“ไพล” ขึ้นแท่นสมุนไพรแห่งปี ยอดสั่งจ่ายสิทธิบัตรทองปี 2569 พุ่งสูงที่สุดในกลุ่มสมุนไพร มูลค่ากว่า 242 ล้านบาท องค์การเภสัชกรรมเปิดตัว “ยาแคปซูลสารสกัดไพล” บรรเทาอาการภูมิแพ้ โรคหืด ผลักดันสู่สมุนไพรเศรษฐกิจหลักที่สร้างรายได้ ตั้งเป้า "ยาสมุนไพรโมเดิร์น" ดันสู่ตลาดโลก
ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า “ไพล” เป็นพืชสมุนไพรที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตของคนไทยมาอย่างยาวนาน โดยในภาคเหนือเรียกว่า “ปูเลย” ส่วนภาคกลางเรียกว่า “ว่านไฟ” จัดเป็นพืชในวงศ์ขิง (Zingiberaceae) ที่มีสรรพคุณโดดเด่น
ในการบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดข้อ เคล็ดขัดยอก และฟกช้ำ เป็นส่วนประกอบสำคัญในตำรับยาไทยหลายชนิด หนึ่งในตำรับยาที่สำคัญ คือ “ยาประสะไพล” ซึ่งได้รับการบรรจุไว้ในบัญชียาหลักแห่งชาติ มีสรรพคุณช่วยปรับสมดุลรอบเดือน บรรเทาอาการปวดประจำเดือน ช่วยขับน้ำคาวปลา และส่งเสริมให้มดลูกเข้าอู่ในสตรีหลังคลอด
นอกจากนี้ ไพลยังเป็นสมุนไพรหลักในยาอบ และลูกประคบสมุนไพร ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่ใช้ควบคู่กับการนวดไทยมาอย่างยาวนาน สะท้อนคุณค่าของสมุนไพรไทยที่ยังคงมีบทบาทสำคัญในการดูแลสุขภาพจนถึงปัจจุบัน
“ไพลได้รับการผลักดันให้เป็นหนึ่งในสมุนไพรเศรษฐกิจที่สำคัญในหน่วยบริการสาธารณสุข โดยได้รับความนิยมอย่างสูงจากทั้งบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วย ในปีงบประมาณ 2569 มีการสั่งจ่ายยาไพล ให้แก่ผู้ป่วยสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสูงถึง 3.73 ล้านครั้ง คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 242.4 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในกลุ่มยาสมุนไพรทั้งหมด”นพ.พงศธรกล่าว
ปัจจุบันมีการพัฒนาไพลไปไกลกว่าแค่ลูกประคบหรือน้ำมันไพลแบบเดิม โดยมีการผลิตเป็นครีมไพล และ สารสกัดไพลสำหรับธุรกิจสุคนธบำบัด (Aromatherapy) และที่สำคัญ ในปีนี้องค์การเภสัชกรรม เปิดตัว ‘ยาแคปซูลสารสกัดไพล’ ซึ่งเป็นนวัตกรรมสมุนไพรชิ้นสำคัญที่วิจัยมาเพื่อบรรเทาอาการภูมิแพ้ โรคหืด และเยื่อบุจมูกอักเสบจากภูมิแพ้
การขับเคลื่อนเรื่องไพลในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การพัฒนาสมุนไพรเดี่ยวๆ แต่เป็นการเชื่อมโยงภูมิปัญญาไทย เข้ากับเศรษฐกิจสุขภาพระดับโลก (Global Wellness Economy) โดยเฉพาะในโอกาสที่ประเทศไทยได้รับเกียรติ เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุขภาพระดับโลก Global Wellness Summit 2026 (GWS 2026)
เวทีนี้จะเป็นหน้าต่างบานสำคัญในการแสดงศักยภาพของสมุนไพรและการแพทย์แผนไทยสู่สายตานานาชาติ พร้อมทั้งตั้งเป้าหมาย ผลักดันให้ “ไพล” เป็นสมุนไพรเศรษฐกิจหลักที่สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพของประชาชนอย่างยั่งยืน
ด้าน นพ.อำพล เวหะชาติ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า ข้อมูลเชิงวิชาการว่า ไพลเป็นสมุนไพรที่มีงานวิจัยรองรับอย่างต่อเนื่อง โดยพบสารสำคัญในกลุ่มฟีนิลบิวทานอยด์ (phenylbutanoids) ได้แก่ สาร DMPBD และ compound D ที่มีฤทธิ์บรรเทาอาการอักเสบอย่างมีนัยสำคัญ ร่วมกับ สารกลุ่มเคอร์คูมินอยด์ (curcuminoid) และน้ำมันหอมระเหย ช่วยขับลม ต้านอนุมูลอิสระ และต้านเชื้อจุลชีพ
ผลการศึกษาทางคลินิกและการทบทวนอย่างเป็นระบบ (Systematic Review) ยืนยันว่า ไพลในรูปแบบใช้เฉพาะที่มีประสิทธิผลในการลดอาการปวดกล้ามเนื้อ เคล็ดขัดยอก และข้อเข่าเสื่อม โดยมีการศึกษาบางชิ้นชี้ชัดว่าให้ผลการรักษาไม่แตกต่างจากยาทาแผนปัจจุบัน
รวมถึง ช่วยบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อหลังการออกกำลังกายได้เป็นอย่างดีส่วนการพัฒนาเป็นยาแคปซูลเพื่อรักษาอาการในระบบทางเดินหายใจและภูมิแพ้ ก็มีผลการศึกษาวิจัยในมนุษย์ รองรับแล้วเช่นกัน ถือเป็นการยกระดับจากยาสมุนไพรพื้นบ้านสู่นวัตกรรมยาสมุนไพรสมัยใหม่ (Modern Herbal Medicine) อย่างแท้จริง


