วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม 2569

Login
Login

คณะแพทย์เดิมมี ‘เด็กจบไม่ทันเวลา’ หลายร้อย ‘เปิดคณะแพทย์ใหม่’ ท้าทายคุณภาพ

เมื่อวันที่ 2 ก.ค.2569 ที่ห้องประชุมแพทยสภา มีการจัดเสวนา เรื่อง “การเปิดคณะแพทย์แห่งใหม่ ทางออกแก้ปัญหาแพทย์ไทยจริงหรือ?” ในหัวข้อ “ทิศทางและนโยบายความต้องการแพทย์ของภาครัฐ” จัดโดยแพทยสภา  พล.อ.อ.นพ.อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา กล่าวถึงสถิติแพทย์ไทยในฐานข้อมูลแพทยสภาว่า จำนวนแพทย์ที่มีชีวิตและมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ80,262 คน สามารถติดต่อได้  79,257 คน อยู่ในกทม. 37,645 คน ต่างจังหวัด 41,612  คน อยู่ต่างประเทศ 257 คน จำแนกตามอายุเป็น

  • อายุ  24-30 ปี  17,103 คน 
  • อายุ 31-40 ปี  25,851 คน
  • อายุ 41-50 ปี  15,723 คน
  • อายุ 51-60 ปี  8,653 คน
  • อายุ 61-70 ปี 6,342 คน
  • อายุ 70 ปีขึ้นไป 5,585 คน

นักศึกษาแพทย์จบไม่ทันเวลาเกือบ 300 คน

ในปี 2550 จำนวนแพทย์จบใหม่ 1,572 คนและมีการผลิตเพิ่มมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2568 มีแพทย์จบใหม่ 3,170 คน ในจำนวนนี้ผลิตโดยภาครัฐ 2,987 คนและภาคเอกชน 183 คน และจากต่างประเทศ 186 คน  ทั้งนี้ เป็นแพทย์ที่ต้องใช้ทุนรัฐบาลจำนวน  2,843 คน  ซึ่งจะไปใช้ทุนในหน่วยราชการอื่น 686  คน และระบบกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) 2,064 คน แต่พบว่ามีแพทย์ที่มีคุณสมบัติที่จะไปใช้ทุนราว 2,400 คน 

คณะแพทย์เดิมมี ‘เด็กจบไม่ทันเวลา’ หลายร้อย  ‘เปิดคณะแพทย์ใหม่’ ท้าทายคุณภาพ

พล.อ.อ.อิทธพร กล่าวด้วยว่า ในปัจจุบันที่มีคณะแพทยศาสตร์ทั้งหมด 29 แห่งและมีนักศึกษาจบแล้ว 25 แห่ง พบว่า  มีนักศึกษาแพทย์ที่ต้องจบช้าหรือติดค้าง ด้วยความสามารถในการผลิตอยู่ 271 คน หมายความว่าความสามารถของคณะแพทยศาสตร์ที่มีการเปิดการเรียนการสอนอยู่ตอนนี้ มีตัวเลขที่ผลิตจริง 2,800 คน แต่จบจริงไปใช้ทุนตามเวลาราว 2,400 คน

“ฉะนั้น การเปิดคณะแพทย์ใหม่มีความท้าทาย เพราะแม้แต่คณะแพทย์เดิมพยายามเต็มที่ยังมีช่องว่างที่ทำให้นักศึกษาจบไม่ทันเวลาจำนวนหนึ่ง จากเรื่องที่ต้องจบแบบมีคุณภาพสูง” พล.อ.อ. นพ.อิทธพรกล่าว 

ไม่ผ่อนปรนมาตรฐานการเปิดหลักสูตร

ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร ลีลารัศมี ประธานฝ่ายวิชาการ แพทยสภา กล่าวว่า  การพิจารณาปัญหาขาดแคลนแพทย์ต้องมองทั้งจำนวน คุณภาพ และการกระจายตัว ไม่ใช่ดูเฉพาะจำนวนแพทย์ เพราะแม้ประเทศไทยจะผลิตแพทย์เพิ่มขึ้น แต่หากแพทย์กระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ หรือพื้นที่ชนบทยังมีแพทย์ไม่เพียงพอ ก็ยังไม่สามารถตอบโจทย์ระบบบริการสุขภาพได้

ปัจจุบันหลายประเทศมีสัดส่วนแพทย์ประมาณ 1 คนต่อประชากร 500-600 คน ขณะที่ประเทศไทยยังมีบางพื้นที่ที่แพทย์ 1 คนต้องดูแลประชาชนมากกว่า 4,000 คน สะท้อนว่าปัญหาสำคัญ คือ ความเหลื่อมล้ำด้านการกระจายกำลังคน

