วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม 2569

Login
Login

‘เฮลท์เทค’ทลายกับดักรายได้ เป้าไทยเป็นผู้สร้างนวัตกรรมการแพทย์

กรุงเทพธุรกิจ RICE และ Seax ร่วมจัดงาน SEA Health Summit AI In Health and Longevity เพื่อนำเสนอทิศทางเทคโนโลยีด้านสุขภาพในการยกระดับเศรษฐกิจประเทศ เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2569 โดยมีผู้แทนภาครัฐมานำเสนอทิศทางการขับเคลื่อนนโยบายประเทศ

ศ.ดร.ยศชนันท์ วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวในหัวข้อ Thailand Health Tech:The Next Economic Engine ว่า ยุทธศาสตร์ Thailand New Growth Engine จะทะลวงเพดานรายได้ประเทศผ่านการปฏิรูปนวัตกรรมที่เข้มข้นที่สุดเท่ามี โดยเน้น “ความสำเร็จในอดีต ไม่ใช่สมการของอนาคต”

ทั้งนี้ อว.มีโครงการเรือธง Siam Silica ยกระดับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของไทยสู่ระดับโลก โดยไม่ใช่แค่รับจ้างผลิตแต่มุ่งออกแบบชิป, Power Devices (ชิปกำลังสำหรับ EV และ AI Server) และ Advanced Packaging
 

รวมถึงหัวใจของ Siam Silica จะสร้างทุนมนุษย์ Upskills บุคลากรไทย 10,000 คน ภายในปี 2030 ผ่านความร่วมมือ Imec และ ASML รวมถึงมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานครและมหาวิทยาลัยระดับโลก เพื่อปั้นบริษัทเชี่ยวชาญการออกแบบ 12 แห่ง และบริษัทนวัตกรรมขั้นสูง 8 แห่ง ที่เป็นกระดูกสันหลังอุตสาหกรรมยุคใหม่ เช่น EV Charger, เซนเซอร์อัจฉริยะในการเกษตร

ศ.ดร.ยศชนันท์ นำเสนอมุมมองที่เปลี่ยนโลก โดยเปรียบเทียบ “ศตวรรษที่ 20 เป็นยุคน้ำมัน ศตวรรษที่ 21 เป็นยุคข้อมูล แต่ศตวรรษที่ 22 เป็นยุคของธรรมชาติ” และไทยเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพเป็นสินทรัพย์หลัก

ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์ Nature Positive Economy จะนำทรัพย์สินธรรมชาติ (ป่าไม้, ทะเล, สมุนไพร, จุลินทรีย์) ดำเนินการผ่าน Deep Tech Lens (AI, Genomics, Robotics, Data) แปรสภาพเป็น Innovation Assets เช่น ผลิตภัณฑ์ Bio-based Materials ยานวัตกรรมจากสมุนไพร และ Nature Intelligence ที่มีเป้าหมายเหนือกว่า Net Zero เป็นการฟื้นฟูธรรมชาติไปพร้อมการเติบโตเศรษฐกิจ

ปฏิวัติ Wellness ด้วยวิทยาศาสตร์

สำหรับมิติเศรษฐกิจเพื่อสุขภาพ ศ.ดร.ยศชนันท์ ชี้ถึง The Thai Wellness Paradox ที่ไทยเก่งการบริการที่ทำให้คนผ่อนคลาย โดยยุคใหม่ของ Wellness ไทยต้องเป็น Scientific-based Wellness ที่เน้นการซื้อเวลาชีวิตสำหรับกลุ่ม Biohackers และลูกค้าไฮเอนด์

“อย่าเพียงแค่สัญญาว่าจะให้ความผ่อนคลาย แต่จงพิสูจน์ด้วยชุดข้อมูล เป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนจากความเชื่อไปสู่หลักฐานเชิงประจักษ์ โดยมี Clinical Research เป็นแพลตฟอร์มหลักในการดึงเม็ดเงินลงทุน และสร้างข้อมูลการรักษาที่เหมาะสมกับคนไทย เพื่อลดการนำเข้ายามูลค่าสูงและสร้างศักยภาพด้านเทคโนโลยีชีวภาพของรัฐ

ดันสนามทดสอบนวัตกรรมใหญ่สุด

ศ.ดร.ยศชนันท์ กล่าวว่า เพื่อให้เกิดผลลัพธ์จับต้องได้จริงเสนอให้เปลี่ยนไทยเป็น Living Lab โดยนวัตกรรมไม่ถูกจำกัดแค่มหาวิทยาลัย แต่จะนำไปใช้จริงในพื้นที่เป้าหมาย ดังนี้

