อภ.ยันยาทุกตัวที่ผลิต “ไม่ขาด” แผนสำรองวัตถุดิบผลิตได้นานถึงไตรมาส 2 ปีงบ 70 ขณะที่ต้นทุนเพิ่ม 4-5 % ปรับแผนส่งมอบยาให้รพ. กรณีคืนยาใกล้หมดอายุจะไม่คืนเงิน ป้องกันกักตุน รับมือสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง
จากกรณีมีผู้ประกันตนออกมา เปิดเผยข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดียว ระบุว่าตนเป็น ผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) และได้รับยาต้านไวรัสเอชไอวี มาเป็นเวลานานจนสามารถกดเชื้อให้ต่ำลงได้ แต่ล่าสุดเมื่อไปรับยาต้านไวรัสที่โรงพยาบาลเอกชนซึ่งเป็นโรงพยาบาลตามสิทธิ์ประกันสังคม ระยะหลังได้ยาไม่ครบ บางครั้งได้แค่ 7 เม็ด ทั้งที่แพทย์สั่ง 90 เม็ด สำหรับ 3 เดือน ทำให้ต้องเดินทางไปรับยาที่รพ.หลายครั้ง ซึ่งสร้างความกังวลต่อสังคมว่ามีการขาดแคลนยาเกิดขึ้นหรือไม่ โดยยาต้านไวรัสเอชไอวี มีองค์การเภสัชกรรม(อภ.)เป็นผู้ผลิตส่งมอบให้รพ.ประกันสังคม
เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.2569 พญ.มิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม(อภ.) ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ”ว่า องค์การเภสัชกรรมผลิตยาต้านไวรัสเอชไอวีประมาณ 4 ตัวหลัก ครอบคลุมตามแนวทางหลัก (Guideline) สำหรับผู้ติดเชื้อ และยังมีอีกประมาณ 2 ตัวที่เป็นยาเฉพาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการดื้อยาตัวหลัก ซึ่งสถานการณ์การผลิตของอภ.ไม่มีปัญหา ทั้งในเรื่องของวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ (Packaging) และคิวการผลิต ทุกอย่างเป็นไปตามแผนทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันยังมีสำรองยาไว้อยู่ประมาณ 3-6 เดือน โดยในการจัดส่งยา อภ.จะส่งตรงไปที่โรงพยาบาลแต่ละแห่ง ทั้งในระบบประกันสังคมและหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และมีการจัดส่งให้ทุกเดือนโดยไม่ได้มีการตัดยอดแต่อย่างใด
“ยาต้านไวรัสเอชไอวีตัวที่ผู้ประกันตนโพสต์นั้น ตรวจสอบแล้วพบว่ามีกำลังการผลิตอยู่ที่ประมาณเดือนละ 350,000 ขวด ซึ่งเป็นการผลิตตามปกติ ไม่มีการค้างส่งให้กับรพ.ใด โดยยาหนึ่งขวดบรรจุ 30 เม็ด รับประทานวันละ 1 เม็ด”พญ.มิ่งขวัญกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง พญ.มิ่งขวัญ กล่าวว่า อภ.ยังสามารถตรึงราคาไว้ได้ แม้ว่าความจริงจะมีต้นทุนเรื่องโลจิสติกส์และบรรจุภัณฑ์ที่สูงขึ้น ซึ่งปัจจุบันต้นทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 4-5% แม้ค่าโลจิสติกส์จะเพิ่มไปถึง 10% ส่งผลให้ภาระต้นทุนสูงขึ้นและกำไรน้อยลง แต่มีการบริหารจัดการโดยประหยัดต้นทุนในส่วนอื่นแทน เช่น มีการประหยัดพลังงานและใช้วิธีต่อรองราคาวัตถุดิบ เนื่องจากการสำรองยาเพิ่มมากขึ้น ทำให้ปริมาณการสั่งซื้อวัตถุดิบมากขึ้น จึงมีอำนาจในการต่อรองราคามากขึ้นด้วย
พญ.มิ่งขวัญ กล่าวอีกว่า สถานการณ์สงครามส่งผลให้เกิดความตกใจแค่ในช่วงแรก แต่หลังจากนั้นสถานการณ์เริ่มดีขึ้น ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่จะเป็นในส่วนของค่าขนส่ง แต่เนื่องจากตอนนี้เราเปลี่ยนนโยบายมาสำรองวัตถุดิบไว้สำหรับใช้งาน 1 ปี ซึ่งเมื่อก่อนบริหารแบบซื้อวัตถุดิบให้น้อยที่สุดประมาณ 3 เดือน เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อคลังสินค้า ยกเว้นบางตัวที่อาจซื้อ 6 เดือน แต่ปัจจุบันซื้อสำรองไว้ 1 ปี ทำให้ปริมาณการซื้อเพิ่มขึ้นและต่อรองราคาได้ดีขึ้นมาก โดยแผนการสำรองตอนนี้ครอบคลุมไปจนถึงไตรมาส 2 ปีงบประมาณ 2570 ยังคงผลิตได้ตามปกติแม้ต้นทุนจะสูงขึ้นและกำไรลดลงเพราะเป็นหน่วยงานรัฐ
“ยายังมีเพียงพอ ยาที่องค์การเภสัชกรรมผลิตอยู่ไม่มีตัวไหนที่มีแนวโน้มว่าจะขาดแคลน เพียงแต่ตอนนี้ประเด็นที่ต้องเฝ้าระวัง คือ เรื่องโลจิสติกส์จากราคาน้ำมันที่ยังไม่มีท่าทีว่าจะลดลง และราคาบรรจุภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น”พญ.มิ่งขวัญกล่าว
พญ.มิ่งขวัญ กล่าวอีกว่า อภ.ยังได้ปรับแผนเรื่องการส่งมอบยาให้ผู้ใช้ด้วย จากเมื่อก่อนโรงพยาบาลบางแห่งอาจสั่งซื้อยาไปจำนวนมากแล้วใช้ไม่หมด พอพ้นกำหนดหรือยาเหลืออายุการใช้งานน้อยกว่า 1 ปีก็จะส่งคืน ซึ่งอภ.ต้องรับคืนโดยเก็บเงินไม่ได้ แต่ปีนี้มีมาตรการให้โรงพยาบาลมีความระมัดระวังในการสั่งซื้อมากขึ้น ไม่ให้สั่งแบบเกินความจำเป็น (Over order) หรือกักตุน หากสั่งไปแล้วยาเหลืออายุสั้นกว่า 1 ปีจะไม่รับคืน เพื่อให้ทุกคนสั่งยาเท่าที่จำเป็นจริงๆ ซึ่งอาจทำให้ยอดขายขององค์การเภสัชกรรมลดลง แต่จำเป็นต้องทำเพื่อป้องกันการกักตุน

