วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม 2569

Login
Login

สธ.ทุ่มปีละ 1,400 ล้าน จ้าง 'อาสาพยาบาลชุมชน' ลุยพื้นที่ 4 ภารกิจ

สธ.ทุ่มปีละ 1,400 ล้านบาท ปั้น “อาสาพยาบาลชุมชน”  ปีแรกกว่า 7,000 คน ครอบคลุม 76 จังหวัด ตำบลละ 1 คน จ้างเหมา 2 ปี มอบ 4 ภารกิจสำคัญ ประเมินทุกปีไม่ผ่านเลิกจ้าง

เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ที่กระทรวงสาธารณสุข นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.) แถลงการเปิดรับสมัครบุคคลเข้าคัดเลือกเป็นอาสาพยาบาลชุมชน (อสพ.)ว่า ขณะนี้มีการเปิดรับสมัครอสพ.แล้วตั้งแต่ 15-31 ก.ค.2569 ปีแรกจำนวน 7,256 คน ครอบคลุม 76 จังหวัด ตำบลละ 1 คน  และมีเป้าหมาย 1 อสพ.ดูแลผู้ป่วย 5  คน ซึ่งรัฐบาลไม่ได้มีเจตนาสร้างตำแหน่งใหม่ที่ผูกติดกับบุคคล แต่ต้องการยกระดับคุณภาพการดูแลประชาชนในระดับปฐมภูมิ  แต่อสพ.จะเป็นกำลังสำคัญเชื่อมการทำงานระหว่างโรงพยาบาล ชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และผู้ดูแลผู้ป่วย (Caregiver)

 “ยืนยันว่าระบบจะเน้นการประเมินคุณภาพการทำงานเป็นหลัก ผู้ที่มีผลงานโดดเด่นจะได้รับสิทธิประโยชน์และโอกาสพัฒนาต่อยอดสู่วิชาชีพด้านสาธารณสุข ส่วนผู้ที่มีผลการประเมินต่ำจะได้รับการพัฒนา หากยังไม่ผ่านเกณฑ์ก็จะยุติการจ้างงาน”นายพัฒนากล่าว

ถามว่ามีข้อกังวลจากหลายพื้นที่ว่าการคัดเลือก อสพ.อาจถูกใช้เป็นฐานเสียงทางการเมือง รวมถึง จะมีความยั่งยืนของโครงการ นายพัฒนา กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับโครงการอาสาพยาบาลชุมชนอย่างมาก และมั่นใจว่าจะได้รับการสนับสนุนตลอดอายุรัฐบาลชุดนี้ ส่วนอนาคตหากมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เชื่อว่าโครงการจะยังคงเดินหน้าต่อ เพราะมีหลักเกณฑ์การคัดเลือก การอบรม และการประเมินผลที่ชัดเจน เน้นคุณภาพการดูแลประชาชนเป็นสำคัญ ไม่ได้เป็นโครงการที่ผูกติดกับรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง

เมื่อถามย้ำถึงข้อครหาว่าอาจมีการคัดเลือกบุคคลเพื่อสร้างฐานเสียงให้พรรคการเมือง นายพัฒนา กล่าวว่า พรรคการเมืองไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการคัดเลือก โดยจะมีคณะอนุกรรมการระดับจังหวัด ซึ่งมีนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเป็นประธาน และมีตัวแทนจากภาคส่วนต่างๆ รวมถึงตัวแทน อสม.ร่วมพิจารณา จึงเชื่อมั่นได้ว่าการคัดเลือกจะยึดหลักคุณภาพและความโปร่งใสเป็นสำคัญ

นพ.ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กล่าวว่า การจ้าง อสพ.ในระยะแรกจะเป็นลักษณะจ้างเหมารายเดือน ค่าตอบแทนเดือนละ 15,000 บาท ทำสัญญา 2 ปี และประเมินผลทุกปี โดยผู้ที่มีผลการประเมินอยู่ใน 10% แรกจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เช่น โอกาสศึกษาต่อในสาขาพยาบาล ขณะที่ผู้ที่มีผลการประเมินอยู่ใน 10% ท้ายจะต้องเข้ารับการพัฒนา หากประเมินซ้ำแล้วยังไม่ผ่านเกณฑ์จะยุติการจ้างงาน สำหรับการจ้าง อสพ. ใช้งบประมาณ 1,400 ล้านบาทต่อปี

ถามถึงระบบติดตามและตรวจสอบการทำงานของอสพ.นั้น นพ.ภูวเดช กล่าวว่า จะมีคณะกรรมการประเมินผลทั้งด้านความรู้และผลการปฏิบัติงาน โดยการประเมินเชิงปริมาณจะดำเนินการผ่านตัวชี้วัด (KPI) ของสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ ส่วนการประเมินเชิงคุณภาพจะดำเนินการโดยทีมแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ทั้งนี้ อสพ.จะบันทึกผลการปฏิบัติงานผ่านมินิแอพพลิเคชั่น Community Care บนแอปพลิเคชันหมอพร้อม ทำให้สามารถติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการทำงานได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งหากผลการดำเนินงานเป็นที่ยอมรับ ก็จะเป็นพื้นฐานในการขยายจำนวน อสพ.ในอนาคต โดยมีเป้าหมายให้มี อสพ. 1 คนต่อ 1 หมู่บ้าน

ความแตกต่างระหว่าง อสพ.กับ อสม. อย่างไร นพ.ภูวเดช กล่าวว่า อสม.เป็นอาสาสมัครที่ทำงานลักษณะพาร์ตไทม์ มีอาชีพหลักของตนเอง ทำหน้าที่สำรวจข้อมูลและประสานงานด้านสุขภาพในชุมชน ขณะที่ อสพ.จะทำงานเต็มเวลาในเวลาราชการ มีหน้าที่ลงพื้นที่ดูแล ติดตาม ประเมิน และรายงานข้อมูลสุขภาพโดยตรง โดยภารกิจหลักประกอบด้วย

1.การดูแลผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงและผู้มีภาวะพึ่งพิง

2.การติดตามผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)

3.การดูแลแม่และเด็ก

4.การติดตามผู้ป่วยจิตเวช รวมถึงผู้ผ่านการบำบัดยาเสพติด เพื่อให้เกิดการดูแลต่อเนื่องในชุมชนอย่างเป็นระบบ