วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน 2569

Login
Login

'บัตรทอง"งบฯซื้อ 'อุปกรณ์การแพทย์'ปีละกว่า 1.6 หมื่นล้าน รัฐเร่งดัน 'นวัตกรรมไทย'

การผลักดันให้เกิดการใช้งานได้จริงกับผู้ป่วย เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ผู้สร้างเทคโนโลยีทางการแพทย์ระดับนานาชาติ ซึ่งกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง นับเป็นกองทุนประกันสุขภาพภาครัฐที่ใหญ่ที่สุดในแง่ของผู้อยู่ในสิทธิรักษากว่า 47 ล้านคน และมีเม็ดเงินงบประมาณเกือบ 3 แสนล้านบาทในปีงบประมาณ 2569  รวมถึง ภาครัฐที่ทำหน้าที่ควบคุมกำกับมาตรฐานจะต้องเดินไปพร้อมกับการส่งเสริมผู้ประกอบการให้สามารถผลิตได้อย่างมีคุณภาพมาตรฐานและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ให้กับประเทศ

งบซื้ออุปกรณ์การแพทย์กว่า 1.6 หมื่นล้าน 

เมื่อวันที่  30 มิ.ย. 2569  ที่โรงแรมดุสิตธานี ภายในงาน “SEA Health Summit AI IN HEALTH AND LONGEVITY” มี Panel Discussion :  From Pilots to Patpents : The Health Tech Ecosystem That Makes AI Deployable  ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) กล่าวว่า ปีที่ผ่านมากองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทองใช้งบประมาณในการจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ราว 16,000 ล้านบาท เกือบ 100 % มาจากต่างประเทศ

'บัตรทอง"งบฯซื้อ 'อุปกรณ์การแพทย์'ปีละกว่า 1.6 หมื่นล้าน รัฐเร่งดัน 'นวัตกรรมไทย'

ทั้งนี้ สปสช.พร้อมสนับสนุนนวัตกรรมทางการแพทย์ของไทย โดยในปีงบประมาณ 2569 ได้มีการตั้งงบประมาณรองรับไว้ราว 3,500 ล้านบาท      

สปสช.พร้อมสนับสนุนเทคโนโลยีใหม่ที่ทำให้เกิดการเข้าถึงได้มากขึ้น  ง่ายขึ้น แล้วทำให้การเข้าสู่การรักษาได้ดีขึ้น โดยเฉพาะนวัตกรรมการแพทย์ของไทย หากผ่านการขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทยจากอย.แล้ว ก็สามารถนำเข้าเป็นชุดสิทธิประโยชน์ในกองทุนบัตรทองได้เลย

 

คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บอร์ดสปสช.) มีมติให้ซื้อได้ 100 % เพื่อให้สตาร์ตอัปมีกำลังใจว่ามีตลาดแน่ๆ  และหากนำออกสู่ตลาดต่างประเทศก็สามารถระบุได้ว่ามีการใช้จริงแล้วในหลักประกันสุขภาพของไทยกว่า 48 ล้านคน ทำให้ตลาดยอมรับมากขึ้น

“ปัญหาตอนนี้คือไม่ค่อยมีของ มีใช้อยู่เพียง 7 รายการเท่านั้น ซึ่งนักนวัตกรสามารถเข้าไปดูรายการอุปกรณ์การแพทย์ที่กองทุนบัตรทองมีการใช้จำนวนมากๆ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้ อย่างที่เกี่ยวข้องกับกระดูกและหัวใจ มีการใช้เงินจัดซื้อถึง 60 %ของยอด 16,000 ล้านบาท”ทพ.อรรถพรกล่าว 

