วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม 2569

Login
Login

เปิดปม ‘รักษาฟรี’ แต่กลับต้อง ‘จ่ายส่วนต่าง’ เมื่อ ‘งบฯรัฐ’จัดให้ไม่ครอบคลุม ‘เทคโนโลยีใหม่’

จากกรณีที่ญาติผู้ป่วยในจ.ยะลา ร้องเรียนกรณีถูก โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งเรียกเก็บเงินมัดจำล่วงหน้า 30,000 บาท ก่อนที่ผู้ป่วยวัย 76 ปี จะเข้ารับการผ่าตัดรักษาโรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง โดยผู้ป่วยใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทองในการรับบริการรักษาพยาบาล

ล่าสุด นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) มีการหารือร่วมกันอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าปัญหาลักษณะนี้จะถูกนำเข้าสู่การพิจารณาเพื่อหาแนวทางแก้ไข ส่วนการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โรงพยาบาลควรพยายามหลีกเลี่ยงการเรียกเก็บเงินจากผู้ป่วย และขอให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทุกแห่งใช้ดุลยพินิจอย่างรอบคอบ

“โรงพยาบาลพยายามอย่างที่สุดที่จะไม่เรียกเก็บเงินจากผู้ป่วย แต่ก็ต้องยอมรับว่าสุขภาพการเงินของโรงพยาบาลหลายแห่งมีข้อจำกัด หากสามารถปรับงบประมาณให้เหมาะสมมากขึ้น ปัญหาลักษณะนี้ก็น่าจะลดลง ซึ่งตัวเลขงบประมาณที่ต้องปรับจริง ๆ ไม่ได้มากนัก สิ่งสำคัญคือทำให้สามารถปรับระบบได้รวดเร็ว ไม่ต้องผ่านขั้นตอนคณะกรรมการจำนวนมากจนล่าช้า”นายพัฒนากล่าว 

ด้านนพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ให้สัมภาษณ์ ว่า ผู้ป่วยรายดังกล่าวป่วยด้วยโรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง ซึ่งตามสิทธิประโยชน์บัตรทองครอบคลุมการรักษาด้วยการผ่าตัดแบบเปิด แต่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัยขึ้น ด้วยการใส่ขดลวดค้ำยันหลอดเลือดผ่านสายสวน หรือ สเตนต์((Stent) ที่มีความปลอดภัยมากกว่า โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ เพราะไม่ต้องผ่าตัดใหญ่  มีความเสี่ยงต่ำกว่าการผ่าตัดเปิดแพทย์จึงเลือกใช้วิธีใส่สเตนต์กับผู้ป่วยที่มีอายุมากแล้ว

“ปัญหาอยู่ที่ราคาของอุปกรณ์ โดยสเตนต์มีราคาประมาณ 200,000-300,000 บาทต่อราย ขณะที่อัตราชดเชยของ สปสช. ยังต่ำกว่าต้นทุนจริงประมาณ 30,000 บาท ทำให้โรงพยาบาลต้องรับภาระส่วนต่างเอง”นพ.สมฤกษ์กล่าว

นพ.สมฤกษ์ กล่าวด้วยว่า ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา โรงพยาบาลในจังหวัดยะลาให้บริการรักษาด้วยวิธีดังกล่าวประมาณ 230-240 ราย และต้องนำเงินจากแหล่งอื่นมาชดเชยค่ารักษารวมกว่า 4.5-5 ล้านบาท ส่งผลให้โรงพยาบาลเริ่มขอความร่วมมือให้ผู้ป่วยร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายบางส่วน

“กรณีนี้จึงเป็นการขอให้ผู้ป่วยร่วมจ่าย ไม่ใช่เพราะโรงพยาบาลไม่รักษา แต่เป็นผลจากต้นทุนอุปกรณ์ที่ใช้ในการรักษาสูงกว่างบที่ได้รับ”นพ.สมฤกษ์กล่าว

นพ.สมฤกษ์  ย้ำว่า การร่วมจ่ายในลักษณะดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะโรงพยาบาลในจ.ยะลา แต่โรงเรียนแพทย์หลายแห่งก็มีการเรียกเก็บเงินร่วมจ่ายประมาณ 30,000-50,000 บาทเช่นกัน เนื่องจากงบประมาณที่ได้รับไม่ครอบคลุมต้นทุนของอุปกรณ์ อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยไม่มีเงินจริง โรงพยาบาลส่วนใหญ่ก็จะใช้งบประมาณจากแหล่งอื่นมาช่วยเหลือ ทำให้โรงพยาบาลต้องแบกรับภาระขาดทุนต่อเนื่อง

“เรื่องนี้สะท้อนว่าควรมีกลไกให้ผู้ให้บริการกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ( สปสช.) สามารถหารือและปรับอัตราชดเชยได้รวดเร็วขึ้น ให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเงินเฟ้อหรือราคาเครื่องมือแพทย์ เพื่อแก้ปัญหาในระยะยาว”นพ.สมฤกษ์กล่าว 

นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า การรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้ โรงพยาบาลสามารถเบิกค่าใช้จ่ายได้ 2 ส่วน ได้แก่ ค่ารักษาพยาบาลในระบบ DRG และค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์ ซึ่งปัจจุบัน สปสช. ชดเชยค่าสเตนต์ประมาณ 200,000 บาท ขณะที่ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการของกรมบัญชีกลางเบิกได้ประมาณ 220,000 บาท แม้ตัวเลขจะต่างกันไม่มาก แต่เมื่อรวมค่ารักษาอื่น ๆ แล้ว โรงพยาบาลมองว่าภาพรวมของงบประมาณยังต่ำกว่าต้นทุนจริง

เบื้องต้นได้หารือร่วมกับปลัดกระทรวงสาธารณสุขแล้วว่า หากเป็นหัตถการแบบแผลเล็ก ซึ่งให้ผลการรักษาดีกว่าและลดความเสี่ยงของผู้ป่วย ก็ควรมีการทบทวนแนวทางการสนับสนุนงบประมาณ และอัตราชดเชยให้สอดคล้องกับต้นทุนการรักษา

"มีเป้าหมายลดภาระของโรงพยาบาล ควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิของผู้ป่วยไม่ให้ถูกปฏิเสธหรือถูกเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเกินกว่าหลักเกณฑ์ของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” นพ.จเด็จ กล่าว

ทั้งนี้ กรณีผู้ป่วยบัตรทองในจังหวัดยะลา ถูกเรียกเก็บเงินมัดจำก่อนเข้ารับการผ่าตัดครั้งนี้ สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เมื่อเทคโนโลยีทางการแพทย์พัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่การปรับอัตราชดเชยยังไม่ทันต่อราคาจริงของอุปกรณ์ ส่งผลให้โรงพยาบาลต้องแบกรับภาระขาดทุน หรือบางแห่งเริ่มขอให้ผู้ป่วยร่วมจ่าย