สิ่งที่น่าจับตามองไปพร้อมกับตัวเลขผู้ติดเชื้อในการระบาดของโรคอีโบลาปี 2569 คือ ปฏิกิริยาของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ที่ต่างงัดมาตรการ "ขั้นสุด" มาใช้ ทั้งสั่งกักตัว ยกระดับการคัดกรองอย่างเข้มงวด สวนทางกับคำแนะนำข ององค์การอนามัยโลก( WHO) ที่ระบุว่า "ความเสี่ยงในระดับโลกยังต่ำ และไม่จำเป็นต้องจำกัดการเดินทาง"
“โรคอีโบลา”เกิดการระบาดขึ้นหลายครั้ง ส่วนใหญ่เกือบ 100 %อยู่ในทวีปแอฟริกา ซึ่งจัดเป็นโรคประจำถิ่นของพื้นที่นี้ โดยนับตั้งแต่มีการค้นพบไวรัสนี้เมื่อปี 2519 มีการระบาดครั้งสำคัญ ได้แก่
ปี 2557 ระบาดในแอฟริกาตะวันตก 3 ประเทศ คือ กินี ไลบีเรียและเซียร์ร่าลีโอน อัตราป่วยตาย 64 %
ปี 2561-2562 ระบาดในประเทศดีอาร์คองโก อัตราป่วยตาย 67 %
ปี 2563-2564 พบการระบาดในดีอาร์คองโกและกินี
ปี 2565 ระบาดในยูกันดา สายพันธุ์ซูดาน อัตาป่วยตาย 39 %
การระบาดครั้งใหญ่ที่สุดนับแต่ค้นพบเชื้อไวรัสอีโบลา เกิดขึ้นในปี 2557-2559 โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานผู้ป่วยต้องสงสัย ผู้ป่วยที่น่าจะเป็น และผู้ป่วยยืนยันติดเชื้ออีโบลาจำนวน 28,652 ราย รวมถึงผู้เสียชีวิต 11,325 ราย ซึ่งสูงกว่าจำนวนผู้ป่วยทั้งหมดที่รายงานในการระบาดประมาณ 20 ครั้งก่อนหน้านี้อย่างมาก
โลกเสี่ยงต่ำ โอกาสแพร่ข้ามทวีปต่ำ
ในการระบาดปี 2569 เมื่อวันที่ 17 พ.ค. องค์การอนามัยโลก(WHO) ประกาศให้การระบาดในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก(ดีอาร์คองโก)และสาธารณรัฐยูกันดาเป็น “ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ(PHEIC)
เนื่องจากยืนยันการแพร่กระจายข้ามประเทศแล้วระหว่างดีอาร์คองโกและยูกันดา ,ประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกับดีอาร์คองโก ถือว่ามีความเสี่ยงสูงต่อการแพร่กระจายเพิ่มเติม จากการเคลื่อนย้ายของประชากร และข้อมูลทางระบาดวิทยายังไม่ชัดเจน มีแนวโน้มพบผู้ป่วยมากขึ้นในอนาคต
ทั้งนี้ ณ วันที่ 22 พ.ค.2569 องค์การอนามัยโลก ระบุระดับความเสี่ยง โดยภายในประเทศที่มีการระบาดอยู่ มีความเสี่ยงสูงมาก(สีแดง) ,ระดับภูมิภาค มีความเสี่ยงสูง (สีเหลือง) และระดับโลก มีความเสี่ยงต่ำ(สีเขียว)
ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า สำหรับประเทศไทยยังอยู่ห่างไกลกับแหล่งระบาดของโรค และความรุนแรงของโรคจะเป็นข้อจำกัดอีกอย่างหนึ่งในการแพร่กระจายของโรค ดังนั้น จึงยังไม่น่าเป็นที่วิตก จนเกินเหตุ แต่จำเป็นที่จะต้องให้ความรู้และความเข้าใจของโรคอีโบลาที่ถูกต้อง
“โรคที่มีความรุนแรงมีอัตราสูงถึง 50% ผู้ที่ติดเชื้อจะป่วยและมีอาการรุนแรง โอกาสที่จะขึ้นเครื่องบิน หรือเดินทางไกลข้ามทวีป เป็นไปได้ยากมาก โรคที่จะระบาดใหญ่ทั่วโลก อย่างโควิด จะต้องเป็นโรคที่มีความรุนแรงน้อยกว่ามาก เดินทางไกลได้ จึงจะระบาดได้รวดเร็ว”ศ.นพ.ยงระบุ
แต่หลายประเทศกลับเลือกยกการ์ดสูง
แม้ข้อมูลจะเป็นเช่นนี้ แต่การระบาดของอีโบลารอบนี้ “มาตรการสกัดอีโบลาเข้าประเทศ”ของประเทศต่างๆนอกทวีปแอฟริกา กลับเลือกยกระดับมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันใน “ระดับสูง” เหมือนจะสวนทางกับคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก อย่างเช่น