เป้าหมายของแพทยสภา คือ ให้ประเทศมีแพทย์ที่เพียงพอ มีคุณภาพ และกระจายตัวอย่างเหมาะสม เพราะจำนวนอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน หรือกระจุกอยู่เฉพาะบางพื้นที่ ประชาชนก็ยังเข้าไม่ถึงบริการ การเพิ่มจำนวนแพทย์ต้องไม่แลกกับการลดมาตรฐานการผลิต เพราะวิชาชีพแพทย์เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของผู้ป่วยโดยตรง

แพทยสภากำกับดูแลหลักสูตรฝึกอบรมเฉพาะทางและอนุสาขากว่า 104 สาขา ทุกหลักสูตรต้องผ่านการประเมินอย่างเข้มงวด ทั้งด้านหลักสูตร อาจารย์ผู้สอน เครื่องมือ จำนวนผู้ป่วย และการประเมินสมรรถนะจากการปฏิบัติงานจริง (Workplace-based Assessment) เพื่อให้แพทย์ไทยต้องเก่งทั้งความรู้และการปฏิบัติ ไม่ใช่สอบผ่านเพียงข้อเขียน แต่ต้องรักษาผู้ป่วยได้จริง และได้ผลลัพธ์ตามมาตรฐานวิชาชีพ

“แม้ที่ผ่านมาแพทยสภาจะเผชิญแรงกดดันให้ผ่อนปรนเกณฑ์การเปิดหลักสูตรหรือเพิ่มกำลังการผลิต แต่ไม่สามารถลดมาตรฐานได้ เพราะจะกระทบต่อคุณภาพของวิชาชีพและความปลอดภัยของประชาชน" ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร กล่าว

เป้าหมายไม่ใช่แค่มีแพทย์เพิ่ม

ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร กล่าวว่า แพทยสภาจะร่วมกำหนดการกระจายแพทย์เพิ่มพูนทักษะให้เหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละโรงพยาบาล พร้อมติดตามคุณภาพการฝึกอบรม เพื่อให้แพทย์รุ่นใหม่ได้รับการดูแลจากอาจารย์และรุ่นพี่อย่างใกล้ชิด และสามารถเรียนรู้การทำงานร่วมกับทีมสหวิชาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คณะแพทย์เดิมมี ‘เด็กจบไม่ทันเวลา’ หลายร้อย  ‘เปิดคณะแพทย์ใหม่’ ท้าทายคุณภาพ

การแก้ปัญหาขาดแคลนแพทย์ไม่ควรมองเพียงการเพิ่มจำนวนแพทย์ แต่ต้องวางระบบบริการให้เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละพื้นที่ พร้อมส่งเสริมให้โรงเรียนแพทย์ส่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญลงไปช่วยสนับสนุนโรงพยาบาลในจังหวัดที่ยังขาดแคลน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพมากขึ้น

"เป้าหมายไม่ใช่แค่มีแพทย์เพิ่ม แต่ต้องทำให้ประชาชนทุกพื้นที่ได้รับบริการที่มีคุณภาพ ทั้งจากการผลิตแพทย์ที่ได้มาตรฐาน การกระจายกำลังคน และการสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญลงสู่พื้นที่" ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร กล่าว

หากจะเพิ่มแพทย์ควรใช้โมเดลซีเพิร์ด

ขณะที่ นพ.สุภโชค เวชภัณฑ์เภสัช หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า การจะพิจารณาว่าประเทศไทยควรเปิดคณะแพทยศาสตร์เพิ่มหรือไม่ จำเป็นต้องมองภาพรวมระบบการผลิตแพทย์ของประเทศก่อน โดยปัจจุบันมี 2 ภาคส่วน คือ 1.ภาครัฐ (รัฐบาลอุดหนุนงบประมาณทำให้แพทย์จบใหม่ต้องใช้ทุน) แยกเป็น 

  • โครงการปกติผ่านคณะแพทยศาสตร์ ในมหาวิทยาลัยต่างๆ
  • โครงการผลิตแพทย์เพิ่มแห่งประเทศไทยเป็นโครงการผลิตแพทย์เพิ่มภายใต้คณะแพทย์ มหาวิทยาลัยต่างๆ และภายใต้สธ.หรือเรียกว่า “แพทย์ซีเพิร์ด(CPIRD)”
  • และโครงการผลิตแพทย์เพื่อปฐมภูมิ ดำเนินการโดยสถาบันพระบรมราชชนกสังกัดสธ. เฉพาะส่วนนี้ผลิตปีละ 1,000 คน ระยะเวลา 10 ปีรวม10,000 คน

 และ 2.คณะแพทยศาสตร์ ม.เอกชน ไม่มีงบประมาณภาครัฐสนับสนุน จึงไม่ต้องใช้ทุนหลังเรียนจบ

คณะแพทย์เดิมมี ‘เด็กจบไม่ทันเวลา’ หลายร้อย  ‘เปิดคณะแพทย์ใหม่’ ท้าทายคุณภาพ

“กลุ่มแพทย์ซีเพิร์ดยังคงทำงานในระบบราชการต่อหลังใช้ทุนสูงถึง 80-90 % ถือเป็นกลไกสำคัญในการแก้ปัญหาขาดแคลนแพทย์ในภูมิภาค ฉะนั้น หากจะต้องมีการผลิตแพทย์เพิ่มเข้าระบบสาธารณสุข ควรใช้โมเดลของซีเพิร์ดเพราะมีอัตราการคงอยู่ในระบบสูง”นพ.สุภโชคกล่าว 

สธ.ต้องการแพทย์อีกราว 10,000 คน

นพ.สุภโชค กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันกำลังการผลิตแพทย์ของประเทศประมาณปีละ 3,000 คน แต่โจทย์สำคัญไม่ได้อยู่ที่การผลิตเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่การรักษาแพทย์ให้อยู่ในระบบบริการของรัฐ โดยเฉพาะสธ.ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่ดูแลประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ

ทั้งนี้ จำนวนแพทย์ทั้งหมดราว 80,000 คนนั้น อยู่ในสังกัดสธ.ราว 25,000 คน(จากการศึกษากรอบอัตรากำลังนั้น สธ.ควรมีแพทย์ประมาณ 35,000 คน) ในจำนวนนี้ปฏิบัติงานจริง  21,00 คน เนื่องจากมีผู้ที่ลาศึกษาต่อ ฝึกอบรมเฉพาะทาง หรือปฏิบัติหน้าที่อื่น

คณะแพทย์เดิมมี ‘เด็กจบไม่ทันเวลา’ หลายร้อย  ‘เปิดคณะแพทย์ใหม่’ ท้าทายคุณภาพ

อีก 6 ปีสัดส่วนแพทย์ถึงเป้าหมาย

และแต่ละปีจะมีแพทย์เฉพาะทางจะเพิ่มขึ้นประมาณ 500-1,000 คน แต่จำนวนแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป (GP) คงอยู่ที่ประมาณ 8,000 คนต่อเนื่องมาอย่างน้อย 5 ปี  เพราะฉะนั้น จึงต้องนำแพทย์GPเข้าระบบและให้คงอยู่ ซึ่งสธ.สร้างแรงจูงใจโดยผลักดันการพัฒนาแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว หรือ “แพทย์แฟมเมด”ให้มีความก้าวหน้า รายได้ และสวัสดิการไม่แตกต่างจากแพทย์เฉพาะทางสาขาอื่น เพื่อรองรับการดูแลประชาชนในระดับปฐมภูมิ

“หากยังคงอัตราการผลิตในปัจจุบัน ประเทศไทยจะมีสัดส่วนแพทย์เฉลี่ย 1 คนต่อประชากร 639 คน ภายในปี 2575 ตามเป้าหมายยุทธศาสตร์กำลังคนด้านสาธารณสุข แต่ตัวเลขนี้เป็นจำนวนแพทย์ที่มีใบประกอบวิชาชีพทั้งหมด ไม่ได้หมายความว่าทุกคนปฏิบัติงานอยู่ในระบบบริการของรัฐ

คณะแพทย์เดิมมี ‘เด็กจบไม่ทันเวลา’ หลายร้อย  ‘เปิดคณะแพทย์ใหม่’ ท้าทายคุณภาพ
แพทยสภาไร้อำนาจเบรกหลักสูตรแพทย์

ด้านรศ.(พิเศษ) นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ กรรมการแพทยสภา กล่าวว่า ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น แพทยสภาไม่มีอำนาจไปสั่งเบรกหลักสูตรแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัย  แม้ว่าจะให้ความเห็นว่าหลักสูตรยังไม่ได้คุณภาพ แต่หากมหาวิทยาลัยยืนยันจะเปิดก็สามารถเปิดได้

สิ่งที่แพทยสภาจะคุมคุณภาพได้ตามกฎหมาย คือ เมื่อนักศึกษาสำเร็จการศึกษาแล้ว หากแพทยสภาพบว่าจบจากมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้คุณภาพมาตรฐาน ก็อาจจะมีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนที่จะสอบใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม จึงควรมีกลไกที่จะทำให้สามารถควบคุมคุณภาพมาตรฐานหลักสูตรแพทยศาสตร์ โดยสภาวิชาชีพก่อนที่มหาวิทยาลัยจะเปิดการเรียนการสอน

“แพทยสภาจะสามารถเบรกได้ตามกฎหมายเมื่อเด็กจบการศึกษามาแล้วและจะเข้าสอบใบประกอบวิชาชีพกับแพทยสภา ซึ่งเป็นปลายทางที่มองว่าช้าเกินไป เพราะทำให้ผู้ปกครองและนักศึกษาเสียเงินและเวลาในการเรียนไปแล้ว แต่กลับไม่สามารถสอบใบอนุญาตฯได้  เสียโอกาสของเด็ก หรือกรณีที่มหาวิทยาลัยไม่สามารถเปิดการเรียนการสอนต่อไปได้ระหว่างทางที่เด็กยังไม่จบ ก็ทำให้ถูกลอยแพ”รศ.(พิเศษ)นพ.เมธีกล่าว