวบ้าน แล้วนำกลับมาคิดค้นนวัตกรรมหรือแอปพลิเคชันเพื่อช่วยคัดกรองและดูแลสุขภาพเบื้องต้นผ่านระบบ Telehealth เพื่อให้คนในชุมชนดูแลตัวเองได้โดยไม่ต้องเดินทางมาโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็น
เช่น ผู้สูงอายุมีภาวะซึมเศร้า หรือความยากลำบากในการเดินทางมาพบแพทย์ นำมาสู่การสร้างเครื่องมือที่ช่วยให้คนในชุมชนดูแลสุขภาพตัวเองได้เบื้องต้นและรับการคัดกรองโรคได้รวดเร็วขึ้น
แพทย์ สจล. ในทศวรรษที่ 2 มุ่งสู่ Health 5.0
สำหรับทิศทางดำเนินงานในทศวรรษหน้าของคณะแพทยศาสตร์ สจล. ศ.นพ.สมชาย กล่าวว่า มุ่งยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในการเป็นเมดิคัลฮับในภูมิภาคอาเซียน และเปลี่ยนจาก “ผู้ใช้และผู้นำเข้าเทคโนโลยีทางการแพทย์” ไปสู่การเป็น “ผู้สร้างองค์ความรู้ งานวิจัยและนวัตกรรมสุขภาพ” ผ่านการพัฒนากำลังบุคลากรทางการแพทย์ที่มีศักยภาพสูงเพื่อสร้างงานวิจัยและเทคโนโลยีสุขภาพที่ตอบโจทย์ความท้าทายของโลกยุคใหม่
ภายใต้สาขาวิชาแพทยศาสตรบัณฑิต (นานาชาติ) หลักสูตร 6 ปี โดยผลักดันรูปแบบการศึกษาแพทยศาสตร์แนวใหม่ที่ผสานองค์ความรู้ทางการแพทย์เข้ากับ AI, Digital Health และนวัตกรรมขั้นสูง เพื่อสร้างบัณฑิตแพทย์นวัตกรที่สามารถพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมของไทยสู่เวทีโลก ภายใต้วิสัยทัศน์ “Innovation for better life” หรือการสร้างสุขภาพที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน
ผ่านแนวทางการดำเนินงาน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่
• ความร่วมมือภายในสถาบัน (Internal Integration) โดยมุ่งสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ร่วมกันกับกลุ่มผู้นำด้านเทคโนโลยีของ สจล. พร้อมทำวิจัยและพัฒนานวัตกรรมร่วมกับคณะต่างๆ ใน สจล. อาทิ คณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ เป็นต้น
• ความร่วมมือกับพันธมิตรภายนอก (External Alliance) เร่งขยายเครือข่ายความร่วมมืออย่างรอบด้าน โดยจับมือกับหน่วยงานที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ทั้งสถาบันวิจัยระดับชาติ ภาคเอกชน และกลุ่มสตาร์ทอัพด้าน MedTech ชั้นนำ เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เข้าถึงกระบวนการทดสอบทางคลินิก และการบ่มเพาะธุรกิจนวัตกรรม ควบคู่ไปกับการร่วมมือกับโรงพยาบาลและโรงเรียนแพทย์ชั้นนำในต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนนักศึกษาและร่วมวิจัยนวัตกรรมการรักษาระดับสากล
• การปฏิรูปและยกระดับหลักสูตร (Curriculum Modernization) ปรับปรุงหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตนานาชาติให้มีความยืดหยุ่นสูงและก้าวทันเทคโนโลยี โดยเพิ่มมิติการเรียนรู้แบบ Action-Based Learning ที่เน้นให้ผู้เรียนลงมือแก้โจทย์จริงหน้างาน พร้อมทั้งแทรกชุดความรู้ด้าน Digital Health, Telehealth และทักษะการเป็นผู้ประกอบการเทคโนโลยีทางการแพทย์ เพื่อให้มั่นใจว่าบัณฑิตแพทย์ที่สำเร็จการศึกษาจะมีทักษะความเป็นผู้นำและการคิดค้นนวัตกรรมข้างเตียงคนไข้ (Bedside Innovation) ที่สามารถใช้งานได้จริง
“การดำเนินงานที่กำลังก้าวสู่ทศวรรษที่ 2 คณะตั้งเป้ามุ่งสู่ Health 5.0 ซึ่งเป็นการสร้างความสมดุลระหว่างการใช้เทคโนโลยี (4.0) กับความเข้าใจในความเป็นมนุษย์ (5.0) บัณฑิตแพทย์จะต้องเป็นทั้งนวัตกรที่ผลิตเทคโนโลยีเองได้และเป็นผู้รักษาที่ดูแลคนไข้ด้วยหัวใจ มีจริยธรรม และมีความอ่อนน้อมถ่อมตน”ศ.นพ.สมชายกล่าว