1.ป่าไม้ ใช้ Nature Intelligence และ AI ในการติดตามความหลากหลายทางชีวภาพ

2.ทะเล ขับเคลื่อนอุตสาหกรรม Blue Economy และการฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลระดับนวัตกรรม

3.เมืองและชุมชน พัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคมสูงวัยและการแพทย์ทางไกล

ทั้งนี้ การขับเคลื่อนยังรวมถึงการใช้แนวคิด One Health เพื่อเชื่อมโยงสุขภาพของคน สัตว์และสิ่งแวดล้อม เพื่อรับมือวิกฤติโรคอุบัติใหม่และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งยุทธศาสตร์นี้จะทำให้ไทยก้าวเป็น New SEA Hub for Deep Tech ที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างสง่างามและยั่งยืนบนฐานรากของวิทยาศาสตร์และธรรมชาติ

‘เฮลท์เทค’ทลายกับดักรายได้ เป้าไทยเป็นผู้สร้างนวัตกรรมการแพทย์

“ทรานส์ฟอร์มไทย” โฟกัส 3 เรื่องใหญ่

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวในหัวข้อ “Transforming Thailand into a Global MedTech and Bio-Hub” ว่า กระทรวงสาธารณสุขพร้อมขับเคลื่อนการทรานส์ฟอร์มประเทศไทยเป็น Global MedTech และ Bio-Hub โดย 1 ใน 7 เสาหลักสาธารณสุขไทย คือ นวัตกรรมการแพทย์อัจฉริยะ

สำหรับการทรานส์ฟอร์มประเทศไทยจะมุ่งเน้นโฟกัส 3 เรื่องใหญ่ ประกอบด้วย 

1.Robotic & Medical Al นวัตกรรมอัจฉริยะ พลิกโฉมรูปแบบการรักษาด้วย AI และหุ่นยนต์การแพทย์ เพิ่มความแม่นยำและประสิทธิภาพ 

2.Medical Industry & ATMPs หนุนอุตสาหกรรมการแพทย์ไทยและนวัตกรรมขั้นสูง เพิ่มประสิทธิภาพ ลดการนำเข้า

3.Genomic & Precision Care ถอดรหัสพันธุกรรม ตรวจลึก รู้เร็ว รักษาตรงจุด เป็นเรื่องที่ภาครัฐและสธ.พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการและผลักดันเต็มที่ เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่แนวหน้าของโลก

ตั้งเป้าเป็นผู้สร้างนวัตกรรมการแพทย์

“การทรานส์ฟอร์มไทยแลนด์ เพราะรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขมีเป้าหมายให้ไทยไม่เป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยีการแพทย์ แต่อนาคตต้องการเป็นผู้สร้างเทคโนโลยีสุขภาพของโลก ไม่ใช่แค่ผู้ซื้อ ซึ่งจะเป็นความยั่งยืนของกระบวนการสาธารณสุข และจุดยืนประเทศไทยที่อยู่บนเวทีโลก จะเป็นอุตสาหกรรม New S-Curve ใหม่ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” นายพัฒนากล่าว

ขณะที่ สธ.วางวิสัยทัศน์ให้ไทยเป็นผู้สร้างเทคโนโลยีสุขภาพ เนื่องจากภายใต้ปัจจัยเปลี่ยนโลกทั้งสังคมสูงวัย โรคอุบัติใหม่ โรคเดิมมีความสลับซับซ้อนและทุกคนอยากมีอายุยืนยาวขึ้นเป็นลองจิวิตี้ (Longevity) 

รวมทั้งมีอุตสาหกรรมที่เติบโตเร็วที่สุด คือ จีโนมิกส์&การแพทย์แม่นยำ (Genomics & Precision Medicine) , วัคซีนและผลิตภัณฑ์ชีววัตถุ (Vaccines & Biologics) , เซลล์และยีนบำบัด (Cell & Gene Therapy) และชีววิทยาสังเคราะห์และการค้นพบยาด้วยเอไอ (Synthetic Biology & Al Drug Discovery)

‘เฮลท์เทค’ทลายกับดักรายได้ เป้าไทยเป็นผู้สร้างนวัตกรรมการแพทย์

 โดยปัจจุบันผู้เล่นสำคัญของโลกในเรื่องศูนย์กลางนวัตกรรมชีววิทยาศาสตร์ (Bio-Hub) มีทั้งสหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ เกาหลีใต้และสหราชอาณาจักร นี่คือโอกาสที่ประเทศไทยจะเข้าแข่งขันและก้าวไปเป็นผู้เล่นในระดับสากลเช่นกัน

