วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน 2569

Login
Login

‘แผลใจ’ ที่ไม่มีเลือดออก แต่ ‘การเล่น’ กลับช่วยเยียวยาสมอง

‘แผลใจ’ ที่ไม่มีเลือดออก แต่ ‘การเล่น’ กลับช่วยเยียวยาสมอง

เมื่อโลกปั่นป่วนเต็มไปด้วยวิกฤติ พบว่า เด็กเยาวชนและผู้คนในสังคมไทยและทั่วโลกเผชิญ 3 รูปแบบ 1.วิกฤติขนาดใหญ่ เกิดจากธรรมชาติและฝีมือมนุษย์ เช่น สึนามิ สงคราม โรคระบาด 2.วิกฤติขนาดกลางและเล็ก เช่น น้ำท่วม พายุ ไฟไหม้ เกิดขึ้นบ่อยตามฤดูกาล และกระจายไปในหลายพื้นที่ได้ 3.วิกฤติในชีวิตประจำวัน เช่น ความยากจน และมลพิษ เกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน ในไทยมีวิกฤติเกิดขึ้นทุกรูปแบบ เช่น โรคระบาดโควิด-19 ภัยแล้ง น้ำท่วม ฝุ่น PM 2.5 การยิงกราดในที่สาธารณะ ไฟไหม้รถทัศนศึกษา และเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา

ข้อมูลรายงานสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา ปี 2568 โดย UNICEF Thailand พบว่า จากปัญหาความไม่สงบในชายแดนไทยกัมพูชามีเด็ก 81,000 คน ในไทยต้องอพยพออกจากพื้นที่ใน 6 จังหวัดตามแนวชายแดนไทยกัมพูชา เด็กที่อพยพต้องออกจากบ้าน หยุดการเรียน และหยุดวิถีชีวิตประจำวันอย่างกะทันหัน สูญเสียความรู้สึกปลอดภัย และต้องอยู่กับความหวาดกลัว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพจิตของเด็ก นอกจากนี้ ในเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่ภาคใต้ ยังพบว่า เด็ก 76,000 คน ต้องเผชิญกับความเครียด ความวิตกกังวล ส่งผลโดยตรงต่อพัฒนาการเด็ก

เนื่องในวันที่ 11 มิถุนายน องค์การสหประชาชาติ (UN) ประกาศให้เป็น "วันแห่งการเล่นสากล" (International Day of Play) ซึ่งการเสวนา “International Play Association (IPA) Thailand Conference 2026” หัวข้อ “Playing Through Crisis : พลังการเล่นอิสระ ฟื้นใจเด็ก ฟื้นชีวิตเมือง”  จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสมาคมการเล่นนานาชาติ (International Play Association (IPA) Thailand) และเครือข่ายเล่นเปลี่ยนโลก 

‘แผลใจ’ ที่ไม่มีเลือดออก แต่ ‘การเล่น’ กลับช่วยเยียวยาสมอง

มีการสะท้อนมุมมองสำคัญเกี่ยวกับ “บทบาทของการเล่น” ที่เป็นพลังทั้งในฐานะ “วัคซีนภูมิคุ้มกัน” เมื่อต้อง “รับมือวิกฤติ” และ “ยารักษา” เมื่อยาม “เผชิญวิกฤติ” ช่วยฟื้นฟูสภาพจิตใจเด็กและเยาวชนรวมถึง ผู้ใหญ่และชุมชน  

เล่นสร้าง “4 ทักษะ” สำคัญรับโลกยุคใหม่

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า โลกในศตวรรษที่ 21 กำลังเผชิญวิกฤติที่ซับซ้อนทั้งภัยพิบัติทางธรรมชาติ ความรุนแรง ความขัดแย้ง โรคระบาด ปัญหาสิ่งแวดล้อม และวิกฤตทางสังคม ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพกายและใจของเด็กและเยาวชน รวมถึง ปัญหาด้านพัฒนาการ  ขณะที่ประเทศไทยเผชิญปัญหา “เด็กเกิดน้อย” ทุนมนุษย์ลดลง

แนวทางหนึ่งที่จะเตรียมความพร้อมให้เด็กเยาวชนสามารถ “รับมือ”เมื่อต้องเผชิญวิกฤติได้และการสร้าง “คุณภาพให้ทุนมนุษย์” คือ การมีทักษะสำคัญในโลกยุคใหม่ หรือที่เรียกว่า “4 C” โดยทักษะเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องเริ่มจาก“การเล่นอิสระ” ประกอบด้วย

  • การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking)
  • ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity)
  •  การสื่อสาร (Communication)
  • และการทำงานร่วมกัน (Collaboration)