ตั้งทีมไทยแลนด์ เชื่อมทุกฟันเฟือง

ขณะที่ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า บทบาทของ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) และนโยบายสนับสนุนนวัตกรรมเอไอทางการแพทย์ (AIMD) ได้มีการปรับ อย. จาก Regulator เป็นผู้ควบคุมกำกับและผู้ส่งเสริมสนับสนุน( Facilitator) ทำให้นวัตกรรมที่ดีเข้าถึงผู้ป่วยได้จริงอย่างปลอดภัย มีประสิทธิผล

'บัตรทอง"งบฯซื้อ 'อุปกรณ์การแพทย์'ปีละกว่า 1.6 หมื่นล้าน รัฐเร่งดัน 'นวัตกรรมไทย'

ปัจจุบันมีเอไอทางการแพทย์ได้รับอนุญาตแล้วกว่า 110 ผลิตภัณฑ์ เป็นสาขาทางการแพทย์ เช่น รังสีวิทยา มะเร็งวิทยา ราว 10 ผลิตภัณฑ์ ในจำนวนนี้เป็น 7 ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศไทย 

ขณะนี้งานวิจัยต่างๆ ส่วนใหญ่อยู่ในการทดลองแต่ไม่สามารถต่อยอดในเชิงพาณิชย์ หรือนำไปสู่การขายได้ ทำให้ไม่มีประโยชน์ ดังนั้น สเต็ปสำคัญของอย. คือ ทำให้สามารถการก้าวไปสู่ขั้นตอนการขึ้นทะเบียนให้ได้ ซึ่งอย.มาช่วยปิดช่องว่างช่วยทำให้นวัตกรรมไปถึงผู้ป่วย  รวมถึงการแก้ข้อจำกัดของผู้ประกอบการ ทั้งการไม่เข้าใจกฎหมาย และประเทศไทยต้องไม่เป็นผู้ใช้นวัตกรรม แต่ต้องเป็นผู้พัฒนา

“อย.พร้อมขับเคลื่อนเป็นผู้เชื่อม Health Tech Ecosystem เข้าด้วยกันเป็นฟันเฟืองให้ขับเคลื่อนไปพร้อมกัน ภายใต้แนวคิดทีมไทยแลนด์  ซึ่งเทรนด์โลกเป็นไปในทางของเอไอ ATMPs  ยาชีววัตถุ การแพทย์แม่นยำ และโรบอทต่างๆ เพราะฉะนั้น หากผ่านอย.ไทยที่เป็นมาตรฐานสากล ก็จะเป็นที่ยอมรับ” ภญ.สุภัทรา กล่าว

ทั้งนี้  อย.จะช่วยตั้งแต่การสร้างกติกาที่ชัดเจน ทั้งในเรื่องหลักเกณฑ์การอนุญาต การประเมินประสิทธิภาพ กฎระเบียนอิงตามสากล  เพราะสิ่งที่ทำให้เกิดมาตรฐานได้ คือ อย.ต้องเป็นคนกำหนดมาตรฐานสากล และพร้อมที่จะจับมือและสนับสนุนผู้ประกอบการทุกคน

สนับสนุนตั้งแต่เริ่มต้น ปรึกษาเชิงลึก เชื่อมโยงสู่การใช้จริง ทั้งในส่วนรพ.และโรงเรียนแพทย์ ส่งเสริมการสร้าง Real-World  และอย.มีศูนย์บ่มเพาะ ผู้ประกอบการ นักวิจับ หรือ นักนวัตกร อย.พร้อมช่วยเหลือ สนับสนุน และมีระบบทำเอกสารไปส่งเอกสารไป เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการเสียเวลา และเสียเงิน อย.จะมีพี่เลี้ยงดูแล ไม่ได้โดดเดี่ยวอย่างที่ผ่านมา

'บัตรทอง"งบฯซื้อ 'อุปกรณ์การแพทย์'ปีละกว่า 1.6 หมื่นล้าน รัฐเร่งดัน 'นวัตกรรมไทย'

