ไม่ใช่แค่เรื่องของพื้นที่ แต่เป็นปัญหาระดับโลก! เมื่อผลประเมินผลกระทบด้าน"สุขภาพแบบเร่งด่วน" (Rapid HIA) กรณีสารพิษปนเปื้อน ในลุ่มน้ำ กก สาย รวก และโขง สะท้อนว่า วิกฤติสิ่งแวดล้อมครั้งนี้กำลังลุกลามเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารและระบบเศรษฐกิจ โดยพบว่า ครัวเรือน กว่า 38% รายได้ลดฮวบจากความหวาดระแวงของผู้บริโภค นอกเหนือจากอาการผื่นคันทางกายภาพ
ชนวนเหตุสำคัญถูกชี้เป้าไปที่เหมืองแร่กว่า 2,000 แห่งในประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) เตรียมจัดเวทีสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็นในเดือน ก.ค. 2569 นี้ เพื่อผลักดัน 6 แนวทางจัดการเชิงรุก
ใน (ร่าง) รายงานการประเมิน ผลกระทบด้านสุขภาพแบบเร่งด่วน (Rapid HIA) กรณีสารพิษปนเปื้อนในลุ่มน้ำ กก สาย รวก และโขง จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย ของสํานักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ,คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และคณะทํางานวิชาการการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ กรณีน้ําปนเปื้อน สะท้อนผลกระทบที่เกิดขึ้นในหลากหลายมติ
ผลกระทบ 3 มิติ วิกฤติความเสี่ยงสะสม
มิติสิ่งแวดล้อม มีการตรวจพบสารหนูในน้ำผิวดินบางช่วงเวลาและบางจุดที่เข้าใกล้หรือเกินค่ามาตรฐาน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร (มก./ล.) และมีการสะสมในตะกอนดิน ซึ่งทําหน้าที่เป็นแหล่งสะสมระยะยาวและมีศักยภาพในการปลดปล่อยกลับเข้าสู่ระบบน้ําและห่วงโซ่อาหาร แม้ผลการตรวจพืชและสัตว์น้ําส่วนใหญ่ยังไม่เกินมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร แต่การตรวจพบโลหะหนักในบางตัวอย่างสะท้อน “สัญญาณความเสี่ยง” ที่ต้องเฝ้าระวังในระยะยาว
มิติสุขภาพ แม้ยังไม่พบการระบาดหรือกลุ่มก้อนของโรคจากข้อมูลเฝ้าระวัง แต่พบสัญญาณการรับสัมผัสในระดับชุมชน เช่น อาการผื่นคัน ระคายเคืองผิวหนัง และอาการทางระบบทางเดินอาหารในบางราย รวมถึงระดับความกังวลต่อสุขภาพที่สูง โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ และเกษตรกร ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะของสารหนูที่ก่อให้เกิดผลกระทบแบบสะสม (chronic exposure)
มิติเศรษฐกิจและสังคม พบผลกระทบเกิดขึ้นแล้วอย่างชัดเจน โดยประมาณ 38% ของครัวเรือนรายงานว่ารายได้ลดลงจากสถานการณ์ดังกล่าว สาเหตุสําคัญมาจากความเสี่ยงตามการรับรู้ (perception risk) ของผู้บริโภคและตลาด เช่น การปฏิเสธรับซื้อสินค้าเกษตร ราคาผลผลิตตกต่ํา และความไม่มั่นใจในความปลอดภัยของอาหาร มากกว่าการปนเปื้อนที่เกินมาตรฐานเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ยังมีผลกระทบทางอ้อม เช่น ค่าใช้จ่ายด้านน้ําและสุขภาพที่เพิ่มขึ้น และความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจของครัวเรือน
เมื่อพิจารณาเชิงพื้นที่ พบความแตกต่างเชิงโครงสร้างของผลกระทบ โดยพื้นที่ต้นน้ํา (จังหวัดเชียงใหม่) มีความเสี่ยงด้านเกษตรสูงกว่าอย่างมีนัยสําคัญ ขณะที่พื้นที่ปลายน้ำ (จังหวัดเชียงราย) มีลักษณะผลกระทบที่กระจายไปยังหลายภาคส่วน ได้แก่ ประมง การค้าขาย และเศรษฐกิจชุมชน ซึ่งสะท้อนบทบาทของลุ่มน้ําในฐานะระบบเศรษฐกิจและสังคมที่เชื่อมโยงกัน
ปัญหาใหญ่ระดับโลก
แม้สถานการณ์ปัจจุบันยังไม่เข้าสู่ภาวะวิกฤติสุขภาพเฉียบพลัน แต่เป็นความเสี่ยงสะสมเชิงระบบ ที่บ่งบอกว่า “สารพิษปนเปื้อนในลุ่มน้ำ” ไม่ใช่ปัญหาที่จะปล่อยให้ “พื้นที่”แบกรับเท่านั้น แต่เป็นเรื่อง “ระดับชาติ” ไปจนถึง “ระดับอนุภูมิภาค” และระดับโลก
“จุดสำคัญที่ทำให้เกิดผลกระทบการปนเปื้อนของสารพิษในลุ่มน้ำ มาจากการทำเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจากข้อมูลการตรวจสอบล่าสุดพบว่ามอยู่มากกว่า 2,000 แห่งในหลากหลายแร่ แต่แร่ Rare Earth ส่งผลกระทบหนักในเรื่องสารพิษที่ส่งออกมามากมาย จำเป็นต้องยกระดับการพูดคุยในระดับอนุภูมิภาคทั้งลุ่มน้ำโขงและลุ่มน้ำสาละวิน เพื่อสร้างมาตรฐานการทำเหมืองแร่ระหว่างประเทศให้ได้” นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ จ.เชียงราย
จัดสมัชชาสุขภาพฯ ชง 6 เรื่องจัดการเชิงรุก
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 27 พ.ค. 2569 คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) ที่มีนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้เห็นชอบการจัดเวที “สมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น การเฝ้าระวังผลกระทบและคุ้มครองสุขภาวะประชาชน กรณีสารพิษปนเปื้อนในลุ่มน้ำกก สาย รวก และโขง จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดเชียงราย” ในช่วงเดือน ก.ค. 2569 เพื่อเป็นเวทีรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียระดับพื้นที่และหน่วยงานต่อร่างข้อเสนอเชิงนโยบาย ที่จะเสนอต่อ คสช. เพื่อพิจารณาเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการแก้ไขปัญหา
นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการ คสช. กล่าวว่า ปัญหาการปนเปื้อนของสารพิษบริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำกก สาย รวก และโขง ใน จ.เชียงใหม่ และ จ.เชียงราย กำลังก่อให้เกิดความเสี่ยงสะสมเป็นผลกระทบทั้งทางมิติสุขภาพของประชาชน ความปลอดภัยทางอาหาร เศรษฐกิจชุมชน ไปจนถึงระบบนิเวศลุ่มน้ำ
ปัญหาดังกล่าวยังมีลักษณะเป็นมลพิษข้ามพรมแดน ที่ไม่อาจแก้ไขได้ด้วยมาตรการภายในประเทศเพียงอย่างเดียว เตรียมประสานความร่วมมือเพื่อจัดเวที Mekong Institute Forum ภายในเดือนเดียวกัน เพื่อสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายระดับภูมิภาค ในการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดนในระดับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
ต้องยกเป็นวาระแห่งชาติ
สาระสำคัญ(ร่าง)มติสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็นฯ ประกอบด้วยแนวทางการขับเคลื่อน 6 ด้าน
1. การยกระดับปัญหาการปนเปื้อนมลพิษในแหล่งน้ำข้ามพรมแดนเป็นวาระแห่งชาติ โดยเป็นมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีและการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
2. การแก้ไขปัญหาที่ต้นกำเนิดผ่านกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ
- ให้รัฐบาลผลักดันให้ประเทศต้นทางจัดการแหล่งกำเนิดมลพิษ โดยใช้รายงานผลการศึกษาและหลักฐานทางวิชาการด้านผลกระทบต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ ในการเจรจาระดับทวิ ภาคีและพหุภาคี
- ส่งเสริมความร่วมมือข้ามพรมแดนเพื่อแก้ไขปัญหาที่ต้นกำเนิด และส่งเสริมความร่วมมือเชิงเทคนิคในการตรวจวัดคุณภาพน้ำร่วม (Joint Monitoring) ระหว่างประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน
จัดทำแผนที่ความเสี่ยง (Zoning)
3.การเฝ้าระวงัเชิงรุก ด้านสิ่งแวดล้อม ห่วงโซ่อาหาร และสุขภาพ
- ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมชลประทาน กรมการข้าว กรมส่งเสริมการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน สำนักงานเกษตรพื้นที่สูง และกรมประมง จัดทำแผนที่ความเสี่ยง (Zoning) ที่เชื่อมโยงข้อมูลการปนเปื้อนในน้ำ ดิน ตะกอน และห่วงโซ่อาหาร เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันเฉพาะพื้นที่บูรณาการและวางแผนการเฝ้าระวังร่วมกันระหว่างหน่วยงาน ได้แก่ ครอบคลุมน้ำและดินทางการเกษตรรวมถึงผลผลิตพืชและสัตว์น้ำ อย่างน้อย 5 ปี
- ให้กรมควบคุมมลพิษ ดำเนินการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำและตะกอนดินตั้งแต่ชายแดนไทย-เมียนมาร์จนถึงอำภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นจุดสุดท้ายที่แม่น้ำโขงไหลผ่านประเทศไทย อย่างน้อย 5 ปี
- ให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด จัดทำแผนเฝ้าระวังคุณภาพน้ำประปาชุมชนและประปาส่วนภูมิภาคตลอดลุ่มน้ำกก สาย รวก และโขง
- ให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด กรมควบคุมโรค กรมอนามัย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และองค์การบริหารส่วนจังหวัด จัดตั้งระบบเฝ้าระวังทางสุขภาพอย่างต่อเนื่องในกลุ่มประชากรเสี่ยงสูง เพื่อประเมินระดับการรับสัมผัสสารพิษเข้าสู่ร่างกายและผลกระทบทางสุขภาพ
- ให้จัดตั้งศูนย์วิทยาศาสตร์สำหรับตรวจวิเคราะห์โลหะหนักแบบครบวงจร โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ร่วมมือกับศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงราย
4.การลดความเสี่ยงการรับสัมผัสสารโลหะหนักผ่านน้ำดื่มและน้ำใช้
- ให้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ สาขานาโนเทคโนโลยี เร่งรัดการพัฒนาระบบประปาหมู่บ้านและประปาส่วนภูมิภาคที่ใช้เทคโนโลยีการกรองขั้นสูงและไบโอชาร์ (biochar) สำหรับพื้นที่เกษตรขนาดเล็ก เพื่อกำจัดโลหะหนักให้ครอบคลุมพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง
- ให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาล และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดหาและพัฒนาแหล่งน้ำดิบสำรองที่ปลอดภัย เพื่อลดการพึ่งพาน้ำจากลำน้ำที่มีการปนเปื้อนสูงในช่วงวิกฤติ สำหรับการผลิตทางการเกษตรในเขตชลประทาน อำภอแม่อาย และแม่นาวาง
- ให้รัฐบาลอนุมัติงบประมาณจำนวน 1,200 ล้านบาท ให้แก่การประปาภูมิภาคสาขาเชียงราย เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำดิบทดแทนการใช้แม่น้ำกก สำหรับ 40,000 ครัวเรือน
- ให้กรมชลประทานเร่งรัดการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่คำ เพื่อเป็นแหล่งน้ำาดิบแห่งใหม่สำหรับผลิตน้ำประปา รองรับ 30,000 ครัวเรือน ทดแทนแม่น้ำสาย รวก และโขง ในเขตอำเภอแม่จัน แม่สายและเชียงแสน
- ให้การประปาส่วนภูมิภาคสาขาเชียงของ ดำเนินการจัดหาแหล่งน้ำาดิบทดแทนเพื่อผลิตน้ำประปาสำหรับการบริโภค
ตั้งพื้นที่บริหารจัดการพิเศษ-กองทุนเยียวยาฯ
5. กลไกการเยียวยาและฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ
- ให้รัฐบาลพิจารณาจัดตั้ง "กองทุนเยียวยาและชดเชยผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาการปนเปื้อนมลพิษในแหล่งน้ำ" เพื่อช่วยเหลือและลดภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนกลุ่มเปราะบางและกลุ่มอาชีพที่ได้รับผลกระทบ
- ให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และกระทรวงการคลังร่วมกันจัดทำเกณฑ์การประกาศภัยพิบัติกรณีแม่น้ำปนเปื้อนเป็นกรณีเฉพาะ และสร้างมาตรการเยียวยาสำหรับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อนมลพิษในพื้นที่ผลิต พร้อมทั้งให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สนับสนุนงบประมาณการดูแลสุขภาพโดยใช้งบกองทุนจังหวัด
- ให้รัฐบาล เร่งรัดการพัฒนาพื้นที่นำร่องในการแก้ไขปัญหาแบบครบวงจรในรูปแบบ “พื้นที่บริหารจัดการพิเศษ (Regulatory Sandbox)” หรือพัฒนาเป็นเชียงของโมเดล
6. การพัฒนาระบบข้อมูลและการสื่อสารความเสี่ยงอย่างโปร่งใส
- ให้มีการจัดตั้ง "ศูนย์ข้อมูลกลางปัญหาแม่น้ำปนเปื้อนมลพิษข้ามพรมแดน" (Central Data Center)เพื่อสังเคราะห์ข้อมูลจากทุกหน่วยงานให้เป็นเอกภาพ และสื่อสารความเสี่ยงในรูปแบบที่เข้าถึงได้ง่าย ครอบคลุมกลุ่มชาติพันธุ์ และเน้นการมีส่วนร่วมของเครือข่ายภาคประชาชน
- ให้กรมอนามัยออกคำแนะนำเกี่ยวกับการบริโภคพืช สัตว์น้ำ และสัตว์หน้าดิน ในพื้นที่เสี่ยงอย่างเป็นทางการ
นี่ไม่ใช่ปัญหาที่จะรอได้ เพราะผลกระทบกำลังไหลบ่าจากภาคเหนือสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไปตามแม่น้ำ ยิ่งขยายวงผู้ได้รับความเดือดร้อน ไม่หยุดอยู่แค่คนไทย แต่รวมถึงผู้คนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงทั้งหมดต้องแบกรับความเสี่ยง แทนคนทั่วโลกที่ใช้ "ประโยชน์แร่จากเหมืองก่อสารพิษ"

