ศ.คลินิก นพ.สุวัฒน์ เบญจพลพิทักษ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ หรือเอแบค กล่าวในวงเสวนา “การเปิดคณะแพทย์ใหม่ ทางออกแก้ปัญหาแพทย์ไทยจริงหรือ?” จัดโดยแพทยสภาว่า ความต้องการหรือดีมานด์ไซต์ ซึ่งอนาคตต้องการคนอีกกลุ่มมาตอบเรื่องเมดิคัล อีโคโนมี เพราะฉะนั้น ยังต้องการเพิ่ม ดีมานด์เชิงนโยบายจึงมีแน่นอน
ดีมานด์ผู้เรียนสูงกว่ารัฐเปิดรับ 30 เท่า
นอกจากนี้ ยังมีดีมานด์ในส่วนของผู้เรียน จากที่มีคนสำเร็จการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายปีละ 1 แสนคน โดยแต่ละปีมีผู้สมัครสอบเข้าเรียนคณะแพทย์ผ่านกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย(กสพท.) กว่า 60,000 คน แต่รัฐรับเข้าเรียนในคณะแพทยศาสตร์ผ่านกสพท.ได้ประมาณ 2,000 คนเท่านั้น นี่คือความต้องการของผู้เรียน
“ม.เอกชนในฐานะที่เป็นสถาบันอุดมศึกษา ต้องตอบทั้งความต้องการผู้เรียนและผู้ใช้ จึงต้องผลิตขึ้นมา เพราะฉะนั้น การเปิดคณะแพทย์ใหม่ จึงเป็นการตอบสนองสองเรื่องนี้”ศ.คลินิก นพ.สุวัฒน์กล่าว
ทั้งนี้ จำนวนแพทย์ทั้งหมดในประเทศไทยราว 84,000 คน ยังไม่พอ โดยเป็นทั้งแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป และกลุ่มแพทย์เฉพาะทาง ซึ่งเมื่อคิดโดยตลอดกลุ่มที่จะสร้างความมั่นคงแข็งแรงให้กับะบบสุขภาพของประเทศไทย จะเป็นกลุ่มแพทย์เฉพาะทางค่อนข้างมาก เพราะต้องการการดูแลสุขภาพขั้นสูง, เวลเนส(Wellness) และการรักษาโรคที่ยากซับซ้อน
“ แต่กำลังคนของเราไม่พอ จึงใช้แพทย์จบใหม่มาเป็นแพทย์อินเทิร์น ซึ่งคาดหวังกับเขามากเกินไปในการให้รับภาระงานระบบสุขภาพให้อย่างมาก จึงต้องทบทวนถึงเรื่องคุณภาพที่ออกมาแล้วมอบภาระให้รับผิดชอบใหญ่มากในระบบ เป็นเหตุให้แพทย์ลาออกไปปีละ 1,000 คน เพราะเขาต้องการเก่งขึ้น อยากไปเรียนต่อ ให้เป็นแพทย์เฉพาะทางต่อไป เป็นวังวนที่ต้องหารือกันจะทำอย่างไรให้อยู่ในระบบรัฐต่อไปได้”ศ.คลินิก นพ.สุวัฒน์กล่าว
ทำไมม.เอกชนเก็บค่าเรียนแพทย์
เรื่องที่ม.เอกชนต้องเก็บค่าเล่าเรียนแพทย์แพง ศ.คลินิก นพ.สุวัฒน์ กล่าวว่า ในมหาวิทยาลัยของรัฐในการผลิตแพทย์ รัฐบาลจะให้เงินทุนอุดหนุน 3.8 ล้านบาทต่อคน แยกเป็น งบฯลงทุน 2 ล้านบาท และงบดำเนินการคนละ 3 แสนบาทต่อปี เรียน 6 ปีรวมเป็นเงิน 1.8 ล้านบาท ทำให้แพทย์จบใหม่ต้องใช้ทุนหลังสำเร็จการศึกษา ขณะที่ม.เอกชนไม่มีงบประมาณสนับสนุนการผลิตแพทย์จากรัฐบาล และต้องมีการลงทุนเองทั้งหมด ซึ่งค่าเล่าเรียนที่เก็บตอนนี้ม.เอกชนได้ส่วนต่างไม่มาก