ลุยลงทุนต่อเนื่องสร้าง Ecosystem

นายพัฒนา กล่าวว่า การลงทุนที่ต่อเนื่องและยาวนาน จะทำให้ไทยไปสู่เมดเทคและไบโอฮับ ซึ่งนโยบายรัฐในเรื่องนี้มีความต่อเนื่องแน่นอนพร้อมขับเคลื่อนให้เกิดการลงทุนทั้งในเรื่องการวิจัย การทดลองทางคลินิก การค้าและการผลิต โดยการเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมมือกับภาครัฐในการสร้างEcosystem เพื่อเพิ่มศักยภาพมากขึ้น

รวมทั้งอาจจะเป็นรูปแบบเทคนิคอลทรานส์เฟอร์ หรือร่วมลงทุน หรือร่วมวิจัย หรือร่วมผลิต ขึ้นอยู่กับความสนใจและต้องการของผู้ประกอบการเอกชน ทั้งนี้ มีเป้าหมายเชิงกลยุทธ์โฟกัส 3 เรื่องข้างต้น คือ การแพทย์แม่นยำและจีโนมิกส์, ผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง (ATMPs) และเอไอทางการแพทย์ (Medical AI)

มั่นใจจุดแข็งไทยพร้อมต่อยอด

นายพัฒนา กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ได้อยู่ที่จุดเริ่มต้น แต่มีจุดแข็งที่พร้อมต่อยอดสู่ Bio-Hub และการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) ได้อย่างเป็นรูปธรรม คือ การมีระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 

ทั้งนี้ ทำให้มีฐานข้อมูลบริการขนาดใหญ่ของประเทศ ที่นำมาใช้ประโยชน์ได้ ครอบคลุมการเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างทั่วถึง มีเครือข่ายบริการสุขภาพทั่วประเทศ เหล่านี้เป็นฐานสำคัญในการขยายเทคโนโลยีสุขภาพอย่างเท่าเทียม

รวมถึงการมีโครงสร้างพื้นฐานด้านจีโนมิกส์ (Genomic Infrastructure) มีโครงการ Genomics Thailand ระดับประเทศ พัฒนาฐานข้อมูลพันธุกรรมของประชากรไทยรองรับการแพทย์แม่นยำในหลายกลุ่มโรคสำคัญ พร้อมที่จะต่อยอดเช่นเดียวกัน

ผลักดันเข้าสิทธิประโยชน์บัตรทอง

ทั้งนี้ การขับเคลื่อนนวัตกรรมการแพทย์ให้เข้าถึงประชาชน จะเป็นการดึงดูดการลงทุนและสร้างเศรษฐกิจสุขภาพไทย โดยมีแผนที่จะผลักดันให้นวัตกรรมที่ผ่านการวิจัยและได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เข้าไปอยู่ในชุดสิทธิประโยชน์ของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ บัตรทอง 

ทั้งนี้ มีงบประมาณจากกองทุนบัตรทองรองรับจะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีการรักษาใหม่ โดยสู้กับโรคเพียงด้านเดียว ไม่ต้องสู้กับปัญหาด้านการเงิน 

“ในฐานะที่ประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ก็จะ ผลักดันงบประมาณให้เกิดการใช้จริง ขับเคลื่อนนวัตกรรมเข้าสู่ชุดสิทธิประโยชน์ สร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อนักวิจัยและนักลงทุน” นายพัฒนากล่าว

ดึงดูดเม็ดเงินลงทุน-เพิ่ม GDP 

นายพัฒนา กล่าวว่า การทรานส์ฟอร์มประเทศไทยจาก Healthcare สู่ Health Economy ด้วยการเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีการแพทย์ (MEDTECH) และไบโอฮับ (BIO-HUB) คาดหวังผลลัพธ์ลดนำเข้าเทคโนโลยีขั้นสูง, สร้างอุตสาหกรรมและ Startup หน้าใหม่, ดึงเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI), สร้างงานทักษะสูง (High-value Jobs) และเพิ่ม GDP จากการส่งออกนวัตกรรม

“คนไทยเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาใหม่ของโลก พร้อมกับประเทศไทยไม่ใช่ผู้ใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ แต่ต้องก้าวเป็นผู้สร้างนวัตกรรมทันโลก”นายพัฒนา กล่าว