จากการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย (MICS) ครั้งที่ 6 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ องค์การยูนิเซฟ (UNICEF) ประเทศไทย สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) และกรมอนามัย
มีเด็กปฐมวัยได้เล่นกับพ่อแม่หรือผู้ปกครอง 90.3 % เป็นอันดับที่ 11 จาก 84 ประเทศที่มีรายได้ต่ำ หรือปานกลาง โดยการเล่นที่พบมากที่สุด คือ การเล่นกับเด็ก 98 % การพาเด็กไปเดินเล่นนอกบ้าน 97% และการหัดเรียกชื่อ นับเลขหรือวาดรูป 95 % ส่วนการเล่นที่พบน้อยที่สุด คือ การเล่านิทาน 8%4 การร้องเพลง 80 % การอ่านหนังสือหรือดูสมุดภาพ 78 %
ในทางกลับกัน ผลการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย ปี 2565 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ และองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย พบเด็กอายุ 0-1 ปี ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น จากในปี 2562 23% เป็น 27% ในปี 2565 และเด็กอายุ 2-4 ปี ใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น จาก 70.2% เป็น 80.4% และมีผู้ปกครองปล่อยให้เด็กอายุ 0-1 ปี ใช้เวลาอยู่กับหน้าจอมากกว่า 1 ชั่วโมงต่อวันสูงถึง 43.9%
สอดคล้องกับรายงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เกี่ยวกับการใช้ไอซีทีของเด็กและเยาวชน ปี 2566 ซึ่งเด็กและเยาวชนใช้งานอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น จาก 86.3% ในปี 2562 เป็น 98.2% ในปี 2566
เป็นสิ่งที่อาจสะท้อนให้เห็นว่า โอกาสในการ “เล่นอิสระ”ของเด็กลดลง เนื่องจากมีเวลาในการติดหน้าจอมากขึ้น
วัยรุ่นจำนวนมาก วิตกกังวล-ซึมเศร้า
ผศ.พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์เวชศาสตร์วัยรุ่น รพ.รามาธิบดี กล่าวถึงพลังของการเล่น กุญแจสู่พัฒนาการ ทักษะชีวิต และการเรียนรู้ในโลกยุคใหม่ว่า เป้าหมายของการเลี้ยงดูเด็ก จะต้องให้เขามีชีวิตที่อยู่กับสุขและทุกข์ได้ เมื่อมีความสุขก็ไม่หลังกับมันจนเกินไป เมื่อเจอทุกข์ก็ไม่ต้องทุกข์กับมันจนฆ่าตัวตาย
“ตอนนี้ปัญหาสุขภาพจิตเป็นเรื่องสำคัญ โดยกว่า 90 %ของเคสที่เข้ารับการปรึกษาในคลินิกวัยรุ่นของหมอเอง มาด้วยปัญหาด้านสุขภาพจิต เจอเด็กที่มีภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้าเต็มไปหมด”
ดังนั้น 3 เรื่องสำคัญที่เป็นหน้าที่ของคนที่ดูแลเด็ก คือ 1.การสร้าง "ตัวตนที่มั่นคง" (Self Esteem ) 2.ความสัมพันธ์ที่เป็นความรักอย่างไร้เงื่อนไขในชีวิต(Relationship) และ3.การสร้างทักษะสำคัญที่จำเป็นให้ติดตัวเขาไปใช้ เพื่อให้การเติบโตไปเป็นของตัวเขาเอง
โดยท่ามกลางโลกที่ผันผวนนี้ ทักษะสำคัญสำหรับเด็กที่จะเติบโตอยู่กับโลกปัจจุบันแบบที่มีความสุข มีความมั่นคง อยู่กับความท้าทายต่างๆได้ ประกอบด้วย ทักษะการฟื้นคืนหรือความยืดหยุ่นทางใจ (Resilience) ความมุ่งมั่นพยายาม (Grit) และการมีสุขภาพจิตที่ดี(Good mental health)
รวมไปถึง การมีทักษะ “4 C” ได้แก่ การคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ การสื่อสาร และการทำงานเป็นทีม ล้วนเป็นสิ่งที่สำคัญ
ต้องลงทุนในช่วงต้นของชีวิตเด็ก