การเล่นช่วยฟื้นฟูเด็กจากวิกฤติ

ที่ผ่านมา สสส. ร่วมกับภาคีเครือข่าย ได้นำเอาแนวคิด ‘เล่นอิสระ’ ไปใช้เยียวยาฟื้นฟูเด็กที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์วิกฤตจากภัยพิบัติธรรมชาติ ฝีมือมนุษย์ และวิกฤตที่ซับซ้อนอย่างต่อเนื่อง ผลการดำเนินงานพบว่า การเล่นอิสระ ช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางสังคมและอารมณ์ ช่วยให้เด็กสามารถรับมือกับความเครียดและความเปลี่ยนแปลงได้

ความสำเร็จหนึ่งที่เกิดขึ้น เห็นจากรายงานการประเมินความสุขเด็กปฐมวัยและประถมศึกษาที่เข้าร่วมโครงการการเล่นอิสระสร้างสุข Happy play หนองบัวลำภู จำนวน 1,217 คน ปี 2567 พบเด็กปฐมวัยมีความสุขเพิ่มขึ้น 56.60% เด็กประถมศึกษามีความสุขเพิ่มขึ้น 56.62% เกิด Playworker ในพื้นที่ 206 คน สะท้อนให้เห็นว่าการเล่นเป็นเครื่องมือที่เข้าถึงง่าย ทุกภาคส่วนสามารถร่วมกันสนับสนุนได้

‘แผลใจ’ ที่ไม่มีเลือดออก แต่ ‘การเล่น’ กลับช่วยเยียวยาสมอง

น.ส.เข็มพร วิรุณราพันธ์ ผู้จัดการมูลนิธิส่งเสริมสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.) กล่าวว่า เมื่อวิกฤติเกิดขึ้นสิ่งที่เด็กต้องการนอกจากปัจจัยพื้นฐาน คือการเยียวยาทางจิตใจและพื้นที่ปลอดภัย การเล่นจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เด็กกลับมาจัดการอารมณ์ และสร้างความมั่นคงทางจิตใจ บทเรียนจากเครือข่าย IPA 30 ประเทศทั่วโลก

รวมถึง งานศึกษาวิจัยด้านการเข้าถึงการเล่นของเด็กในสถานการณ์วิกฤติ ชี้ให้เห็นว่า การเล่นเป็นกระบวนการสำคัญช่วยฟื้นฟูเด็กในพื้นที่ภัยพิบัติ ความขัดแย้ง และวิกฤติทางสังคม เด็กสามารถก้าวผ่านสถานการณ์ยากลำบากได้ดีขึ้น

“เล่น”เติมประสบการณ์บวก แทนบาดแผลใจ

ขณะที่ พญ.ดุษฎี จึงศิรกุลวิทย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมภ์ กรมสุขภาพจิต  กล่าวว่า  การเล่นสำหรับเด็กไม่ได้เป็นเพียงเรื่องสนุกสนาน แต่เปรียบเสมือนโลกทั้งใบเป็นภาษาที่ใช้สื่อสาร ปฏิสัมพันธ์ เป็นวิธีหลักในการเรียนรู้โลกภายนอกนอกเหนือจากการกินและการนอน

รวมถึง เป็นเครื่องมือสำคัญในการเยียวยาบาดแผลทางใจ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เด็กต้องเผชิญกับภาวะวิกฤติ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ภัยพิบัติขนาดใหญ่ เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว หรือแม้แต่วิกฤติในชีวิตประจำวัน เช่น เพื่อนสนิทย้ายโรงเรียน หรือการถูกเพื่อนล้อเลียน ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถสร้าง "บาดแผลทางใจ" ให้เกิดขึ้นได้

‘แผลใจ’ ที่ไม่มีเลือดออก แต่ ‘การเล่น’ กลับช่วยเยียวยาสมอง

ความน่ากลัวของบาดแผลชนิดนี้ คือ ความเจ็บปวดที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ไม่เหมือนแผลทางกายที่มีเลือดออกให้เห็นชัดเจน เด็กที่ได้รับผลกระทบอาจแสดงออกด้วยอาการนิ่งเฉย ขาดปฏิสัมพันธ์ หรือแยกตัวออกจากสังคม ซึ่งหากไม่ได้รับการดูแลทันท่วงที บาดแผลนี้จะส่งผลกระทบเรื้อรังต่อระบบสมองและไปขัดขวางความสามารถในการสื่อสารหรือเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น แม้แต่ในผู้ใหญ่ก็ยังยากที่จะถ่ายทอดความเจ็บปวดออกมาเป็นคำพูด

“การเล่นกลายเป็นกุญแจสำคัญ เพราะเข้าไปช่วยเติมเต็มประสบการณ์ด้านบวกในระดับสมองส่วนอารมณ์และสัญชาตญาณ ช่วยให้เด็กกลับคืนสู่ความสงบได้ง่ายกว่าการใช้วิธีพูดคุยเพียงอย่างเดียว”พญ.ดุษฎีกล่าว 