“โรงเรียนแพทย์ม.เอกชน มีความจำเป็นต้องเก็บค่าเรียนสูง แต่ไม่ได้ทำกำไรหรือความมั่งมีจากการเปิดโรงเรียนแพทย์ ส่วนใหญ่เป็นการสร้างความภูมิใจที่ได้ร่วมผลิตแพทย์ให้ประชาชน สังคมมากกว่าตัวเงินที่จะได้”ศ.คลินิก นพ.สุวัฒน์กล่าว
เอกชนเปิดคณะแพทย์ โอกาสประเทศไทย
ศ.คลินิก นพ.สุวัฒน์ กล่าวอีกว่า การที่ม.เอกชนเปิดคณะแพทย์เป็นโอกาสของประเทศไทย เนื่องจากปัจจุบันมีนักเรียนที่จบจากโรงเรียนนานาชาติจำนวนมากที่ต้องการเรียนแพทย์ แต่ไม่สามารถไปแข่งขันสอบเข้าม.รัฐวิธีการปกติไม่ได้ เพราะวิธีการเรียน หลักสูตร และไม่ตอบโจทย์ เพราะต้องมีการไปใช้ทุน
เมื่อเอกชนเปิดก็เป็นโอกาสให้คนกลุ่มนี้มีทางเลือกในชีวิตแล้วไปส่งเสริมระบบสุขภาพของประเทศ ไม่เฉพาะเพียงเรื่องบริการรักษา แต่อาจเติมเต็มในเรื่องอื่นได้ เช่น การมีสุขภาพดี การส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค หรือเป็นแพทย์ที่ทำงานให้ประเทศไทยหรือต่างชาติได้ ก็จะเป็นอีกมุมมองหนึ่งที่ให้โอกาสคนกลุ่มหนึ่งเข้ามาเลือกเรียนและไม่ต้องไปใช้ทุนในระบบแบบถูกบังคับ
“ตอนนี้แต่ละปีมีเด็กไทยไปเรียนแพทย์ในต่างประเทศปีละหลายร้อยคน ซึ่งคณะแพทย์ ม.เอกชนไทยในปัจจุบัน รับได้ราวแห่งละ 50 คนต่อปี เมื่อเปิดเพิ่มแล้วให้เด็กกลุ่มนี้เรียนแพทย์ในบ้านตัวเอง จบแล้วก็น่าจะทำงานในไทยมากกว่าไปต่างประเทศ ทำให้ไม่สูญเสียทรัพยากรกลุ่มนี้ไป ม.เอกชนจึงสนใจเข้ามาร่วมผลิตแพทย์เพิ่มมากขึ้น”ศ.คลินิก นพ.สุวัฒน์กล่าว
เข้มงวดคุณภาพมาตรฐาน
เรื่องของคุณภาพ ศ.คลินิก นพ.สุวัฒน์ กล่าวว่า แพทยสภาและหน่วยงานกำกับของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) ทุกอย่างเข้มงวดและมีหลักเกณฑ์แน่นอนชัดเจน ระดับนานาชาติ ทำให้ยกระดับโรงเรียนแพทย์ไทยขึ้นมามาก โดยมีการเน้นเรื่องคุณภาพของอาจารย์แพทย์ ต้องถูกบ่มเพาะว่ามีความเป็นครูด้วยหลักการทางแพทยศาสตร์ศึกษา
เพราะฉะนั้น สถาบันการศึกษาแห่งใดจะเปิดแล้วไม่มีอาจารย์ที่มีความรู้ทางแพทยศาสตร์ศึกษา ไม่พัฒนาอาจารย์แพทย์ โอกาสจะได้รับการรับรองหลักสูตรให้เปิดคณะแพทย์ใหม่ เป็น 0 %
“การเตรียมเพื่อเปิดคณะแพทย์ใหม่ในประเทศไทย มีความเข้มงวดในเรื่องคุณภาพสูงมาก เป็นซัพพลายที่สำคัญมาก ที่จะทำให้เราเริ่มต้นบัณฑิตแพทย์ที่ดีและต่อไปเป็นแพทย์เฉพาะทางที่ดี ดังนั้น ไม่ใช่ใครคิดจะเปิดก็เปิดได้ ต้องมีขั้นตอนการตรวจรับรองอย่างเข้มงวดมากๆ”ศ.คลินิก นพ.สุวัฒน์กล่าว