การจะให้เกิดทักษะเหล่านี้กับเด็ก จะต้องลงทุนในช่วงเวลาสำคัญของเด็ก คือ ช่วงต้นของชีวิต เนื่องจากสมองของเด็ก ตั้งแต่แรกเกิดถึง 5-6 ขวบเป็นช่วงที่สมองโตมากที่สุด เติบโตถึง 90 % โดยสมองส่วนที่อยากให้เด็กสร้างมากที่สุด คือ สมองส่วนหน้า ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการกำกับตัวเอง การคิดยืดหยุ่น และความจำเพื่อใช้งาน โดยการเรียนรู้ตลอดทางของเด็กและวัยรุ่น จึงเป็นการเรียนรู้ที่สำคัญต่อการสร้างสมองส่วนนี้
แรกเกิดมนุษย์จะมีเซลล์สมองที่น้อย แต่เมื่อ 6 ปีเซลล์ประสาทจะสร้างเต็มที่จนแน่น จนเมื่อ 14 ปี เซลลืประสาทก็เริ่มบางลง เพราะธรรมชาติจะเลือกเซลล์ประสาทที่สำคัญเก็บไว้ เพื่อจะได้สร้างเยื่อหุ้มเซลล์ประสาท และเมื่อนำกระแสประสาทจะกระโดดทำงานได้เร็ว
“การเล่น” ช่วยสร้างเซลล์ประสาท
“แต่ไม่ใช่ว่าเด็กทุกคนจะมี “เซลล์ประสาท”ที่หนาแน่น พบว่า เด็กที่ไม่ได้เรียนรู้ผ่านการเล่น และเด็กที่เติบโตมากับความเป็นพิษมากๆ เช่น ความเครียด วิกฤติต่างๆ การทะเลาะเบาแว้งในครอบครัว หรือความเครียดที่เกิดจากพ่อแม่ตี ทำร้าย ใช้คำพูดแย่ๆ สมองก็จะบางลง”
ข้อมูลจากการศึกษาวิจัยในหนูทดลอง ยืนยันว่า หนูที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีอุปกรณ์ให้เล่น มีพื้นที่ให้ปีนป่ายและทดลองทำสิ่งต่างๆ จะมีการแตกแขนงของ “เซลล์ประสาท”ที่หนาแน่นกว่าหนูที่ถูกเลี้ยงในกล่องที่จำกัดพื้นที่อย่างเห็นได้ชัด
“เด็กๆจะสร้างเซลล์ประสาท ขยายสมอง เสริมพัฒนาการด้านต่างๆ ผ่านการลงมือทำ ได้จับ ได้เล่น ได้ทำด้วยตัวเขาเอง และทำอย่างมีความสุข ซึ่งการเล่นไม่ใช่การพักจากการเรียนรู้ แต่ความจริงทางวิทยาศาสตร์ การเล่น คือ กระบวนการเรียนรู้ พัฒนาโครงสร้างสมองโดยตรง โดยปราศจากความกดดัน”
เล่น30 นาที ปรับเปลี่ยนยีนในสมอง
เพราะฉะนั้น เมื่อใครถามว่าจะเลือกโรงเรียนอนุบาลให้ลูกอย่างไร คุณหมอโอ๋ จึงตอบตอบสั้นมาก ว่า เลือกโรงเรียนที่ให้เด็กได้เล่นมากๆ เพราะหน้าที่ของเด็กอนุบาล คือการเล่น ส่วนโรงเรียนที่ “เร่งเรียน” นำเด็กไปเขียน ไปจับปากกาในวัยที่เขายังไม่พร้อม กล้ามเนื้อมือยังพัฒนาไม่เต็มที่ นอกจากจะไม่ช่วยให้เด็กเก่งขึ้นแล้ว ยังอาจทำลายความมั่นใจในตนเองของเด็กอย่างถาวร
เด็กที่ถูกกดดันให้ทำในสิ่งที่ฝืนธรรมชาติจะเริ่มรู้สึกว่าตนเอง "ไม่เอาไหน" หรือ "ทำไม่ได้" ซึ่งเป็นรอยร้าวเล็กๆ ที่จะขยายใหญ่ขึ้นเมื่อพวกเขาเติบโต กระทบอย่างมากๆต่อการพัฒนาของเด็ก ในเรื่อง “การสร้างความเชื่อมั่นในตนเองว่าเขาทำได้”
ในทางตรงกันข้าม การปล่อยให้เด็กเล่นอิสระ (Free Play) สมองของเด็กจะกระตุ้นการสร้างโปรตีนปุ๋ยสมอง(Brain-Derived Neurotrophic Factor : BDNS) กระตุ้นการสร้างเซลล์ประสาทใหม่ รวมถึง พื้นที่ควบคุมการคิดระดับสูงถูกปรับแต่งและสร้างเครือข่ายประสาทที่ซับซ้อนขึ้นผ่านการเล่น และการเล่นเพียง 30 นาที ยีนกว่า 1 ใน 3ในสมองส่วนหน้ามีการปรับเปลี่ยนการทำงานไปในเชิงบวก
นอกจากนี้ ยังสร้างทักษะสมอง EF สร้างความคิดยืดหยุ่น และเสริมการยับยั้งชั่งใจ ซึ่งเป็นหน้าต่างแห่งโอกาสในการพัฒนาสมองส่วนหน้าที่สำคัญที่สุด และการเล่นยังเป็นเกราะป้องกันความเครียดเป็นพิษ เนื่องจากช่วยลดฮอร์โมนความเครียดอย่างคอร์ติซอล พร้อมทั้งกระตุ้นการหลั่งสารแห่งความสุข เช่น เอนโดฟินและโดปามีน ซึ่งเป็นสภาวะที่สมองเปิดรับการเรียนรู้ได้ดีที่สุด
ความแตกต่างของรูปแบบการเล่น
สำหรับรูปแบบการเล่นและวิวัฒนาการทางสมอง
1.การเล่นกับสิ่งของ(Object Play) เรียนรู้ฟิสิกส์ พื้นที่และพัฒนาการแก้ปัญหา
2.การเล่นกลางแจ้ง(Outdoor Play) บูรณาการระบบประสาทสัมผัสและพัฒนาสมรรถภาพทางกาย
3.การเล่นที่ใช้พละกำลัง(Rough-and-Tumble) ประเมินความเสี่ยง พัฒนาความเห็นอกเห็นใจและควบคุมอารมณ์
4.การเล่นบทบาทสมมติ(Sociodramatic Play) ฝึกเจรจาต่อรอง สร้างกฎเกณฑ์และการกำกับตนเอง
ทั้งนี้ รูปแบบการเล่น หากเป็นการเล่นอิสระ(free Play) เด็กเป็นผู้นำ 100 % จะทำให้ค้นพบความสนใจของตนเอง และกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นเชิงสำรวจ แต่กาเป็นการเล่นแบบชี้นำ(Guided Play) เด็กเป็นผู้นำ ผู้ใหญ่จัดสภาพแวดล้อม จะนำไปสู่เป้าหมายการรียนรู้ที่วางไว้ และการสอนแบบป้อนข้อมูล(Direct Instruction) แบบที่ผู้ใหญ่เป็นผู้นำ ท่องจำ ทำแบบฝึกหัด ทำให้เกิดการจดจำเนื้อหา แต่จำกัดความคิดสร้างสรรค์และลดทอนความตั้งใจเรียน
ปกป้องเกินไป เด็กขาดความยืดหยุ่นทางใจ
ผศ.พญ.จิราภรณ์ บอกอีกว่า อุปสรรคอีกประการที่ขวางกั้นพัฒนาการของเด็ก คือ การที่พ่อแม่ในยุค "ลูกน้อย" มักปกป้องลูกมากจนเกินไป หรือการเลี้ยงแบบ "ขังไว้ในฟองสบู่" (Bubble Wrap Parenting) เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทุกรูปแบบ
“การไม่ยอมให้ลูกได้ลองผิดลองถูก ไม่ให้เผชิญความท้าทาย หรือการจัดเตรียมพื้นที่ที่ปลอดภัยเกินไปจนขาดความน่าสนใจ ทำให้เด็กขาดทักษะการจัดการตนเองเมื่อต้องเผชิญกับปัญหาจริง เกิดการถอยร่นจากความท้าทานและขาดความยืดหยุ่นทางใจ”
ส่วนการปล่อยให้เด็กเผชิญกับโลกออนไลน์ที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อเด็ก จะขัดขวางการเข้าสู่โหมดค้นหาที่เด็กควรได้เรียนรู้โลกผ่านการลองผิดลองถูกทางกายภาพ
ขณะที่การเล่นที่มีความท้าทายในระดับที่เหมาะสม (Challenge) คือ โรงเรียนฝึกหัดชีวิตที่ยอดเยี่ยม เพราะเด็กจะได้เรียนรู้ว่าความผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดา และสามารถเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ ซึ่งสิ่งนี้คือรากฐานของความยืดหยุ่นทางใจ
4 ใบสั่งยาจากกุมารแพทย์
ท้ายที่สุด ผศ.พญ.จิราภรณ์ ย้ำใน 4 เรื่อง คือ ปกป้องเวลาสำหรับการเล่นอิสระที่ไม่มีโครงสร้างบังคับ ,เลือกใช้แนวทางการเรียนรู้ผ่านการเล่น แทนการเร่งเรียนวิชาการแบบท่องจำในเด็กปฐมวัย,ส่งเสริมการสื่อสารแบบรับ-ส่งอย่างสม่ำเสมอ และให้ความสำคัญกับความสุขร่วมกัน เพื่อลดระดับความเครียดสะสมในครอบครัว
การปกป้อง สิทธิในการเล่นของเด็ก จึงเท่ากับการปกป้องพัฒนาการทางสมองและอนาคตของชาติ พ่อแม่และสถานศึกษาจำเป็นต้องเปลี่ยนทัศนคติจากการเร่งเรียนวิชาการ มาเป็นการสร้างพื้นที่และโอกาสในการเล่นที่หลากหลาย ทั้งการเล่นโดยใช้กำลัง การเล่นสิ่งของ และการเล่นสมมติ เพื่อบ่มเพาะทักษะที่จำเป็น
“เด็กที่เล่นเป็น คือเด็กที่จะเติบโตขึ้นมาพร้อมกับหัวใจที่เข้มแข็ง มีตัวตนที่ชัดเจน และพร้อมจะสนุกไปกับการเรียนรู้ในโลกที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง”