สมอ.พร้อมส่งเสริมสนับสนุน 

 นายภัทรพล ลิ้มภักดี รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กล่าวว่า  ปัจจุบันมีมาตรฐานเครื่องมือแพทย์มากกว่า 376 มาตรฐาน ครอบคลุมทั้งตัวผลิตภัณฑ์ วิธีการทดสอบ และระบบการจัดการ สำหรับนวัตกรรมซอฟต์แวร์เครื่องมือทางการแพทยท  ซึ่งสมอ. ได้อ้างอิงและปรับใช้มาตรฐานสากล

เช่น ISO 13485 สำหรับการจัดการคุณภาพ และ ISO 27001 สำหรับความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้มั่นใจว่านวัตกรรมของไทยจะสามารถแข่งขันและได้รับการยอมรับในตลาดโลกได้ นอกจากนี้ ยังมีกลไกการติดตามผลหลังการจำหน่ายเพื่อให้ผู้บริโภคและคนไข้มีความมั่นใจในความปลอดภัยตลอดการใช้งาน

“ภาครัฐจะไม่เพียงเป็นผู้กำกับดูแลคุณภาพมาตรฐานเท่านั้น  แต่ต้องเป็นผู้สนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการเครื่องมือแพทย์ และนวัตกรรมซอฟต์แวร์ทางการแพทย์ด้วย”นายภัทรพลกล่าว

สตาร์ตอัปต้องพัฒนาแก้ pain point ใหญ่

ด้านน.ส.สุพิชญา พู่พิสุทธิ์ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร บริษัท เพอเซ็ปทรา จำกัด กล่าวว่า  เพอเซ็ปทรา เป็นบริษัทสตาร์ตอัปสัญชาติไทยที่ร่วมมือกับศิริราชพยาบาล มีการพัฒนา  AI ที่ช่วยวินิจฉัยโรคทางการแพทย์  ช่วยดูว่ามีรอยโรคตรงจุดไหนบ้าง เพราะการพบเจอรอยโรคในระยะเริ่มต้น จะทำให้ผู้ป่วยเสียค่าใช้จ่ายลดลง และมีโอกาสรอดชีวิตมากขึ้น ขณะเดียวกัน ทำให้คนไทยทุกพื้นที่สามารถเข้าถึงการรักษาทางการแพทย์ได้ 

'บัตรทอง"งบฯซื้อ 'อุปกรณ์การแพทย์'ปีละกว่า 1.6 หมื่นล้าน รัฐเร่งดัน 'นวัตกรรมไทย'

อุปสรรคสำคัญของการพัฒนาเฮลธ์เทคของสตาร์ตอัปไทย อยู่ที่คุณภาพของข้อมูลที่นำมาพัฒนา ซึ่งเปรียบเสมือนเพชรที่ยังไม่ได้เจียระไน และความร่วมมือในการแบ่งปันข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่ยังมองว่าเป็นสมบัติส่วนตัว  

นอกจากนี้ สตาร์ตอัปต้องตั้งใจทย์เพื่อแก้ pain point ใหญ่ที่สำคัญของประเทศ  นำไปใช้แล้วเกิดประโยชน์มากที่สุด  เพื่อให้เขาอยากจ่ายเงิน รวมถึง ความท้าทายในการหาผู้ใช้งานกลุ่มแรกที่จะกล้าทดลองใช้นวัตกรรมใหม่ จึงเสนอให้ภาครัฐเข้ามาเป็นลูกค้ารายแรก เพื่อช่วยทดสอบและให้ข้อเสนอแนะในการพัฒนาระบบให้ดียิ่งขึ้นก่อนออกสู่ตลาดจริง

 “สตาร์ตอัปเฮลธ์เทคไทยต้องพัฒนาเพื่อแก้ pain point สำคัญของประเทศ ส่วนภาครัฐควรเป็นลูกค้ารายแรก เพื่อให้เกิดการพัฒนาและใช้จริงก่อนออกสู่ตลาด” น.ส.สุพิชญากล่าว