สหรัฐอเมริกา ตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 สั่งระงับการเข้าประเทศชั่วคราวสำหรับบุคคลที่ไม่ใช่พลเมืองสหรัฐฯ ที่มีประวัติเดินทางไปพื้นที่ระบาดในรอบ 21 วัน (รวมถึงผู้ถือใบต่างด้าวหรือ Green Card ด้วย) สำหรับผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าประเทศ จะถูกเปลี่ยนเส้นทางบิน (Re-routing) ให้ลงจอดเฉพาะในสนามบินที่กำหนดไว้เท่านั้น และใช้ระบบส่งข้อความอัตโนมัติในการติดตามอาการร่วมกับสาธารณสุขท้องถิ่นเป็นเวลา 21 วัน
แคนาดา ประกาศระงับการใช้เอกสารตรวจคนเข้าเมืองชั่วคราว สำหรับผู้พำนักในพื้นที่ระบาดความเสี่ยงสูงเป็นเวลา 90 วัน ส่วนพลเมืองหรือผู้มีสิทธิ์เข้าประเทศที่ผ่านพื้นที่เสี่ยงในรอบ 21 วัน หากไม่มีอาการจะต้องกักตัวในสถานที่ที่เหมาะสมเป็นเวลา 21 วัน /
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประกาศระงับการออกวีซ่าใหม่ทุกประเภท (รวมถึงวีซ่าท่องเที่ยว) ให้กับพลเมืองจากดีอาร์คองโก ยูกันดา และซูดานใต้ พร้อมทั้งจำกัดการเข้าประเทศของผู้เดินทางที่เคยไปเยือนประเทศเหล่านี้ เว้นแต่จะพำนักอยู่ในประเทศอื่นนอกพื้นที่ระบาดมาแล้วไม่ต่ำกว่า 21 วัน
บาห์เรน และ จอร์แดน ออกมาตรการห้ามผู้เดินทางทุกสัญชาติที่เดินทางมาจากหรือเคยผ่านประเทศดีอาร์คองโก ยูกันดา และซูดานใต้ ในช่วง 30 วันก่อนหน้าเข้าประเทศ โดยยกเว้นเฉพาะพลเมืองของตนเองเท่านั้น แต่ต้องเข้าสู่กระบวนการกักตัวอย่างเข้มงวด
รวมถึง ประเทศไทยภายหลังจากประกาศให้ 2 ประเทศ คือ ดีอาร์คองโกและยูกันดาเป็นเขตติดโรคติดต่ออันตรายอีโบลาแล้ว ก็ได้ยกระดับมาตรการโดยกำหนดให้ “ทุกคน” ที่แม้ไม่มีอาการหากมีต้นทางจาก 2 ประเทศนี้ “ต้องกักตัว”เป็นเวลา 21 วัน ณ สถานที่ที่รัฐจัดให้
มาตรการนี้ของไทย ถึงจะไม่ใช่การประกาศ “แบนการเดินทาง” แต่ก็จัดว่าเป็นการ “แบนโดยธรรมชาติ” เพราะหากได้วีซ่าเข้าไทย 30 วันแล้วต้องกักตัวก่อน 21 วัน โดยที่ผู้เดินทางต้องเสียค่าใช้จ่ายเองจำนวน 18 วัน ก็ไม่มีใครจาก 2 ประเทศอยากที่จะเดินเข้ามาหากไม่ใช่คนไทยที่ต้องกลับบ้าน
สะท้อนชัดจากยอดผู้เดินทางเข้า นับแต่เริ่มมาตรการเมื่อ 27 พ.ค.2569 เฉลี่ยเหลือเพียง 1-2 คนต่อวัน และบางวันไม่มีคนจาก 2 ประเทศเข้ามา
เหตุผลเลือกปิดประตูบ้านให้แน่นที่สุด
หลายประเทศเลือก “ยกการ์ดสูง" ปิดประตูบ้านให้แน่นที่สุดแทนที่จะรอให้เชื้อหลุดรอดเข้ามา”อาจมาจาก 3 เรื่องหลัก
1.สายพันธุ์ไวรัสอีโบลา ที่ทำให้เกิดการระบาดรอบนี้ คือ “บุนดิบูเกียว(Bundibugyo ebolavirus)” อัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 30-40 % ไม่ใช่สายพันธุ์ซาอีร์(Zaire) ที่เคยระบาดใหญ่ก่อนหน้า
ทำให้วัคซีนอีโบลาและยาหลักในการรักษา ที่ใช้ได้ผลดีกับสายพันธุ์ซาอีร์ แต่ "ใช้ไม่ได้ผล" กับบันดิบูเกียว สายพันธุ์นี้จึงยังไม่มีวัคซีนและยาเฉพาะในการรักษา บวกกับ “ยังไม่ไว้ใจไวรัสนี้” ว่าจะมีการ “ปรับตัว”ไปอย่างไร ส่งผลให้การ “ติดเชื้อง่ายขึ้นหรือไม่”
