วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม 2569

Login
Login

‘แพทย์นวัตกร’ ผสาน 'เทคโนโลยี'และ 'หัวใจความเป็นมนุษย์' สู่ยุค Health 5.0

ยุคที่ระบบสาธารณสุขทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่จากการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ (Super Aged Society) ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งเศรษฐกิจและงบประมาณมหาศาล ทิศทางการดูแลสุขภาพจึงต้องเปลี่ยนจากการวิ่งตามโรคเป็นการดักหน้าเพื่อป้องกัน

เมื่อ 10 ปีก่อน คณะแพทยศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ได้มองเห็นโอกาสและความจำเป็นนี้ จึงกำหนดยุทธศาสตร์การสร้าง "แพทย์นวัตกร" เพื่อพัฒนากำลังคนทางการแพทย์ที่มีคุณภาพพร้อมรับมือวิกฤตสุขภาพแห่งอนาคต เป็นกำลังสำคัญในการยกระดับระบบสาธารณสุขไทย

เน้นการนำเทคโนโลยีทันสมัยอย่าง AI, IoT และ Telemedicine ผ่านโมเดลการเรียนรู้ข้ามศาสตร์และการขับเคลื่อน 5 สาขาวิชาบูรณาการองค์ความรู้ด้านการแพทย์ วิศวกรรมศาสตร์ ปัญญาประดิษฐ์(AI) และเทคโนโลยีสุขภาพ  ที่ตอบโจทย์เมกะเทรนด์โลก ทั้งการแพทย์เชิงป้องกัน การแพทย์แม่นยำ สุขภาพดิจิทัล และ MedTech Innovation

และในการก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 2 คณะแพทยศาสตร์ สจล. มุ่งเปลี่ยนผ่านการทำงานของแพทย์จากยุค 4.0 เข้าสู่ยุค Health 5.0 ที่ให้ความสำคัญกับทั้ง “เทคโนโลยีและหัวใจความเป็นมนุษย์” รับการเปลี่ยนผ่านของโลกสู่ยุค Wellness Economy บูรณาการองค์ความรู้ด้านการแพทย์ วิศวกรรมศาสตร์ ปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีสุขภาพ

‘แพทย์นวัตกร’ ผสาน 'เทคโนโลยี'และ 'หัวใจความเป็นมนุษย์' สู่ยุค Health 5.0

ความท้าทายต่อระบบสาธารณสุข

ศ.นพ.สมชาย ธนวัฒนาเจริญ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง  (สจล.) กล่าวว่า ระบบสาธารณสุขไทยและโลกในทศวรรษใหม่มีความท้าทายสำคัญที่ต้องรับมือ อาทิ

  • สังคมสูงอายุระดับสุดยอด (Super-Aged Society) ประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปทะลุ 20% ส่งผลให้เกิดภาวะพึ่งพิงสูงและแรงงานทางการแพทย์ขาดแคลน 
  • การเพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs Crisis) จากสถิติผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดัน และหัวใจ พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่องบประมาณด้านสุขภาพของภาครัฐที่เพิ่มขึ้น 
  • การเกิดโรคอุบัติใหม่ จากการกลายพันธุ์ของเชื้อโรคและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่พร้อมดิสรัปต์ระบบสาธารณสุขในหลาย ๆ ประเทศ 
  • ความเหลื่อมล้ำด้านวิกฤตสุขภาพจิต โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีอัตราความเครียดสะสมสูงสุดเป็นประวัติการณ์

 ทำให้ตลาด Mental Wellness ทั่วโลกโตทะยานกว่า 10.1% รวมถึง ค่าใช้จ่ายจากการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างประเทศสูง ซึ่งแม้ไทยจะเป็นศูนย์กลางการแพทย์แต่ยังต้องนำเข้าเทคโนโลยี เครื่องมือแพทย์จากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูง ซึ่งสร้างความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางสาธารณสุขในระยะยาว

ทั้งนี้ นิยามของสาธารณสุขโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุค ‘Reactive Medicine’ หรือการรักษาโรคไปสู่การแพทย์เชิงป้องกันและการแพทย์แบบเฉพาะบุคคล (Public Health, Prevention & Personalized Medicine) สอดรับกับตลาดสุขภาพในประเทศไทย

สจล.เร่งสร้าง ‘แพทย์นวัตกร’

