“รมว.สธ.” รุกนโยบายสื่อสารสุขภาพยุคใหม่ ดึง TikTok ดันบุคลากรแพทย์สู่ Health Influencer สร้างคอนเทนต์สุขภาพออนไลน์ที่ถูกต้อง สู้ข่าวปลอม
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประกาศวิสัยทัศน์ชัดเจนในการยกระดับการสื่อสารสุขภาพของประเทศ โดยในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2569 ได้ริเริ่มขับเคลื่อน 2 ภารกิจสำคัญพร้อมกัน ทั้งการสร้างพันธมิตรกับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียระดับโลก และการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ให้เป็นกระบอกเสียงด้านสุขภาพที่น่าเชื่อถือในโลกออนไลน์ โดยนำคณะเข้าหารือกับคุณชนิดา คล้ายพันธ์ Director of Public Policy For Southeast Asia ของ TikTok (Thailand) mujบริษัท ติ๊กต๊อก เทคโนโลยี จำกัด เพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือในการยกระดับการสื่อสารด้านสาธารณสุขผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล
“ที่ผ่านมากระทรวงฯ พยายามต่อสู้กับข่าวปลอมด้านสุขภาพบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ แต่ไม่มีอำนาจเข้าไปปิดกั้นโดยตรง สิ่งที่ทำได้และต้องทำ คือการสร้างคอนเทนต์ที่ถูกต้องให้มากพอจนกลบกระแสข้อมูลผิด ๆ โดยอ้างถึงความสำเร็จของกรมสุขภาพจิตและ อย. ที่ใช้ TikTok ในการสื่อสารจนมีฐานผู้ติดตามเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกที่ควรขยายผลสู่ระดับนโยบายกระทรวง”นายพัฒนากล่าว
ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการยกระดับจากระดับกรมไปสู่ระดับกระทรวง โดยอ้างอิงจากกรอบความร่วมมือ FIDES ขององค์การอนามัยโลก (WHO) และ TikTok ซึ่งเป็นโครงการรวบรวมผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและครีเอเตอร์จากหลายประเทศ มาช่วยกันผลิตคอนเทนต์สุขภาพตามหลักฐานทางวิชาการ เพื่อลดข่าวปลอมและยกระดับคุณภาพข้อมูลสุขภาพบนแพลตฟอร์มออนไลน์
TikTok จะสนับสนุนการฝึกอบรมผลิตคอนเทนต์ให้บุคลากรของกระทรวงฯ และเครือข่ายครีเอเตอร์สายการแพทย์ รวมถึงสนับสนุน Credit สำหรับการเผยแพร่คอนเทนต์ด้านสุขภาพในวงกว้าง โดยแคมเปญนำร่องจะมุ่งเน้นการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และมะเร็ง ผ่านคอนเทนต์สั้น 15–60 วินาที พร้อมแคมเปญชาเลนจ์และแฮชแท็กเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในวงกว้าง
กระทรวงฯ ยังเตรียมจัดตั้ง “MOPH Creator Network” ทำงานร่วมกับ Medical Fact-Check Panel และ Digital Communication Hub เพื่อแปลงองค์ความรู้ทางการแพทย์ให้เป็นคอนเทนต์สั้นที่ถูกต้องและผ่านการตรวจสอบก่อนเผยแพร่ โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มวัยรุ่น วัยทำงาน และครอบครัวที่รับข้อมูลจากโซเชียลมีเดียเป็นหลัก
นอกจากนี้ ยังมี “โครงการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขสู่ Health Influencer ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569” จัดร่วมกับสมาคม Thai Health+Tech Trade Association และสมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย (TCCA) ครอบคลุมทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ตั้งแต่การบรรยาย “Trend ของ Social Media ในครึ่งปีหลัง 2026”, “Essential Skills for Influencer”, “Do and Don’t ตามกฎหมายไทย” ไปจนถึง Workshop เขียนบทสำหรับคลิปสุขภาพสั้น และปิดท้ายด้วยรัฐมนตรีร่วมถ่ายภาพกับ Health Influencer รุ่นใหม่ เพื่อส่งสัญญาณการสนับสนุนจากระดับนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม
“การสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ต้องให้ความสำคัญกับ 3 องค์ประกอบหลักคือ Contents, Platform และ Influencers แต่สำหรับการสื่อสารด้านสุขภาพและการแพทย์โดยเฉพาะ ยังมีมิติความอ่อนไหวที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะข้อมูลที่ผิดพลาดในด้านนี้ไม่ใช่เพียงสร้างความเข้าใจผิด แต่อาจส่งผลต่อสุขภาพและชีวิตของประชาชนโดยตรง”นายพัฒนากล่าว
กระทรวงสาธารณสุขยึดถือกำหนดมาตรฐาน Medical Influencer ว่า “ไม่ใช่แค่คนดัง แต่คือผู้ที่ทำให้สังคมเข้าใจสุขภาพดีขึ้น” บนฐานของ Authority ความเชี่ยวชาญที่แท้จริง, Authenticity ความเป็นตัวของตัวเอง, และจริยธรรมที่ถือว่าความไว้วางใจของสังคมสำคัญกว่ายอดวิว โดยยึดหลัก evidence-based medicine และรู้ขอบเขตของการให้คำแนะนำอย่างชัดเจนเสมอ
อีกทั้ง อย. กระทรวงสาธารณสุขทำงานร่วมกับแพทยสภา ในการกำหนดกรอบจริยธรรมและมาตรฐานการสื่อสารสุขภาพบนแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อป้องกันการโฆษณาเกินจริง ลดข้อมูลที่ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด และสร้างสภาพแวดล้อมออนไลน์ที่ปลอดภัยด้านสุขภาพในระยะยาว
ด้านศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ. วิทยา ถิฐาพันธ์ กรรมการแพทยสภา กล่าวเกี่ยวกับ “รักจะเป็น Influencer ทางการแพทย์ ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง” โดยชี้ให้เห็น 5 กับดักสำคัญ ที่บุคลากรทางการแพทย์ที่จะก้าวสู่การเป็น Medical Influencer ต้องตระหนัก เพราะมีความเสี่ยงทั้งทางกฎหมายและทางคลินิก ได้แก่
- การให้ข้อมูลผิดพลาดจากการตัดทอนเนื้อหาทางการแพทย์เพื่อความสั้นกระชับ
- การใช้ Clickbait ที่บิดเบือนสาระทางวิชาการ
- การละเมิดข้อมูลส่วนตัวของผู้ป่วย
- ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of interest) เมื่อรับรีวิวสินค้า
- และการให้คำวินิจฉัยรายบุคคลผ่าน Comment

