วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน 2569

Login
Login

กางแผนสธ.สกัด ‘แพทย์ลาออก’  จำกัดทำงานไม่เกิน 40 ชั่วโมง - เพิ่มเงิน 'แพทย์แฟมเมด'

นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการแก้ปัญหาเรื่องแพทย์ลาออกว่า  ประเทศไทยมีแพทย์รวมทั้งประเทศประมาณ 60,000 คน อยู่ในระบบของกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)มากกว่า 20,000 คน กระจายตัวอยู่ในโรงพยาบาลชุมชนและโรงพยาบาลขนาดใหญ่ เพื่อดูแลประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ  ขณะเดียวกันแต่ละปีจะมีแพทย์จบใหม่ประมาณ 2,800 คน  เข้าสู่ระบบของกระทรวงสาธารณสุขปีละไม่เกิน 2,000 คน ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 800 คนจะกระจายไปยังโรงเรียนแพทย์และสังกัดอื่นๆ เช่น กระทรวงกลาโหม

แพทย์ลาออกจากสธ.ปีละ 600-800 คน

“ในจำนวน 2,000 คนที่เข้ามาอยู่ในระบบของสธ. จากสถิติพบว่ามีแพทย์ลาออกในช่วงการใช้ทุนปีที่ 1 ขึ้นปีที่ 2 ประมาณ 200-300 คน และลาออกในช่วงปีที่ 3 เพื่อไปเรียนต่อเฉพาะทางอีกประมาณ 200 คน รวมแล้วมีแพทย์ไหลออกจากระบบประมาณ 600-800 คนต่อปี และเมื่อเรียนจบแพทย์เฉพาะทางแล้วลาออกอีกส่วนหนึ่ง”นพ.สมฤกษ์กล่าว 

นพ.สมฤกษ์ กล่าวอีกว่า ปัญหาการขาดแคลนแพทย์ในบางพื้นที่ เป็นปัญหาเฉพาะจุดในพื้นที่ที่แพทย์จบใหม่ไม่อยากไปทำงาน เนื่องจากระบบการทำงานและความเป็นอยู่ โดยกลุ่มแพทย์เพิ่มพูนทักษะหรือแพทย์อินเทิร์น (Intern) แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ 1.กลุ่มโครงการผลิตแพทย์เพื่อชาวชนบท หรือแพทย์ซีเพิร์ด (CPIRD) ซึ่งมักจะอยู่ในระบบได้นานกว่าเพราะเป็นคนในพื้นที่

แต่ปัญหาซีเพิร์ดคือกติกาเดิมเป็นคนจังหวัดไหนเมื่อเรียนจบแล้ว ต้องกลับไปทำงานจังหวัดนั้น ทำมาเกือบ 20 ปีทำให้บางจังหวัดมีแพทย์เกิน ซึ่งปีนี้ก็ได้ปรับไปแล้วในการให้แพทย์ซีเพิร์ดทำงานขยับจังหวัดได้

และ2.กลุ่มที่มาจากกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.) ที่เป็นแพทย์ส่วนกลาง ซึ่งส่วนใหญ่จะมาจากกรุงเทพฯหรือจังหวัดใหญ่ เวลาจะจัดสรรลงพื้นที่ใช้ทุนจะใช้กระบวนการจับสลาก ด้วยการนำพื้นที่มาให้เลือก จนสุดท้ายเหลือพื้นที่ที่ไม่อยากไป แต่เพื่อให้ผ่านการใช้ทุนปีที่ 1 ที่จะได้รับสิทธิ์ไปเรียนต่อเฉพาะทาง เมื่อครบปี 1 ก็จะลาออก  ทำให้พื้นที่ที่ขาดแคลนแพทย์จะเป็นพื้นที่ซ้ำๆที่น้องๆไม่อยากไป ก็ต้องจับสลาก แต่ปีที่ผ่านมาก็ปรับให้พื้นที่ที่ขาดหรือสีแดงนี้ ให้สิทธิ์เลือกไปบรรจุได้ โดยคนที่เลือกไปพื้นที่นี้จะได้เลือกทุนเรียนต่อเฉพาะทางได้ก่อน

ปี 70 บรรจุแพทย์ซีเพิร์ด 50 %

“ปีหน้าจะเอาจำนวนแพทย์ที่จะบรรจุเข้าระบบสธ. 50 %ให้กับแพทย์ซีเพิร์ดกระจายไปอยู่ และอีก 50 % จึงจะเป็นแพทย์ที่จบจากแพทย์ส่วนกลาง โดยใน 2,000 ตำแหน่งก็จะแบ่งเป็นโควตาสำหรับกลุ่มซีเพิร์ด 50% และกลุ่ม กสพท.50% การปรับเปลี่ยนนี้ทำให้แพทย์ซีเพิร์ดต้องขยับไปอยู่จังหวัดอื่นที่อาจจะไม่ใช่ภูมิลำเนา”นพ.สมฤกษ์กล่าว

 ตัวอย่างเช่น จังหวัดในเขตอีสานอย่าง จ.ศรีสะเกษที่ไม่มีแพทย์ซีเพิร์ดมาอย่างต่อเนื่อง แต่จ.อุบลราชธานีหรือสุรินทร์มีแพทย์ซีเพิร์ดต่อเนื่องจนล้น ฉะนั้น ในปีหน้าหากศรีสะเกษต้องการแพทย์ 60 คน ก็จะเป็นแพทย์ซีเพิร์ด 30 คน ก็จะให้แพทย์ซีเพิร์ดจากอุบลราชธานีและสุรินทร์จะต้องมาทำงานที่ศรีสะเกษ
ถามว่าจะกระทบสิทธิ์ในการไปเรียนต่อเฉพาะทางของแพทย์ที่จบจากกลุ่มกสพท.จะลดลงหรือไม่ นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า ไม่กระทบ เนื่องจากสัดส่วนพื้นที่ที่มีปัญหาขาดแคลนที่เป็นสีแดงมีเพียงประมาณ 10% หรือ 200 คนจากทั้งหมด 2,000 คนเท่านั้น

กำหนดทำงานไม่เกิน 40 ชม/สัปดาห์

นพ.สมกฤษ์ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ปัญหาของแพทย์อินเทิร์นเป็นเรื่องของระบบการทำงานในโรงพยาบาล โดยเฉพาะแพทย์อินเทิร์นปีที่ 1-3 ที่ต้องอยู่เวรหนักทั้งในรพ.ใหญ่และรพ.ชุมชน  ซึ่งกระทรวงฯได้มีการสำรวจจำนวนแพทย์ของทุกโรงพยาบาลแล้ว คงจะได้ออกแนวทางล้อกับของแพทยสภา

"ในเรื่องการจะกำหนดชั่วโมงการทำงานให้ชัดเจน โดยตั้งเป้าไว้ที่ไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ขณะนี้อยู่ในช่วงการสอบถามรพ.ทุกแห่งว่ารพ.ไหนยังมีปัญหาในการจัดเวรเพื่อไม่ให้แพทย์อินเทิร์น อยู่เวรเกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หากไม่ติดขัดเรื่องใดคาดว่าภายใน 1-2 สัปดาห์นี้สธ.จะประกาศเรื่องนี้ เพื่อให้รพ.ทุกแห่งปรับการทำงาน"นพ.สมฤกษ์กล่าว   

จากการสอบถามเบื้องต้น พบว่า โรงพยาบาลส่วนใหญ่เห็นว่าสามารถดำเนินการได้ โดยในโรงพยาบาลชุมชนขนาดเล็กที่มีแพทย์ประจำประมาณ 4-6 คน หากมีการจัดเวรที่เหมาะสม ก็จะสามารถบริหารจัดการให้ทำงานไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ได้  

ขณะที่โรงพยาบาลขนาด 60 เตียงที่มีแพทย์ 7-9 คน จะยิ่งบริหารจัดการได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ยังกำชับให้โรงพยาบาลปรับปรุงระบบการดูแล โดยไม่ให้พี่เลี้ยงหรือแพทย์รุ่นพี่ปล่อยให้น้องอินเทิร์นต้องอยู่เวรและตัดสินใจเพียงลำพังโดยไม่มีการให้คำปรึกษา  

เล็งเพิ่มเงิน “แพทย์แฟมเมด” 2-3 หมื่นบาท

นพ.สมฤกษ์ กล่าวด้วยวา  ในส่วนของค่าตอบแทนไม่ใช่ปัจจัยของการที่แพทย์ลาออก เท่ากับความเหนื่อยล้าในการทำงานและการไม่มีสิทธิเลือกเรียนต่อเฉพาะทางได้ แต่ก็ได้เตรียมทิศทางการสนับสนุนแพทย์ในการทำงาน โดยจะหารือร่วมกับแพทยสภาและราชวิทยาลัยต่างๆ
หากดูแพทย์ทั้งหมดคิดว่าราว 50 % ควรจะเป็นแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวหรือแฟมเมด(Fammed) ที่อยู่พื้นที่และดูแลประชาชน แต่ส่วนมากเส้นทางของแพทย์ส่วนใหญ่เมื่อจบมาเป็นแพทย์ใช้ทุนครบ 3 ปี ก็ต้องการไปเรียนต่อแพทย์เฉพาะทาง และเป็นแพทย์เฉพาะทางซึ่งหากอยู่ในระบบสธ.ก็อยู่ในรพ.ขนาดใหญ่จำนวนมาก ส่วนรพ.ขนาดกลางก็จะขาดแพทย์เฉพาะทาง

“สธ.ได้ทบทวนเรื่องของการให้บริการปฐมภูมิ โดยกำลังหารือร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) ว่าหากจัดบริการปฐมภูมิได้ดี จะมีแพทย์ที่ดูแลประชากรทุกๆ 1 หมื่นคน คือแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว แล้วเพิ่มค่าตอบแทนพิเศษให้ประมาณ 20,000 - 30,000 บาทต่อเดือน ”นพ.สมฤกษ์กล่าว 

นอกจากนี้ กำลังเตรียมในเรื่องการให้แพทย์ในรพ.ชมุชนไปฝึกเป็นอายุรแพทย์ หรือ ศัลยกรรม ระยะสั้นๆ 6 เดือน ทำผ่าตัดง่ายๆได้ ดูคนไข้หนักได้ระดับหนึ่ง  ก็จะเป็นการสร้างเส้นทางอาชีพ (Career Path)ให้กับแพทย์ที่อยู่ชุมชนว่ามีความเฉพาะทางและมีความสำคัญมากขึ้น