2.ความเจ็บจากการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 ยังไม่จาง ซึ่งหากย้อนกลับไปตอนโควิด-19 ระบาดใหม่ ๆ องค์การอนามัยโลกเคยแนะนำไม่ให้รีบ “ปิดประเทศ”หรือ “จำกัดการเดินทาง” ซึ่งผลลัพธ์ในครั้งนั้นกลายเป็นบทเรียนราคาแพงต่อเศรษฐกิจและชีวิตคนทั่วโลก
หลายกประเทศจึงเปลี่ยนแนวคิดจาก "รอดูสถานการณ์" (Wait and See) มาเป็น "เจ็บก่อนแต่จบ" ด้วยการออกมาตรการที่เข้มงวด หากพบว่าคิดผิด อย่างมากที่สุดก็โดนวิจารณ์ว่าตื่นตูม แต่ถ้ามาตรการหลวมแล้วเชื้อหลุดเข้ามาจนระบาดในประเทศ รัฐบาลประเทศอาจไม่มีโอกาสแก้ตัวทางการเมือง
3.ประเทศในตะวันตกทั้งยุโรปและอเมริกา ขยับออกมาตรการระดับสูง ทำให้หลายประเทศเกิดความกังวลเพิ่มขึ้นเช่นกัน บวกกับ หากไม่มีการยกระดับมาตรการ ก็จะถูก “ตั้งคำถาม” และเสียงก่นด่าจากคนในประเทศ สิ่งนี้อาจสะท้อนว่า ปัจจุบันรัฐบาลแต่ละประเทศเชื่อมั่นในนโยบายความมั่นคงด้านสุขภาพของตนเอง มากกว่าคำแนะนำขององค์กรระหว่างประเทศหรือไม่
“ยุคเก่าโรคอีโบลา อาการรุนแรงมากเป็นแล้วหนักถึงเสียชีวิต คนก็จะอยู่ในประเทศ เชื้อก็ออกไปไหนไม่ได้ แต่ครั้งนี้ หลายประเทศกังวลว่าเชื้อจะเริ่มปรับตัว เพราะระบาดมานาน อาการรุนแรงน้อยลง ก็จะเดินทางได้ เช่น ไข้หวัด เจ็บคอ แล้วเดินทางได้ ก็จะแพร่เข้าประเทศต่างๆ ได้ จึงยกการ์ดสูงขึ้น แม้ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณบ่งบอกชัดขนาดนั้น แต่กังวลไว้ก่อน เพราะมีบทเรียนจากการระบาดของโควิดมาก่อน”นพ.เอนก มุ่งอ้อมกลาง รองอธิบกรมควบคุมโรค กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ”
โอกาสที่เชื้ออีโบลาจะแพร่กระจายทางอากาศ
แล้วความกังวลของโลกว่า “ไวรัสก่อโรคอีโบลา” จะกลายพันธุ์จนวิธีการแพร่เชื้อเหมือน “โควิด-19” มีความเป็นไปได้หรือไม่ โอกาสเกิดได้มากน้อยแค่ไหน
ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักวิจัยอาวุโส กลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรม และเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ(ไบโอเทค :BIOTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ระบุว่า ความกังวลเรื่องไวรัสอีโบลาจะกลายพันธุ์จนสามารถแพร่กระจายทางอากาศได้เหมือนกับไข้หวัดใหญ่หรือโควิด-19 เป็นประเด็นที่มักจะถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงทุกครั้งเมื่อเกิดการระบาด
การเปลี่ยนเส้นทางการแพร่กระจายของไวรัสชนิดหนึ่งไปยังอีกระบบหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องง่ายเพียงแค่การกลายพันธุ์ของยีนไม่กี่ตำแหน่ง ไวรัสแต่ละชนิดมีวิวัฒนาการที่จำเพาะเจาะจงกับโฮสต์และเซลล์เป้าหมายอย่างซับซ้อนมาก
"ไวรัสอีโบลาประสบความสำเร็จอย่างมากในการแพร่กระจายผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งที่มีความเข้มข้นของเชื้อสูง เช่น เลือด อาเจียน หรืออุจจาระของผู้ป่วยและผู้เสียชีวิต จึงไม่มีแรงกดดันทางวิวัฒนาการใดๆ ที่จะบีบให้มันต้องเปลี่ยนตัวเองไปเป็นไวรัสทางเดินหายใจ”ดร.อนันต์ระบุ
อ้างอิง : องค์การอนามัยโลก ,Overview, Control Strategies, and Lessons Learned in the CDC Response to the 2014–2016 Ebola Epidemic ,กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค

