6 ภาคีชมรมพยาบาลยื่น 6 ข้อถึงสธ.แก้นโยบาย “อาสาพยาบาล” ลั่นต้องเปลี่ยนคำเรียก-แยกขอบเขตงานให้ชัด – ผู้จัดการสุขภาพชุมชนต้องเป็นพยาบาล เชื่อจะทำเกิดรับบริการสุขภาพที่ได้มาตราฐาน ปลอดภัย และระบบปฐมภูมิยั่งยืน
เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.2569 ที่กระทรวงสาธารณสุข ตัวแทน 6 องค์กรชมรมพยาบาล ประกอบด้วย ชมรมผู้บริการทางการพยาบาลแห่งประเทศไทย ,ชมรมผู้บริหารการพยาบาลโรงพยาบาลชุมชน ,ชมรมพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลส่งเสริมสขภาพตำบลแห่งประเทศไทย ,ชมรมพยาบาลชุมชนแห่งประเทศไทย,ชมรมพยาบาลชุมชนโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป(รพศ./รพท.)แห่งประเทศไทย และชมรมพยาบาลวิชาชีพสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดแห่งประเทศไทย เข้ายื่นหนังสือถึง รมว.สาธารณสุข เรื่อง ข้อเสนอเพื่อสนับสนุนความก้าวหน้าทางวิชาชีพและการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณสุข โดยมี นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข รับมอบหนังสือแทน
ทั้งนี้ มีการระบุเกี่ยวกับการกำหนดนโยบาย “ 1 หมู่บ้าน 1 อาสาพยาบาล” ว่าเห็นด้วยในการขับเคลื่อน เพื่อยกระดับการเข้าถึงบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิในชุมชน แต่เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกันระหว่างผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาล วิชาชีพด้านสุขภาพอื่น ๆ และประชาชน ตลอดจนป้องกันความซ้ําซ้อนในการปฏิบัติงานจริง
ภาคีเครือข่ายฯ จึงขอเสนอแนวทางเพื่อสนับสนุนให้การขับเคลื่อนนโยบายนี้บรรลุผลสัมฤทธิ์ โดยยึดมั่นบนแกน หลัก 3 ประการ ได้แก่ ความปลอดภัยของผู้รับบริการ (Patient Safety) ความถูกต้องตามกฎหมายและ ข้อบังคับสภาการพยาบาล (Nursing Law & Regulation) และความยั่งยืนของระบบสุขภาพ (System Sustainability) ประกอบด้วย
ขอให้เปลี่ยนชื่อเรียก
1.) ชื่อเรียกตําแหน่ง ขอเสนอชื่อ “อาสาพยาบาล” (อสพ.)” สําหรับผู้ที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ และ “พยาบาลวิชาชีพอาสา” สําหรับผู้ที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ เพื่อป้องกันความสับสนของประชาชนต่อบทบาทหน้าที่และวิชาชีพ
2.) การกําหนดขอบเขตการปฏิบัติงาน (Scope of Practice) ควรจําแนกขอบเขตการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับกฎหมายวิชาชีพเพื่อลดความเสี่ยงทางกฎหมาย โดยแยกขอบเขตการทํางานอย่างชัดเจน ได้แก่
- อสพ. ที่เป็นพยาบาลวิชาชีพ (Registered Nurse Volunteers) คือ ผู้มีใบอนุญาตประกอบ วิชาชีพฯ ที่ยังไม่หมดอายุ สามารถปฏิบัติงานได้เต็มตามขอบเขตของกฎหมายวิชาชีพ กลุ่มนี้สามารถ ปฏิบัติการพยาบาลขั้นพื้นฐาน และการจัดการรายกรณี (Case Management) ได้ตามขอบเขตวิชาชีพ หาก เป็นพยาบาลเกษียณผ่านการอบรมตามหลักสูตรการพยาบาลเฉพาะทาง สาขาเวชปฏิบัติทั่วไป (การรักษาโรคเบื้องต้น) ให้สามารถปฏิบัติงานตามประกาศสภาการพยาบาล เรื่อง กําหนดรายการยาและสารวินิจฉัย สําหรับพยาบาลวิชาชีพ และพยาบาลเวชปฏิบัติในการรักษาโรคเบื้องต้น พ.ศ. 2565
