ม.อ.โชว์นวัตกรรมสุขภาพต่อ สปสช. หวังดันเข้าสิทธิประโยชน์บัตรทอง เผย “โพรไบโอติกและโพสต์ไบโอติกสายพันธุ์ไทย” ช่วยลดความเสี่ยงและการกลับเป็นซ้ำของมะเร็งลำไส้ใหญ่ ขึ้นทะเบียน อย. แล้ว อยู่ระหว่างการยื่นขึ้นบัญชีนวัตกรรมไทย
ผศ. ดร.นิวัติ แก้วประดับ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) กล่าวระหว่างการร่วมแลกเปลี่ยน และหารือกับคณะผู้บริหารสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ถึงแนวทางการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ของนักวิจัย สำนักวิจัยและพัฒนา ม.อ. เพื่อตอบโจทย์ระบบสุขภาพ สู่การบรรจุสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) ว่า มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) มีบทบาทสำคัญด้านการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ โดยมุ่งพัฒนาผลงานที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนและขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่
- นวัตกรรมทางการแพทย์
- นวัตกรรมอาหารและการเกษตร
- และนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาสังคมและสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ทั้งนี้ งานวิจัยของมหาวิทยาลัยฯ มุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อประเทศในระยะยาว และให้ความสำคัญกับการติดตามประเมินผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีผลงานที่ถูกนำไปใช้จริงในระบบสุขภาพ อาทิ การวิจัยและผลิตอุปกรณ์เก็บของเสียจากลำไส้ (ถุงทวารเทียม : Colostomy Bag) ซึ่งได้รับการบรรจุเป็นสิทธิประโยชน์ในระบบบัตรทอง ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศ และส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตภายในประเทศ
“การที่ภาครัฐสนับสนุนให้นวัตกรรมที่พัฒนาโดยนักวิจัยไทยได้รับการขึ้นบัญชีนวัตกรรมไทย และนำไปใช้จริงในหน่วยงานภาครัฐ ถือเป็นแรงผลักดันสำคัญต่อการพัฒนางานวิจัยของประเทศ ที่ผ่านมา ทั้งรัฐบาล กระทรวงสาธารณสุข และ สปสช. ได้นำนวัตกรรมไทยไปใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่อง ขณะที่การหารือร่วมกับผู้บริหาร สปสช. ในครั้งนี้ จะช่วยให้งานวิจัยของ ม.อ. ตอบโจทย์ความต้องการของระบบสุขภาพได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น” ผศ.ดร.นิวัติ กล่าว
นพ.วรวิทย์ วาณิชย์สุวรรณ หัวหน้าโครงการวิจัย สำนักวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) และทีมนักวิจัยผู้พัฒนาถุงทวารเทียม สิทธิประโยชน์ในระบบบัตรทอง กล่าวว่า สำนักวิจัยและพัฒนา ม.อ. มุ่งพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมด้านสุขภาพที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง พร้อมผลักดันนวัตกรรมไทยสู่การใช้งานในระบบสุขภาพ โดยทีมนักวิจัยจากหลายคณะ ได้นำเสนอนวัตกรรมต่อ สปสช. อาทิ นวัตกรรมดูแลแผลเบาหวาน น้ำยาฆ่าเชื้อสำหรับชุมชนและสถานพยาบาล ,ชุดตรวจความดันโลหิตและเบาหวาน
รวมถึง ผลิตภัณฑ์ ProMed CA ของคณะแพทยศาสตร์ ม.อ. ซึ่งเป็นนวัตกรรมโพรไบโอติกและโพสต์ไบโอติกสายพันธุ์ไทย ที่มีผลการวิจัยสนับสนุนว่าสามารถช่วยลดความเสี่ยงและการกลับเป็นซ้ำของมะเร็งลำไส้ใหญ่ ปัจจุบันได้รับการขึ้นทะเบียน อย. แล้ว และอยู่ระหว่างการยื่นขึ้นบัญชีนวัตกรรมไทย
“ProMed CA เป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงหรือเคยป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ ช่วยลดโอกาสการเกิดโรคและการกลับเป็นซ้ำ ซึ่งนอกจากยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยแล้ว ยังลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาของระบบสุขภาพในระยะยาวได้ด้วย” นพ.วรวิทย์ กล่าว
ด้าน ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า การหารือในครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของระบบสุขภาพ โดยพบว่าหลายผลงานมีศักยภาพต่อยอดสู่บัญชีนวัตกรรมไทยและการใช้งานเชิงพาณิชย์ได้จริง
นอกจากนวัตกรรมทางการแพทย์แล้ว ยังมีนวัตกรรมด้านอาหาร การเกษตร และสิ่งแวดล้อม ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการดูแลสุขภาพประชาชนในชุมชนและหน่วยบริการได้ อาทิ อาหารเหลวสำหรับผู้ป่วยที่จัดเก็บได้นาน ผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อเพื่อส่งเสริมสุขอนามัย รวมถึงนวัตกรรมโพรไบโอติกที่ลดความเสี่ยงและการกลับเป็นซ้ำของมะเร็งลำไส้ใหญ่
ทั้งนี้ บอร์ด สปสช. มีนโยบายสนับสนุนนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ขึ้นบัญชีนวัตกรรมไทยอย่างเต็มที่ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและส่งเสริมอุตสาหกรรมภายในประเทศ ปัจจุบันมีนวัตกรรมไทย 7 รายการที่ได้รับการบรรจุในสิทธิประโยชน์แล้ว และ สปสช. พร้อมพิจารณานำนวัตกรรมใหม่ที่ตอบโจทย์ระบบสุขภาพมาใช้เพิ่มเติม
"การพัฒนางานวิจัยให้สอดคล้องกับความต้องการใช้งานจริง ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม”ทพ.อรรถพรกล่าว
อนึ่ง ผลการศึกษาวิจัย เรื่อง “การพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกเพื่อการสร้างเสริมจุลินทรีย์ที่ดี ในลำไส้ในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (ปีที่ 2)” ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) สนับสนุนโดย สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ระบุว่า รายงานการศึกษาก่อนหน้าทั้งการศึกษานอกกายและการศึกษาในกายแสดงให้เห็นว่า จุลินทรีย์โพรไบโอติกสามารถป้องกันมะเร็งลำไส้ได้ กลไกการทำงานของโพรไบโอติกในการป้องกันมะเร็งลำไส้ ได้แก่
- การยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อก่อโรคซึ่งจะเป็นสาเหตุเหนี่ยวนำให้เซลล์ลำไส้เปลี่ยนเป็นเซลล์มะเร็ง
- สร้างสารที่ช่วยในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งลำไส้
- กระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย
- ต้านการอักเสบและส่งเสริมให้เซลล์ลำไส้ทำงานได้ตามปกติ
ปัจจุบันมีรายงานว่าโพสต์ไบโอติก หมายถึงสารประกอบที่ได้จากโพรไบโอติก จากน้ำเลี้ยงโพรไบโอติก รวมถึงเซลล์โพรไบโอติกที่ไม่มีชีวิต สามารถให้ประสิทธิภาพในการทำงานเช่นเดียวกับโพรไบโอติกที่มีชีวิต
นำมาสู่การวิจัยชิ้นนี้ดำเนินการ ตั้งแต่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2565 ถึง 30 ธันวาคม พ.ศ. 2566 มีอาสาสมัครเป็นผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะ 2 และระยะ 3 ซึ่งได้รับการรักษาตามมาตรฐานแล้ว 6 เดือน อยู่ระหว่างการติดตามของแพทย์ผู้ให้การรักษาเข้าร่วมในโครงการ จำนวน 30 คน เมื่อสิ้นสุดโครงการหลังการติดตาม 6 เดือน มีอาสาสมัครเหลือในโครงการ จำนวน 28 คน เป็นกลุ่มโพรไบโอติกที่มีชีวิต จำนวน 10 คน จุลินทรีย์โพรไบโอติกที่ไม่มีชีวิต จำนวน 10 คน และกลุ่มควบคุมที่ไม่มีจุลินทรีย์โพรไบโอติก จำนวน 8 คน
ผลการศึกษา พบว่า ระดับสารอักเสบ ในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติหลังได้รับผลิตภัณฑ์ 6 เดือน โดยในกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกที่มีชีวิต
ในทางตรงกันข้าม ระดับสารอักเสบดังกล่าวในกลุ่มควบคุมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ ระดับสารต้านการอักเสบ (IL-10 and IL-12) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกที่มีชีวิต และ กลุ่มได้รับผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกที่ไม่มีชีวิต สำหรับกลุ่มควบคุมระดับสารต้านการอักเสบ( IL-10 and IL-12) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ในการตรวจหาระดับสารกรดไขมันสายสั้นในน้ำล้างลำไส้ พบทุกกลุ่มมีค่าบิวทิเรทและโพรพิโอเนทเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับเวลาเริ่มต้น โดยการเปรียบเทียบ ในกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกที่ไม่มีชีวิตเทียบกับกลุ่มควบคุม มีค่าบิวทิเรทและโพรพิโอเนทเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สำหรับกลุ่มที่ได้รับผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกที่มีชีวิตมีระดับบิวทิเรทและโพรพิโอเนทเพิ่มขึ้นเทียบกับกลุ่มควบคุม แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ
ผลของโพรไบโอติกต่อไมโครไบโอม พบความหลากหลายของไมโครไบโอต้าเพิ่มขึ้นในกลุ่มที่ได้รับโพรไบโอติกทั้งชนิดมีชีวิตและไม่มีชีวิต พบเชื้อแบคทีรอยดีส์และพรีโวเทลลา ซึ่งเป็นเชื้อทางเดินอาหารเพิ่มขึ้น รวมทั้งเชื้อแฟคาลิแบคทีเรีย ซึ่งเป็นเชื้อสร้างสารบิวทิเรทและพบเชื้อฟิวโซแบคทีเรียม ซึ่งเป็นเชื้อเกี่ยวข้องกับมะเร็งลำไส้ใหญ่ลดลงในกลุ่มได้รับโพรไบโอติก
สรุปผลการศึกษานี้สนับสนุนการประยุกต์ใช้จุลินทรีย์ “แลคโตแบซิลลัส พาราเคซิอิ เอสดีหนึ่ง”ร่วมกับ จุลินทรีย์ “แลคโตแบซิลลัส แรมโนซัส เอสดีสิบเอ็ด”(2 สายพันธุ์นี้ทางม.อ.ค้นพบและจดสิทธิบัตรไว้) มีผลดีในการปรับสภาวะในลำไส้ของอาสาสมัครที่เป็นมะเร็งลำไส้ให้ดีขึ้น เป็นการเพิ่มข้อมูลของการใช้ประโยชน์จากจุลินทรีย์โพรไบโอติกสายพันธุ์นี้ในทางคลินิกสำหรับผู้ป่วยมะเร็งลำไส้


