วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน 2569

Login
Login

กทม. 2569 ‘บาดแผล’ ใต้ตึกระฟ้า จี้นโยบาย ‘ผู้ว่าฯ (คนใหม่)’

เปิดบาดแผลวิกฤติทับซ้อนของคนกรุง  ระบบสุขภาพลักลั่น  ความรุนแรงทางเพศและในครอบครัวหนัก  เด็กนอกระบบกว่า 1.3 แสนคน แถมเข้าสู่สถานพินิจ  มีชุมชนนอกระบบไม่ได้จดทะเบียนเพียบ ทำไร้สิทธิสวัสดิการ

เมืองหลวงที่มีภาพลักษณ์ของความเจริญรุ่งเรือง แต่กรุงเทพมหานครกลับซุกซ่อน “ปัญหาเชิงคุณภาพชีวิด”ของผู้คนไว้อย่างมากมาย  โดยเฉพาะ "ช่องว่าง" ของระบบหลักประกันสุขภาพที่คนนับ 10 ล้านคนกำลังต้องเผชิญ ไปจนถึงสถิติความรุนแรงในครอบครัวและตัวเลขเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาที่พุ่งสูง

ตัวเลขจำนวนประชากรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ จากข้อมูลของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย จนถึงช่วงครึ่งปี 2569 ปรากฏตามทะเบียนราษฏร มีกว่า 5 ล้านคน และหากรวมประชากรแฝง ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน อาจสูงถึง 8-10 ล้านคน นับเป็นบุคคลที่กำลังเผชิญกับบาดแผลภายใต้ตึกสูง

การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 2569 จึงไม่ใช่เพียงการเดิมพันเรื่องปากท้อง รถติด หรือน้ำท่วมเพียงเท่านั้น  แต่ควรจะต้องตอบคำถามว่า "พ่อเมือง" คนต่อไป จะกล้าลุกขึ้นมาเป็นเจ้าภาพสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น  เพื่อไม่ให้ใครต้องถูกทิ้งไว้ภายใต้ความไม่เป็นธรรม

ระบบสุขภาพซับซ้อน

 นายธนัช ธรรมิสกุล หัวหน้าฝ่ายพิทักษ์สิทธิ์ผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ในฐานะหัวหน้าหน่วยงานประจำจังหวัดกรุงเทพมหานคร สภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า ถึงแม้ กรุงเทพมหานคร มีหน่วยบริการสุขภาพจำนวนมาก ทั้งศูนย์บริการสาธารณสุข โรงพยาบาลในสังกัดกรุงเทพฯ โรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย โรงพยาบาลเอกชน และ หน่วยบริการอื่นๆ  

แต่กลับเป็นพื้นที่ที่มีความซับซ้อนด้านสุขภาพมากที่สุดของประเทศไทย แต่ทุกคนกลับไม่ได้อยู่ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพเดียวกัน เพราะกระจายอยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บัตรทอง) ประกันสังคม และ สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ แต่ละระบบมีกลไกบริหารจัดการ งบประมาณ และเงื่อนไขการเข้ารับบริการที่แตกต่างกัน 

ปัญหาสำคัญ คือ ระบบบริหารจัดการระบบสุขภาพหน่วยบริการยังไม่ถูกเชื่อมโยงเป็นระบบเดียวอย่างแท้จริง เหตุเพราะหน่วยงานยังขาดเอกภาพ การทำงานยังมีลักษณะแยกส่วนระหว่างระบบจัดสรรงบประมาณของแต่ละกองทุน และระบบบริการสุขภาพ ต่างหน่วยต่างรับผิดชอบ และขาดกลไกกลางที่มีอำนาจในการบริหารจัดการภาพรวม ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากยังเผชิญปัญหาการเข้าถึงบริการ การส่งต่อ การรอคิว ความแออัดของโรงพยาบาลใหญ่ และความไม่ต่อเนื่องในการรักษา

