วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน 2569

Login
Login

รื้อใหม่ใน 27 ปี ‘พ.ร.บ.คุ้มครองฯการแพทย์แผนไทย’ แอบใช้ทางการค้าเพิ่มโทษหนัก 5 เท่า

นพ.เทวัญ ธานีรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ”ว่า  กรมพยายามแก้ไขปรับปรุง "พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ.2542" มาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการยกร่างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 และมีการแก้ไขในปี พ.ศ. 2563 จนกระทั่งนำร่างทั้ง 2 ฉบับมารวมกันเป็นร่างเดียวในปี พ.ศ. 2565  แต่มีการเปลี่ยนถึง 4 รัฐบาล ล่าสุด จึงได้นำเสนอร่างพ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ..... อีกครั้ง


รื้อใหม่ใน 27 ปี ‘พ.ร.บ.คุ้มครองฯการแพทย์แผนไทย’ แอบใช้ทางการค้าเพิ่มโทษหนัก 5 เท่า

ประเด็นสำคัญที่มีการแก้ไขในร่างพ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ.....  คือ

1.) การระบุบทบาทของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกให้ชัดเจน เนื่องจากกรมฯ ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2545 แต่ตัว พ.ร.บ.มีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 จึงต้องมีการปรับปรุงให้กรมฯ มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายและให้อธิบดีเป็นผู้มีอำนาจอนุญาต และให้อำนาจอธิบดีสามารถเปรียบเทียบปรับคดีที่มีโทษปรับสถานเดียวหรือจำคุกไม่เกิน 1 ปีได้ เมื่อจ่ายค่าปรับตามกำหนด คดีถือเป็นที่สิ้นสุดโดยไม่ต้องขึ้นศาล

2.) ประเภทการคุ้มครองภูมิปัญญา จากเดิมที่มีการกำหนดไว้เพียง 3 ประเภท ได้แก่

  •  ภูมิปัญญาส่วนบุคคลที่บุคคลเป็นเจ้าของ
  • ภูมิปัญญาของชาติที่เป็นสมบัติของชาติซึ่งหากใครจะนำไปใช้ประโยชน์ต้องขออนุญาต
  • และภูมิปัญญาทั่วไปที่คนทั่วโลกสามารถใช้ประโยชน์ได้

แต่ในการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ได้มีการเพิ่ม "ภูมิปัญญาชุมชน" เข้ามาเป็นประเภทที่ 4 เพื่อคุ้มครองตำรับยาของกลางบ้านหรือสูตรยาเฉพาะของบางชุมชน ซึ่งหากใครต้องการนำภูมิปัญญาของชุมชนไปใช้ประโยชน์ จะต้องจ่ายค่าตอบแทนให้กับชุมชนนั้น ๆ เพื่อให้เงินหมุนเวียนกลับสู่ชุมชน แต่หากชุมชนนั้นสลายตัวไป ภูมิปัญญาดังกล่าวจะกลับไปเป็นภูมิปัญญาของชาติต่อไป

“ภูมิปัญญาชุมชนนี้ ให้สิทธิชุมชนสามารถรวมตัว เพื่อขอขึ้นทะเบียนและจดทะเบียนสิทธิเป็นเจ้าของภูมิปัญญาได้ หากมีผู้นำไปใช้ทางการค้าจะต้องขออนุญาตและจ่ายค่าตอบแทนให้ชุมชน” นพ.เทวัญกล่าว

3.) การใช้ประโยชน์ภูมิปัญญาของชาติเพื่อการค้า เดิมต้องขออนุญาตและชำระค่าตอบแทน โดยครอบคลุมการขอขึ้นทะเบียนตามกฎหมายหมายว่าด้วยยาเท่านั้น ปรับใหม่ขยายความคุ้มครองให้ครอบคลุมถึงการนำไปขอขึ้นทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยผลิตภัณฑ์สมุนไพรด้วย และเพิ่มข้อกำหนดให้สามารถลดหรือยกเว้นค่าตอบแทนได้ตามหลักเกณฑ์

4.) ในส่วนของ กองทุนภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย มีการวางแผนให้นำเงินรายได้จากค่าธรรมเนียมต่าง ๆ กลับเข้าสู่กองทุนโดยตรง จากเดิมที่ค่าธรรมเนียม เช่น การขออนุญาตกัญชา จะต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินทั้งหมด ซึ่งที่ผ่านมางบประมาณของกองทุนที่ได้รับอยู่ประมาณ 80 ล้านบาท เพื่อใช้ในการส่งเสริมการวิจัย การคุ้มครองภูมิปัญญา และการประชาสัมพันธ์ยกระดับการแพทย์แผนไทย

“เงินกองทุนฯที่ได้อยู่เดิมไม่เพียงพอที่จะผลักดันการแพทย์แผนไทยให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในระดับโลก จึงจำเป็นต้องนำเงินค่าธรรมเนียมมาเป็นรายได้หมุนเวียน รวมถึง เงินจากผู้ที่ใช้ประโยชน์จากภูมิปัญญาที่ต้องจ่ายคืนกลับเข้าสู่กองทุน เพื่อใช้ในการพัฒนาการวิจัยและพัฒนาการแพทย์แผนไทยต่อไป”นพ.เทวัญกล่าว 

5.) ในส่วนขององค์ประกอบและวาระของคณะกรรมการก็ได้มีการปรับเปลี่ยนจากเดิมที่มีวาระ 2 ปี ให้เพิ่มเป็น 4 ปี เพื่อให้ผู้ทรงคุณวุฒิสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องและเข้าใจระบบมากขึ้น พร้อมทั้งปรับปรุงตำแหน่งกรรมการจากกรมต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับการปฏิรูประบบราชการในปี พ.ศ. 2545 และลดจำนวนกรรมการให้เหลือเท่าที่จำเป็น
รื้อใหม่ใน 27 ปี ‘พ.ร.บ.คุ้มครองฯการแพทย์แผนไทย’ แอบใช้ทางการค้าเพิ่มโทษหนัก 5 เท่า

และ6.) การปรับปรุงเรื่องบทกำหนดโทษเพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัยปัจจุบัน จากเดิมที่กรณีละเมิดสิทธิทางการค้า จะมีโทษเพียงฝ่าฝืนข้อห้ามทั่วไป เช่น เรื่องสมุนไพรควบคุม ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับนั้น  ไม่เพียงพอที่จะทำให้คนเกรงกลัว ในร่างใหม่เพิ่มโทษเฉพาะกรณีนำภูมิปัญญาไปใช้ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นพ.เทวัญ ย้ำกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ถึงเรื่องการปรับปรุง พ.ร.บ. ฉบับนี้จะส่งเสริมในแง่ของเศรษฐกิจสุขภาพได้ด้วยหรือไม่ว่า  การแก้ไขกฎหมายจะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจผ่านการพัฒนาและยกระดับสมุนไพร ซึ่งจะสร้างประโยชน์ตั้งแต่ต้นน้ำ คือ ประชาชนผู้ปลูกสมุนไพร กลางน้ำ คือ การแปรรูปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์หรือสารสกัด และปลายน้ำ คือ ผลิตภัณฑ์สุดท้ายและการนำไปใช้รักษาโรค

“กระบวนการเหล่านี้จะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับประชาชนตั้งแต่ระดับฐานรากขึ้นมา ซึ่งในปัจจุบันมูลค่าตลาดของผลิจภัณฑ์สมุนไพรของไทย ประมาณ 45,000 ล้านบาท ทั้งนี้ นโยบายของกระทรวงสาธารณสุขมีแผนผลักดันให้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้เพิ่มมากขึ้น รวมถึง มีเป้าหมายสู่การส่งออกด้วย” นพ.เทวัญกล่าว