สธ.ปรับโครงสร้างค่าจ้างใหม่ กลุ่ม "พกส. - ลูกจ้างรายเดือน" เริ่ม 1 ต.ค. 69 ขั้นต่ำเริ่มที่ 10,520 บาท เฉลี่ย 457 บาทต่อวันทำการ สูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำ พร้อมเสนอ "ก.คลัง" เพิ่มกรอบจ้างงาน 93,000 อัตรา
นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขและโฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงความคืบหน้าการปรับโครงสร้างค่าจ้างของบุคลากรสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ว่า หลังจากกระทรวงการคลังได้ให้ความเห็นชอบโครงสร้างบัญชีค่าจ้างใหม่สำหรับพนักงานกระทรวงสาธารณสุข (พกส.) และลูกจ้างชั่วคราวรายเดือนแล้ว คณะกรรมการบริหารพนักงานกระทรวงสาธารณสุข (กพส.) ได้มีมติเห็นชอบเมื่อ วันที่ 19 มีนาคม 2569 ในการปรับโครงสร้างบัญชีค่าจ้าง พกส. รวมถึงมาตรการชดเชยผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
ส่วนกลุ่มลูกจ้างชั่วคราวรายเดือน ได้เตรียมเสนอปลัดกระทรวงสาธารณสุขพิจารณาปรับโครงสร้างบัญชีค่าจ้างใหม่ พร้อมมาตรการชดเชยกรณีได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน โดยอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามโครงสร้างใหม่ทั้งสองกลุ่มจะเริ่มต้นที่ 10,520 บาทต่อเดือน เฉลี่ยวันละ 350 บาท
หากคิดเฉพาะวันทำการจะอยู่ที่วันละ 457 บาท ซึ่งสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำในปัจจุบัน โดยกำหนดให้มีผลบังคับใช้พร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เพื่อให้หน่วยบริการมีเวลาเตรียมความพร้อมด้านงบประมาณและการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม
นพ.เอกชัยกล่าวต่อว่า สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขยังได้เสนอขอความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง ในการเพิ่มกรอบอัตราการจ้างงาน พกส.และลูกจ้างชั่วคราวรายเดือนจำนวน 93,000 อัตรา เพื่อรองรับการบรรจุนักเรียนทุนและการผลักดันลูกจ้างชั่วคราวรายวันให้เข้าสู่สถานะ พกส.หรือลูกจ้างชั่วคราวรายเดือน ซึ่งเป็นรูปแบบการจ้างงานที่มีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลัง
เมื่อได้รับความเห็นชอบแล้ว สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขจะเร่งดำเนินการตามขั้นตอนโดยเร็ว เพื่อให้บุคลากรได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งในการดูแลบุคลากรกระทรวงสาธารณสุขทุกประเภทการจ้างงาน ทั้งด้านรายได้ สวัสดิการ และความมั่นคงในอาชีพ ซึ่งจะส่งผลต่อขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน และช่วยเสริมความเข้มแข็งให้กับระบบสาธารณสุขไทยในระยะยาว
"การยกระดับค่าตอบแทนและความมั่นคงในการทำงานครั้งนี้ เป็นความตั้งใจของกระทรวงสาธารณสุขในการดูแลคนทำงานทุกกลุ่มอย่างเป็นธรรม เพื่อให้บุคลากรสามารถปฏิบัติหน้าที่ดูแลประชาชนได้อย่างเต็มศักยภาพ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เพราะบุคลากรคือหัวใจของระบบสุขภาพ " นพ.เอกชัยกล่าว