ศ.นพ.สมชาย กล่าวเสริมว่า ภาคส่วนทางการแพทย์และสถาบันการศึกษา จำเป็นต้องปรับการทำงานแบบเดิม สู่การวางแนวทางเชิงรุกมากขึ้น ทั้งการสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจและการแข่งขันด้วยการบ่มเพาะบุคลากรแพทย์ให้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีขั้นสูงทั้ง AI และ Digital Healthcare เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมไทยสู่ตลาดสากล  ส่วนต่อมาคือการสร้างระบบรองรับวิกฤตผ่านการพัฒนานวัตกรรมการแพทย์เชิงป้องกันและการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างประชากรไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุ
คณะแพทยศาสตร์ สจล.จึงเร่งสร้าง ‘แพทย์นวัตกร’ (Medical Innovator) ซึ่งถือเป็นเมกะเทรนด์ในวงการแพทย์และการศึกษาที่บุกเบิกและขับเคลื่อนจนประสบความสำเร็จมาตลอด 1 ทศวรรษ  โดยมีโมเดลการพัฒนาบัณฑิตแพทย์ ได้แก่

• True Interdisciplinary Learning (บูรณาการข้ามศาสตร์จริง) สจล. นำจุดแข็งในฐานะ The World Master of Innovation มาหลอมรวมกับศาสตร์การแพทย์ ซึ่งนักศึกษาแพทย์ที่นี่ไม่ได้เรียนรู้เฉพาะในห้องตรวจหรือหอผู้ป่วย แต่ทำงานร่วมกับคณะต่างๆ ของ สจล.

• Global Ecosystem & Advanced Infra การเรียนการสอนภายใต้มาตรฐานสากลและเครือข่ายโรงพยาบาลชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ พร้อมทั้งการขับเคลื่อนผ่าน Medical Innovation Lab และ Health Education Centre ศูนย์กลางการเรียนรู้ที่จำลองสถานการณ์เสมือนจริงด้วยเทคโนโลยีระดับสูง เพื่อเตรียมความพร้อมให้บัณฑิตสามารถทำงานทัดเทียมกับนานาชาติ

ความแตกต่างของบัณฑิตแพทย์ สจล.

ความแตกต่างของบัณฑิตแพทย์จากรั้ว สจล. จากหลักสูตรแพทย์ทั่วไป โดยการกำหนดให้นักศึกษาทุกคนต้องสร้างงานวิจัยหรือนวัตกรรมเป็นวิชาบังคับก่อนจบการศึกษา เพื่อฝึกให้แพทย์สามารถหาโซลูชันแก้ปัญหา (Pain Points) ที่เกิดขึ้นจริงในการทำงาน

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา คณะแพทยศาสตร์ สจล. ได้สร้าง “แพทย์นวัตกร” มาแล้ว 3 รุ่น รับได้รุ่นละประมาณ 20-50 คน โดยมีพื้นฐานด้านความสามารถแพทย์และการคิดค้นวิจัยพัฒนา ด้วยทักษะที่มีความเข้าใจความเป็นมนุษย์และมีความเป็นสากล

‘แพทย์นวัตกร’ ผสาน 'เทคโนโลยี'และ 'หัวใจความเป็นมนุษย์' สู่ยุค Health 5.0

โดยนักศึกษาได้ถูกปลูกฝังกรอบความคิดด้านนวัตกรรมและกระบวนการคิดเชิงสร้างสรรค์ (Design Thinking) ยืดหยุ่น เพื่อสะท้อนถึงปัญหาของผู้ป่วยอย่างรอบด้าน พร้อมสามารถตั้งคำถามอันนำไปสู่การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการใช้เทคโนโลยีกับการดูแลผู้ป่วยอย่างมีมนุษยธรรม

ควบคู่กับการพัฒนาระบบนิเวศด้านสุขภาพเชิงนวัตกรรม ขยายโอกาสการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ให้สะดวกและทั่วถึงมากยิ่งขึ้น รองรับความท้าทายของระบบสาธารณสุขไทยและการก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ (Well-Aging)

สร้างนวัตกรรมตอบโจทย์ชุมชน

“การสร้าง แพทย์นวัตกรไม่ใช่เพียงการผลิตบุคลากรทางการแพทย์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก แต่คือการสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพ ที่สามารถเชื่อมโยงศาสตร์การแพทย์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้าด้วยกัน เพื่อพัฒนาแนวทางการดูแลรักษาใหม่ ๆ และสร้างความมั่นคงทางสุขภาพให้กับประเทศ”ศ.นพ.สมชาย กล่าว 

ตัวอย่างความสำเร็จของแพทย์นวัตกรที่จับต้องได้ อาทิ พัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ชีวิตยุคใหม่ เช่น AI ช่วยวินิจฉัยภาพเอกซเรย์และคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ,เครื่องตรวจเลือดที่รวดเร็วขึ้น ,แอปพลิเคชันรำชี่กงประกอบการออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุ ไปจนถึง "ตู้จ่ายยาอัจฉริยะ" ที่ช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาล

นวัตกรรมเหล่านี้ไม่ได้ถูกคิดค้นขึ้นลอยๆ แต่เกิดจากการลงพื้นที่ชุมชน "Smart District" ที่คลองเขื่อน จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อสำรวจปัญหาจริงของชาวบ้าน  แล้วนำกลับมาคิดค้นนวัตกรรมหรือแอปพลิเคชันเพื่อช่วยคัดกรองและดูแลสุขภาพเบื้องต้นผ่านระบบ Telehealth เพื่อให้คนในชุมชนดูแลตัวเองได้โดยไม่ต้องเดินทางมาโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็น

เช่น ผู้สูงอายุมีภาวะซึมเศร้า หรือความยากลำบากในการเดินทางมาพบแพทย์ นำมาสู่การสร้างเครื่องมือที่ช่วยให้คนในชุมชนดูแลสุขภาพตัวเองได้เบื้องต้นและรับการคัดกรองโรคได้รวดเร็วขึ้น
‘แพทย์นวัตกร’ ผสาน 'เทคโนโลยี'และ 'หัวใจความเป็นมนุษย์' สู่ยุค Health 5.0

แพทย์ สจล. ในทศวรรษที่ 2 มุ่งสู่ Health 5.0

สำหรับทิศทางดำเนินงานในทศวรรษหน้าของคณะแพทยศาสตร์ สจล. ศ.นพ.สมชาย กล่าวว่า   มุ่งยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในการเป็นเมดิคัลฮับในภูมิภาคอาเซียน และเปลี่ยนจาก “ผู้ใช้และผู้นำเข้าเทคโนโลยีทางการแพทย์” ไปสู่การเป็น “ผู้สร้างองค์ความรู้ งานวิจัยและนวัตกรรมสุขภาพ” ผ่านการพัฒนากำลังบุคลากรทางการแพทย์ที่มีศักยภาพสูงเพื่อสร้างงานวิจัยและเทคโนโลยีสุขภาพที่ตอบโจทย์ความท้าทายของโลกยุคใหม่

ภายใต้สาขาวิชาแพทยศาสตรบัณฑิต (นานาชาติ) หลักสูตร 6 ปี โดยผลักดันรูปแบบการศึกษาแพทยศาสตร์แนวใหม่ที่ผสานองค์ความรู้ทางการแพทย์เข้ากับ AI, Digital Health และนวัตกรรมขั้นสูง เพื่อสร้างบัณฑิตแพทย์นวัตกรที่สามารถพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมของไทยสู่เวทีโลก ภายใต้วิสัยทัศน์ “Innovation for better life” หรือการสร้างสุขภาพที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน

ผ่านแนวทางการดำเนินงาน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่

•        ความร่วมมือภายในสถาบัน (Internal Integration) โดยมุ่งสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ร่วมกันกับกลุ่มผู้นำด้านเทคโนโลยีของ สจล. พร้อมทำวิจัยและพัฒนานวัตกรรมร่วมกับคณะต่างๆ ใน สจล. อาทิ คณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ เป็นต้น

•        ความร่วมมือกับพันธมิตรภายนอก (External Alliance) เร่งขยายเครือข่ายความร่วมมืออย่างรอบด้าน โดยจับมือกับหน่วยงานที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ทั้งสถาบันวิจัยระดับชาติ ภาคเอกชน และกลุ่มสตาร์ทอัพด้าน MedTech ชั้นนำ เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เข้าถึงกระบวนการทดสอบทางคลินิก และการบ่มเพาะธุรกิจนวัตกรรม ควบคู่ไปกับการร่วมมือกับโรงพยาบาลและโรงเรียนแพทย์ชั้นนำในต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนนักศึกษาและร่วมวิจัยนวัตกรรมการรักษาระดับสากล

•        การปฏิรูปและยกระดับหลักสูตร (Curriculum Modernization) ปรับปรุงหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตนานาชาติให้มีความยืดหยุ่นสูงและก้าวทันเทคโนโลยี โดยเพิ่มมิติการเรียนรู้แบบ Action-Based Learning ที่เน้นให้ผู้เรียนลงมือแก้โจทย์จริงหน้างาน พร้อมทั้งแทรกชุดความรู้ด้าน Digital Health, Telehealth และทักษะการเป็นผู้ประกอบการเทคโนโลยีทางการแพทย์ เพื่อให้มั่นใจว่าบัณฑิตแพทย์ที่สำเร็จการศึกษาจะมีทักษะความเป็นผู้นำและการคิดค้นนวัตกรรมข้างเตียงคนไข้ (Bedside Innovation) ที่สามารถใช้งานได้จริง

“การดำเนินงานที่กำลังก้าวสู่ทศวรรษที่ 2 คณะตั้งเป้ามุ่งสู่ Health 5.0 ซึ่งเป็นการสร้างความสมดุลระหว่างการใช้เทคโนโลยี (4.0) กับความเข้าใจในความเป็นมนุษย์ (5.0) บัณฑิตแพทย์จะต้องเป็นทั้งนวัตกรที่ผลิตเทคโนโลยีเองได้และเป็นผู้รักษาที่ดูแลคนไข้ด้วยหัวใจ มีจริยธรรม และมีความอ่อนน้อมถ่อมตน”ศ.นพ.สมชายกล่าว