ปฏิรูปโครงสร้างระบบสุขภาพคนกรุง

นายธนัช  ย้ำถึงผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ต้องมีบทบาทนำเชื่อมโยงหน่วยบริการทุกระดับ ทุกสังกัด และทุกระบบหลักประกันสุขภาพ ให้ทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์ของประชาชน รวมถึง กำหนดกลไกงบประมาณด้านบริการสุขภาพของกรุงเทพฯให้สอดคล้องกับต้นทุนจริงของเมืองใหญ่

กรุงเทพมหานคร ต้องไม่ทำหน้าที่เป็นแค่หน่วยงานท้องถิ่นที่ดูแลเฉพาะงานส่งเสริมสุขภาพ หรือบริการบางส่วนตามศักยภาพ แต่ต้องก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าภาพหลักบริหารจัดการ ประสาน และ บูรณาการ ทุกระบบบริการสุขภาพของประชาชนในพื้นที่กรุงเทพฯ  โดยต้องปฏิรูประบบเชิงโครงสร้าง

 “นโยบายสุขภาพของกรุงเทพมหานคร ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงนโยบายเฉพาะกลุ่มผู้ป่วย แต่เป็นนโยบายคุณภาพชีวิตของคนทั้งกทม. เพราะทุกคนมีโอกาสเจ็บป่วย ทุกครอบครัวอาจต้องพึ่งพาระบบบริการสุขภาพ และทุกปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบส่งต่อ งบประมาณ หรือความแออัดของโรงพยาบาล ล้วนส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง” นายธนัชกล่าว

ความรุนแรงทางเพศ-ในครอบครัว

อย่างไรก็ตาม ปัญหาคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ ไม่ได้มีเพียงเรื่องอระบบสุขภาพ โดยข้อมูลจากมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ระบุว่า กทม. ครองแชมป์พื้นที่ที่มีความรุนแรงทางเพศและความรุนแรงในครอบครัวสูงเป็นอันดับ 1 บนหน้าสื่อ แต่นโยบายด้านความปลอดภัยสำหรับผู้หญิงและเด็กกลับยังขาดการเหลียวแลและให้ความสำคัญ

นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ที่ปรึกษามูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า จากการรวบรวมข้อมูลความรุนแรงทางเพศ และความรุนแรงในครอบครัวในพื้นที่ กทม. ที่นำเสนอผ่านข่าวหนังสือพิมพ์ และออนไลน์ พบสถิติสูงเป็นอันดับหนึ่ง คือ ความรุนแรงทางเพศ โดยปี 2565 พบ 39 ข่าว ปี 2566 จำนวน 34 ข่าว รองลงมาคือข่าวฆ่ากันในครอบครัว 29 ข่าว เชื่อว่ามีอีกมากที่ไม่เป็นข่าว

ตอนนี้ยังไม่เห็นนโยบายด้านความปลอดภัยของผู้หญิงในพื้นที่ กทม.เท่าที่ควร  จึงขอให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.และ สก. มีนโยบายสนับสนุนพื้นที่ความปลอดภัยสำหรับผู้หญิงและเด็กในทุกชุมชนใน กทม. โดยสนับสนุนองค์ความรู้ งบประมาณ และบุคคลกร มีการตัังศูนย์ให้คำปรึกษาแก่ผู้ประสบความรุนแรงในครอบครัว ความรุนแรงทางเพศ ทุกเขต และมีนโยบายบรูณาการช่วยเหลือผู้หญิง และเด็กที่ประสบปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ทั้งโรงพยาบาล  สถานีตำรวจ นักสังคมสงเคราะห์  แบบเร่งด่วนเมื่อเกิดเหตุ

เด็กหลุดระบบการศึกษา -เข้าสถานพินิจ

ด้านนายชูวิทย์ จันทรส เลขาธิการมูลนิธิเด็ก เยาวชนและครอบครัว กล่าวว่า ข้อมูลจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาระบุว่าตัวเลขเด็กที่อยู่นอกระบบการศึกษา เด็กดรอพเอาท์ ในกทม. มากกว่า 130,000 คน คิดเป็น 12.36% ของประชากรกลุ่มนี้ แต่สามารถดึงเด็ก เยาวชนเข้าสู่ระบบการศึกษาได้เพียง 20-30%

กทม. 2569  ‘บาดแผล’ ใต้ตึกระฟ้า จี้นโยบาย ‘ผู้ว่าฯ (คนใหม่)’

