จากกรณีที่ญาติผู้ป่วยในจ.ยะลา ร้องเรียนกรณีถูก โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งเรียกเก็บเงินมัดจำล่วงหน้า 30,000 บาท ก่อนที่ผู้ป่วยวัย 76 ปี จะเข้ารับการผ่าตัดรักษาโรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง โดยผู้ป่วยใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทองในการรับบริการรักษาพยาบาล
ล่าสุด นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) มีการหารือร่วมกันอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าปัญหาลักษณะนี้จะถูกนำเข้าสู่การพิจารณาเพื่อหาแนวทางแก้ไข ส่วนการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โรงพยาบาลควรพยายามหลีกเลี่ยงการเรียกเก็บเงินจากผู้ป่วย และขอให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทุกแห่งใช้ดุลยพินิจอย่างรอบคอบ
“โรงพยาบาลพยายามอย่างที่สุดที่จะไม่เรียกเก็บเงินจากผู้ป่วย แต่ก็ต้องยอมรับว่าสุขภาพการเงินของโรงพยาบาลหลายแห่งมีข้อจำกัด หากสามารถปรับงบประมาณให้เหมาะสมมากขึ้น ปัญหาลักษณะนี้ก็น่าจะลดลง ซึ่งตัวเลขงบประมาณที่ต้องปรับจริง ๆ ไม่ได้มากนัก สิ่งสำคัญคือทำให้สามารถปรับระบบได้รวดเร็ว ไม่ต้องผ่านขั้นตอนคณะกรรมการจำนวนมากจนล่าช้า”นายพัฒนากล่าว
ด้านนพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ให้สัมภาษณ์ ว่า ผู้ป่วยรายดังกล่าวป่วยด้วยโรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง ซึ่งตามสิทธิประโยชน์บัตรทองครอบคลุมการรักษาด้วยการผ่าตัดแบบเปิด แต่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัยขึ้น ด้วยการใส่ขดลวดค้ำยันหลอดเลือดผ่านสายสวน หรือ สเตนต์((Stent) ที่มีความปลอดภัยมากกว่า โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ เพราะไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ มีความเสี่ยงต่ำกว่าการผ่าตัดเปิดแพทย์จึงเลือกใช้วิธีใส่สเตนต์กับผู้ป่วยที่มีอายุมากแล้ว
“ปัญหาอยู่ที่ราคาของอุปกรณ์ โดยสเตนต์มีราคาประมาณ 200,000-300,000 บาทต่อราย ขณะที่อัตราชดเชยของ สปสช. ยังต่ำกว่าต้นทุนจริงประมาณ 30,000 บาท ทำให้โรงพยาบาลต้องรับภาระส่วนต่างเอง”นพ.สมฤกษ์กล่าว
นพ.สมฤกษ์ กล่าวด้วยว่า ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา โรงพยาบาลในจังหวัดยะลาให้บริการรักษาด้วยวิธีดังกล่าวประมาณ 230-240 ราย และต้องนำเงินจากแหล่งอื่นมาชดเชยค่ารักษารวมกว่า 4.5-5 ล้านบาท ส่งผลให้โรงพยาบาลเริ่มขอความร่วมมือให้ผู้ป่วยร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายบางส่วน
“กรณีนี้จึงเป็นการขอให้ผู้ป่วยร่วมจ่าย ไม่ใช่เพราะโรงพยาบาลไม่รักษา แต่เป็นผลจากต้นทุนอุปกรณ์ที่ใช้ในการรักษาสูงกว่างบที่ได้รับ”นพ.สมฤกษ์กล่าว
นพ.สมฤกษ์ ย้ำว่า การร่วมจ่ายในลักษณะดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะโรงพยาบาลในจ.ยะลา แต่โรงเรียนแพทย์หลายแห่งก็มีการเรียกเก็บเงินร่วมจ่ายประมาณ 30,000-50,000 บาทเช่นกัน เนื่องจากงบประมาณที่ได้รับไม่ครอบคลุมต้นทุนของอุปกรณ์ อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยไม่มีเงินจริง โรงพยาบาลส่วนใหญ่ก็จะใช้งบประมาณจากแหล่งอื่นมาช่วยเหลือ ทำให้โรงพยาบาลต้องแบกรับภาระขาดทุนต่อเนื่อง
“เรื่องนี้สะท้อนว่าควรมีกลไกให้ผู้ให้บริการกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ( สปสช.) สามารถหารือและปรับอัตราชดเชยได้รวดเร็วขึ้น ให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเงินเฟ้อหรือราคาเครื่องมือแพทย์ เพื่อแก้ปัญหาในระยะยาว”นพ.สมฤกษ์กล่าว
นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า การรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้ โรงพยาบาลสามารถเบิกค่าใช้จ่ายได้ 2 ส่วน ได้แก่ ค่ารักษาพยาบาลในระบบ DRG และค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์ ซึ่งปัจจุบัน สปสช. ชดเชยค่าสเตนต์ประมาณ 200,000 บาท ขณะที่ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการของกรมบัญชีกลางเบิกได้ประมาณ 220,000 บาท แม้ตัวเลขจะต่างกันไม่มาก แต่เมื่อรวมค่ารักษาอื่น ๆ แล้ว โรงพยาบาลมองว่าภาพรวมของงบประมาณยังต่ำกว่าต้นทุนจริง
เบื้องต้นได้หารือร่วมกับปลัดกระทรวงสาธารณสุขแล้วว่า หากเป็นหัตถการแบบแผลเล็ก ซึ่งให้ผลการรักษาดีกว่าและลดความเสี่ยงของผู้ป่วย ก็ควรมีการทบทวนแนวทางการสนับสนุนงบประมาณ และอัตราชดเชยให้สอดคล้องกับต้นทุนการรักษา
"มีเป้าหมายลดภาระของโรงพยาบาล ควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิของผู้ป่วยไม่ให้ถูกปฏิเสธหรือถูกเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเกินกว่าหลักเกณฑ์ของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” นพ.จเด็จ กล่าว
ทั้งนี้ กรณีผู้ป่วยบัตรทองในจังหวัดยะลา ถูกเรียกเก็บเงินมัดจำก่อนเข้ารับการผ่าตัดครั้งนี้ สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เมื่อเทคโนโลยีทางการแพทย์พัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่การปรับอัตราชดเชยยังไม่ทันต่อราคาจริงของอุปกรณ์ ส่งผลให้โรงพยาบาลต้องแบกรับภาระขาดทุน หรือบางแห่งเริ่มขอให้ผู้ป่วยร่วมจ่าย