- อสพ. ที่ไม่ใช่พยาบาลวิชาชีพ (Nursing Assistants/Volunteers) คือ ผู้จบปริญญาตรีที่ผ่าน การอบรม) ให้ทําหน้าที่เป็น "ผู้ช่วยสนับสนุนการดูแล" อาทิ การบริบาลกลุ่มเปราะบางขั้นพื้นฐาน การ ช่วยเหลือด้านกิจวัตรประจําวัน การอํานวยความสะดวกในการจัดส่งยา หรือการประสานงานข้อมูล เป็นต้น ทั้งนี้ ต้องปฏิบัติงานภายใต้การกํากับดูแลของพยาบาลวิชาชีพ
ผู้จัดการสุขภาพชุมชนต้องเป็นพยาบาล
3.) การจัดระบบบริการ เสนอให้ยกระดับบทบาทพยาบาลวิชาชีพหัวหน้ากลุ่มงานเวชปฏิบัติ ครอบครัวในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล (รพ.สต.), พยาบาลชุมชนในโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลทั่วไป และโรงพยาบาลศูนย์ ในฐานะผู้กํากับดูแลและเป็นพี่เลี้ยง (Clinical Supervisor & Mentor) ให้เป็น “ผู้จัดการสุขภาพชุมชน” (Community Health Manager) เนื่องจากหัวใจสําคัญของความสําเร็จและยั่งยืนของนโยบายนี้ มิได้อยู่ที่จํานวนอาสาสมัคร แต่อยู่ที่ระบบเครือข่ายเกื้อหนุน (Supportive Network)
อีกทั้ง เพื่อต่อยอดบูรณาการงานเดิม เช่น ศูนย์ดูแลผู้ป่วยระยะท้าย หรือศูนย์อุปกรณ์การแพทย์ยืม-คืน พร้อมทั้งขอรับการสนับสนุนงบประมาณสําหรับศูนย์ฯ ดังกล่าว เพื่อให้อาสาพยาบาลปฏิบัติงานภายใต้การกํากับดูแลอย่างเป็นระบบ
นอกจากนี้ ในระยะต่อไปควรบูรณาการวิชาชีพอื่นเข้าร่วมในศูนย์ฯ เช่น ผู้ช่วยพยาบาล นักกายภาพบําบัด หรือแพทย์แผนไทย เพื่อขยายบริการในรูปแบบอื่นเพิ่มเติม เช่น Day Care ต่อไป เมื่อ พยาบาลดังกล่าวฯ มีบทบาทหน้าที่ในการเป็น “ผู้จัดการสุขภาพชุมชน” (Community Health Manager) มีภาระงานในเชิงปริมาณเพิ่มขึ้น ควรมีการจัดระบบการเพิ่มค่าตอบแทนตามภาระงาน รวมถึงการ ทําหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง และสอนงาน อสพ.ที่เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน
ต้องสร้างให้เกิดความยั่งยืน
4.) ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อความคุ้มครองและความยั่งยืน (Sustainability Mechanisms) เพื่อ สนับสนุนการทํางานของพยาบาลวิชาชีพอาสา และอาสาพยาบาล ภาครัฐและผู้กําหนดนโยบายควรเร่งดําเนินการดังนี้
- การคุ้มครองทางกฎหมาย (Legal Protection) ออกประกาศหรือระเบียบรองรับการปฏิบัติงาน ของพยาบาลวิชาชีพอาสาและอาสาพยาบาลให้ชัดเจน รวมทั้งจัดระบบประกันความรับผิดชอบทางวิชาชีพ (Malpractice Insurance) สิทธิผู้ประกอบวิชาชีพเป็นสิทธิเฉพาะบุคคลไม่ครอบคลุมบุคคลอื่นภายใต้การ กํากับดูแลซึ่งเป็นผู้ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
- การสนับสนุนทรัพยากร (Resource Allocation) มีการบริหารจัดการงบประมาณ เพื่อ สนับสนุนค่าตอบแทน ค่าเดินทาง และวัสดุอุกรณ์ทางการแพทย์ที่จําเป็นในการปฏิบัติงานไปที่หน่วยบริการ ปฐมภูมิ
- การควบคุมคุณภาพ (Quality Control) จัดให้มีระบบการขึ้นทะเบียน ประเมินสมรรถนะ และ การศึกษาต่อเนื่อง (Continuing Education) ควรมีกลไกส่งเสริมความก้าวหน้าให้แก่อาสาพยาบาล โดย สนับสนุนผู้ที่มีความพร้อมให้สามารถเข้าศึกษาต่อในหลักสูตรพยาบาล (เช่น หลักสูตร 2.5 ปี) เพื่อก้าวเข้าสู่การเป็นพยาบาลวิชาชีพอย่างเต็มตัว
5.) ขอสนับสนุนเส้นทางความก้าวหน้าให้กับผู้ที่ได้รับการศึกษาต่อเนื่องและมีใบอนุญาตประกอบ วิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์แล้ว ให้มีการบรรจุเป็น “พยาบาลวิชาชีพ” ในหน่วยงานบริการปฐมภูมิต่อไป
และ6.) เสนอให้มีระบบการควบคุมกํากับติดตามที่ชัดเจนเพื่อคุ้มครองทั้ง อสพ.และประชาชน