ทันทีที่ “เด็กเล่น”แล้วหัวเราะ ชุมชนกลับมามีชีวิต

บทพิสูจน์หนึ่งที่เห็นได้ชัด จากเหตุการณ์เมื่อปี 2565  ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก องค์การบริหารส่วนตำบลอุทัยสวรรค์ อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู ซึ่งควรเป็นพื้นที่ที่เด็กจะปลอดภัยที่สุดแต่กลับเกิดโศกนาฏกรรมขึ้น ในช่วงแรกภายหลังเกิดเหตุหมู่บ้านตกอยู่ในความเงียบงันและเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ผู้คนไม่กล้าออกจากบ้าน แต่เมื่อทีมเล่นเปลี่ยนโลกนำ "กระบวนการเล่น" เข้าไปในพื้นที่ ช่วยการดึงพลังใจกลับคืนมา

“ทันทีที่เด็กได้เล่นแล้วกลับมาหัวเราะ  ชีวิตชีวาของชุมชนก็กลับมาทันที เพราะดึงความหวัง พลังใจกลับมาสู่พื้นที่วิกฤติ เป็นการสร้างพลังบวกช่วยเยียวยาผู้ใหญ่ด้วย”พญ.ดุษฎีกล่าว 

ผลการศึกษาพบว่าเด็กกว่า 1,000 คนในพื้นที่มีความสุขเพิ่มขึ้น มีทักษะชีวิตและ EQ ดีขึ้น และสามารถกลับไปใช้ชีวิตในโรงเรียนได้ตามปกติ โดยไม่ต้องเผชิญกับภาวะซึมเศร้ารุนแรงที่ต้องนำเข้าสู่การดูแล

ไม่เพียงในภาวะวิกฤติเฉียบพลันแล้ว พญ.ดุษฎี กล่าวว่า “การเล่น”ยังถูกนำไปใช้ในพื้นที่ห่างไกลและกลุ่มเปราะบาง อย่างพื้นที่ดอยสูง พบว่าการเล่นที่เรียบง่าย เช่น การเตะบอล หรือการเล่นส่งบอลปะแป้ง สามารถช่วยให้เด็กที่มีพัฒนาการช้ากลับมามีพัฒนาการสมวัยได้ถึง 20% และกว่า 70% มีพัฒนาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เปลี่ยนวิธีทำงาน -เมืองเล่นอิสระแห่งแรก

จากการนำ “เล่นอิสระ”เข้าไปดำเนินการในพื้นที่ดังกล่าวยังส่งผลต่อ “วิธีการทำงานของทีมสุขภาพจิต”ด้วย จากเดิมที่เมื่อเกิดเหตุการณ์วิกฤติ จะเข้าไปในพื้นที่เพื่อ “มุ่งคัดกรอง” หาผู้ที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิต เปลี่ยนเป็น “นำการเล่น”เข้าไปในพื้นที่แล้ว สังเกตเด็กที่มีการเล่นแปลกไปนำเข้าสู่ระบบดูแล ขณะที่เด็กคนอื่นๆก็ได้เติมประสบการณ์เข้าไปแทนประสบการณ์ลบ เป็นการเยียวยา ฟื้นฟูใจ

นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจ.หนองบัวลำภู ยังได้ประกาศ “เล่นอิสระ”เป็น นโยบายทั้งจังหวะด ทำให้เกิด “หนองบัวลำภูกลายเป็นเมืองเล่นอิสระแห่งแรกของประเทศไทย”
‘แผลใจ’ ที่ไม่มีเลือดออก แต่ ‘การเล่น’ กลับช่วยเยียวยาสมอง

4 ข้อเสนอเชิงนโยบาบขับเคลื่อน “การเล่น”

ด้านน.ส.ทัตติยา ลิขิตวงษ์ ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก (มพด.) กล่าวว่า  ไม่ควรรอให้เกิดวิกฤติ หรือวิกฤติจบแล้วเริ่มเล่น แต่ต้องให้การเล่นเริ่มขึ้นทันที เพื่อลดแรงปะทะทางใจ จึงมี 4 ข้อเสนอเชิงนโยบาย  1.บูรณาการระบบ โดยผลักดันผู้อำนวยการเล่น( Playworkers)ที่เป็นผู้ดูแลสภาพแวดล้อมไม่ใช่ผู้ควบคุมการเล่น ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบคุ้มครองเด็กในแผนตอบโต้ภัยพิบัติแห่งชาติ

2.พัฒนาทักษะ   Playworkers เพิ่มทักษะ Trauma-informed playworks และการปฐมพยาบาลทางใจ Psychological First Aid
3.ชุดเครื่องมือ พัฒนา Mobile Play Kit และคู่มือพื้นที่เล่นชั่วคราวให้พร้อมใช้งานทันทีเมื่อเกิดเหตุ

และ4.เครือข่าย สร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ NGO และท้องถิ่นเพื่อพัฒนาวิชาชีพ และเพิ่ม Playworkers และกระจายพื้นที่เล่นสู่ชุมชน