ขณะเดียวกัน ปี 2568 พบเด็ก เยาวชนใน กทม. เข้าสถานพินิจ กว่า 1,000 คน ฐานความผิดเกี่ยวกับชีวิต ร่างกาย ทรัพย์ อาวุธปืน ความผิดเกี่ยวกับการคมนาคม เพศ และยาเสพติด ตามลำดับ โดยคดีเกี่ยวกับยาเสพติดเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ  เมื่อพิจารณาด้านสุขภาพจิตเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีทั้งประเทศของกรมสุขภาพจิต พบว่ามีความเสี่ยงซึมเศร้า 8.4% เสี่ยงฆ่าตัวตาย 14% มีเพียง 51.4% เท่านั้นที่มีสภาวะสุขภาพจิตดี

“จากการติดตามนโยบายของผู้สมัครผู้ว่า กทม. ก็ยังเน้นไปที่เศรษฐกิจ น้ำท่วม รถติด เป็นภาพใหญ่ ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ แต่ในเวลาเดียวกันกทม. ก็มีปัญหาที่คู่ขนานกันในหลายมิติ”นายชูวิทย์กล่าว

ดังนั้น การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ครั้งนี้ จึงอยากเห็นนโยบายที่ให้ความสำคัญกับลูกหลานคน กทม.ที่ลงลึก การแก้ปัญหายาเสพติดแบบมุ่งเป้าที่เด็กและเยาวชน การแก้ไขปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษา ช่วยเหลือดึงเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาที่หลากหลาย  การเพิ่มพื้นที่สร้างสรรค์ ที่ยึดโยงกับชุมชน  การมีพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กๆ ได้ระบาย แลกเปลี่ยน ขอคำปรึกษาทั้งในโรงเรียนสังกัด กทม. และจุดอื่นๆ ที่ กทม.กำกับดูแลเช่น หอศิลป์  เป็นต้น

 ชุมชนนอกระบบ ไร้สวัสดิการพื้นฐาน

ขณะที่ นายไพบูลย์ บุญประเสริฐ ผู้ประสานงานเครือข่ายชุมชนกำลังดี กล่าวว่า กทม.ยังมีชุมชนกว่า 100 แห่งที่ยังไม่ได้จดทะเบียนชุมชน ทำให้ผู้อยู่อาศัยเข้าไม่ถึงโอกาสและสวัสดิการขั้นพื้นฐานที่ควรได้รับ มีข้อกำจัดในการเข้าถึงงบประมาณพัฒนาชุมชน การมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจของภาครัฐ

 หลายพื้นที่ขาดพื้นที่สาธารณะ พื้นที่สร้างสรรค์ ขาดระบบจัดการสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม มีปัญหาขยะ น้ำเสีย และความไม่ปลอดภัย บางชุมชนเผชิญปัญหายาเสพติด ความรุนแรง และความเสี่ยงทางสังคม กลุ่มเปราะบางทั้งผู้สูงอายุ ผู้พิการ เด็กและเยาวชนได้รับผลกระทบมากสุด ทำให้เด็ก เยาวชนบางส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ความรุนแรงและปัญหาสังคมรูปแบบต่างๆ ขอให้ผู้ว่าฯ กทม. พิจารณานโยบาย

 1.สำรวจและทำฐานข้อมูลชุมชนไม่จดทะเบียนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เห็นและเข้าใจปัญหาที่แท้จริง

 2.เปิดช่องให้ชุมชนไม่จดทะเบียนสามารถเข้าถึงงบประมาณ และโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตได้ 3. ลงทุนสร้างพื้นที่ปลอดภัย พื้นที่สร้างสรรค์สำหรับเด็ก เยาวชน

 4.พัฒนาระบบสาธารณูปโภคและสิ่งแวดล้อมพื้นฐาน เช่น น้ำสะอาด จัดการขยะ พื้นที่สาธารณะ และความปลอดภัยในชุมชน

 และ 5. สร้างกลไกให้ชุมชนไม่จดทะเบียนมีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบายและแผนพัฒนาเมืองที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของพวกเขาโดยตรง