วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน 2569

Login
Login

ยัน 'ยาและเวชภัณฑ์' ไม่ขาดแคลน อย.เปิด 'ฟาสต์แทร็ก' นำเข้า

ยัน 'ยาและเวชภัณฑ์' ไม่ขาดแคลน อย.เปิด 'ฟาสต์แทร็ก' นำเข้า

กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ได้ตั้งคณะทำงานศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน(EOC) เตรียมความพร้อมรับมือกับผลกระทบจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง ในด้านยาและเวชภัณฑ์ โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ดูแลในเรื่องกลุ่มสำรองยาและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ ติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์ปริมาณคงคลังระดับประเทศ (Watch list) จำนวน 84 รายการ เช่น ยาช่วยชีวิต ยาที่ใช้จำนวนมาก และยาจำเป็นต่างๆ ทั้งในฝั่งของผู้ประกอบการผลิตและนำเข้า และฝั่งผู้ใช้ทั้งรพ.รัฐทุกสังกัดและรพ.เอกชน

ยื่นใช้ฟาสต์แทร็กกว่า 6,000 คำขอ

ทั้งนี้ อย.ได้ออกมาตรการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อการเข้าถึงผลิตภัณฑ์สุขภาพที่จำเป็นโดยเปิดช่องทางพิจารณาแบบเร่งด่วน หรือฟาสต์แทร็ก (Fast Track) ลดเอกสารและลดระยะเวลาให้กับผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สุขภาพ ยา อาหาร วัตถุเสพติด สมุนไพร เครื่องมือแพทย์ เครื่องสำอางและวัตถุอันตรายเปลี่ยนแปลงแหล่งวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ และอำนวยความสะดวกปล่อยผ่านสินค้านำเข้าตาม watch list

ผลดำเนินงานในช่วงเม.ย. – พ.ค. 2569 มีผู้ประกอบการยื่นผ่านสินค้านำเข้าตาม watch list ที่ด่านอาหารและยา 6,600 คำขอ และยื่นแก้ไขเปลี่ยนแปลงแล้วประมาณ 85 คำขอ ได้แก่

  • ยา 10 คำขอ มีการขอผ่อนผันการใช้ฉลากกล่องบรรจุแผงยาฉบับเดิม และเพิ่มสถานที่เก็บยากรณีน้ำยาล้างไต
  •  เครื่องมือแพทย์ 45 คำขอ เช่น ขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพิ่มแหล่งวัตถุดิบสำหรับผลิตกระบอกฉีดยา สำหรับผลิตเข็มฉีดยา และเปลี่ยนแปลงขนาดของแกลลอนของน้ำยาล้างไต
  • อาหาร 10 คำขอ ด้านภาชนะบรรจุ และการจัดทำฉลากเนื่องจากขาดตัวทำละลาย
  • และวัตถุเสพติด 20 คำขอ โดยเปลี่ยนแปลงสถานที่ผลิตวัตถุดิบ และเปลี่ยนแปลงบรรจุภัณฑ์

ขอปรับรูปแบบบรรจุภัณฑ์ - ฉลาก

ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า การยื่นขอเตรียมแหล่งที่สองหรือ Second Source ที่มีราคาที่สมเหตุสมผลมากกว่าเดิม เพื่อเตรียมพร้อมในกรณีฉุกเฉิน แม้ว่าอาจจะยังไม่จำเป็นต้องใช้ในทันทีก็ตาม

ส่วนการเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ มีทั้งลักษณะการเปลี่ยนรูปแบบ เช่น จากกระปุกพลาสติกมาเป็นหลอด หรือการขอใช้คอนเทนเนอร์ร่วมกับผลิตภัณฑ์อื่นที่มีการใช้งานน้อย ขอปรับลดหรือเพิ่มขนาดบรรจุ ตามความเหมาะสมของต้นทุนและสต็อกบรรจุภัณฑ์ที่แต่ละบริษัทมีอยู่เดิม รวมถึง ขอปรับฉลากเป็นการชั่วคราว เนื่องจากมีประเด็นเรื่องตัวทำละลายที่ใช้ในหมึกพิมพ์ที่บางอย่างใช้ไม่ได้ จนผู้ประกอบการบางรายต้องเปลี่ยนมาใช้สีขาวดำแทน ซึ่งอย.ได้พิจารณาตามความสมเหตุสมผล

ยันยา-เวชภัณฑ์ไม่ขาดแคลน 

“สถานการณ์ในประเทศไทยทั้งเรื่องวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์และผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปของยา เวชภัณฑ์และผลิตภัณฑ์สุขภาพ ยังไม่น่ากังวลและไม่มีการขาดแคลน เนื่องจากสถานการณ์สู้รบเริ่มไม่รุนแรงและไม่ขยายวงกว้าง ขณะที่ผู้ประกอบการเริ่มปรับตัวหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ได้แล้ว แม้ปัญหาเรื่องต้นทุนที่สูงขึ้นจะยังมีอยู่ แต่สินค้าจะไม่เกิดการขาดแคลนแน่นอน”ภญ.สุภัทรากล่าว 

ทั้งนี้  อย. มีระบบมอนิเตอร์ทั้งฝั่งผู้ประกอบการและฝั่งผู้ใช้ ระดับสต็อกและการป้องกันการกักตุน โดยมีการแบ่งระดับความเสี่ยงของยา ซึ่งปัจจุบันระดับยาในภาพรวมยังสูงกว่าเส้นเตือนภัยสีเหลือง ส่วนที่บางโรงพยาบาลจ่ายยาให้ผู้ป่วยในปริมาณที่น้อยลงหรือจ่ายซ้ำบ่อยขึ้นนั้น เป็นมาตรการป้องกันความเสี่ยงของแต่ละสถานพยาบาล ไม่ได้เป็นสัญญาณว่ายาขาดแคลนแต่อย่างใด 

เตรียมขอปรับขึ้นราคาในอนาคต

ในส่วนของการปรับราคายา ภญ.สุภัทรา กล่าวว่า สมาคมผู้ผลิตยาและผู้นำเข้ากำลังรวบรวมข้อมูลต้นทุนที่แท้จริง ทั้งต้นทุนทางตรงจากวัตถุดิบและต้นทุนทางอ้อมจากค่าขนส่ง ซึ่ง อย. ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการกำหนดราคากลางยาจะนำข้อมูลที่ได้เสนอต่อคณะกรรมการฯพิจารณาซึ่งประชุมทุกเดือนมีการปรับราคาเป็นรายไอเทม (Item) ให้สอดคล้องกับต้นทุนจริงอยู่แล้ว ซึ่งในช่วงสงครามที่ผ่านมาก็ได้มีการปรับราคาไปบ้างแล้วในกลุ่มยาที่มีความจำเป็นและมีเหตุผลสมควร  ขณะนี้สมาคมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจยา เวชภัณฑ์ เครื่องมือแพทย์ กำลังหารือกรณีที่จะต้องขอปรับขึ้นราคาในอนาคต

นอกจากนี้ ได้สั่งการให้ด่านอาหารและยาอำนวยความสะดวกในการเร่งตรวจปล่อยสินค้าเพื่อให้เวชภัณฑ์ต่าง ๆ เข้าสู่ระบบได้อย่างรวดเร็วเพื่อประโยชน์ของประชาชน ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยและประสิทธิภาพที่ดี นอกจากนี้ อยู่ระหว่างการจัดทำประกาศเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการยื่นคำขอลงในบางหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีค่าธรรมเนียมสูงและมีความจำเป็น เช่น ยาแผนปัจจุบัน เพื่อลดผลกระทบต่อผู้ผลิตในประเทศ จากที่ก่อนหน้านี้ได้ดำเนินการไปแล้วในส่วนของยาสมุนไพร

ห่วงกค.นี้่สารตั้งต้นโพลีโอเลฟินราคาพุ่ง

นายจารุเดช คุณะดิลก กรรมการบริหาร บริษัท เอ็ม.อี. เมดิเทค จำกัด และในฐานะประธานที่ปรึกษาและกรรมการกลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศ กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ และผู้ประกอบการกำลังรับมือกับวิกฤติด้านต้นทุนขนส่งและวัตถุดิบต้นน้ำ เพราะประเทศไทยมีการส่งออกอุปกรณ์การแพทย์แต่ยังมีสัดส่วนการนำเข้าที่สูงมาก ปัจจุบันค่าระวางเรือและขนส่งปรับเพิ่มขึ้นทันที 40% และบางกรณีที่ต้องเร่งรัดการจัดส่ง ต้นทุนพุ่งสูงขึ้นถึง 3 เท่าจากสถานการณ์ปกติ

“สิ่งที่น่าเป็นห่วงตอนนี้ คือ สารตั้งต้นโพลีโอเลฟิน เพื่อผลิตเม็ดพลาสติกและพอลิเมอร์ต่างๆของอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์เกือบทุกชนิด ตั้งแต่กระบอกฉีดยาไปจนถึงสายน้ำเกลือ ซึ่งราคาเม็ดพลาสติกที่ปรับขึ้นแล้ว 50% และเมื่อสงครามน้ำมันยังไม่มีท่าทีว่าจะหยุด คาดว่าการปรับราคาจะมีแนวโน้มสูงขึ้น และล่าสุด นโยบายจากประเทศคู่ค้าสำคัญอย่างจีนที่จำกัดการส่งออกเคมีตั้งต้นเหลือเพียง 20-30% จากยอดสั่งซื้อปกติ ย่อมส่งผลต่อต้นทุนการผลิต จึงยืนยันว่าเดือนก.ค.นี้จะวิกฤติมากขึ้นอย่างแน่นอน” นายจารุเดช กล่าว

เร่งรัดแผนพัฒนาอุตฯเครื่องมือแพทย์

นายจารุเดช กล่าวอีกว่า ภาครัฐจะต้องเข้ามาสนับสนุนอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ในประเทศให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยเร่งรัดพิจารณาแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ เพื่อส่งเสริมการใช้เครื่องมือแพทย์ที่ผลิตโดยคนไทยให้ได้ก่อนเป็นลำดับแรก ที่สำคัญต้องเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้สนับสนุน

และปรับปรุงกฎระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ การสนับสนุนมาตรการด้านภาษีให้สถานพยาบาลที่เป็นภาคเอกชนเอื้อต่อการใช้เครื่องมือแพทย์ที่ผลิตในประเทศ โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุข ต้องจัดทำRoadmap และช่องทาง Feedback เร่งด่วน เพื่อรับฟังปัญหาการขาดแคลนสินค้าในระดับปฏิบัติการ และเปิดกระบวนการการรับรองหรือขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)ให้รวดเร็วมากขึ้น

แจ้งรายการคงคลังที่ขาดทันที 

สำหรับในภาคบริการทางการแพทย์ที่เป็นฝั่งผู้ใช้ยาและเวชภัณฑ์เป็นหลักนั้น  ล่าสุด นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้สั่งการในเรื่องการบริหารจัดการยา เวชภัณฑ์ และวัสดุการแพทย์ แม้ปัจจุบันสามารถบริหารจัดการได้ ยังไม่พบปัญหาการขาดแคลน แต่แนวโน้มในอนาคตคาดว่าจะพบปัญหาการขึ้นราคา จากผลกระทบของสงครามตะวันออกกลางและค่าขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้นประมาณ 10-15%

จึงให้รายงานปริมาณคงคลังทุก 3 สัปดาห์ และให้เขตสุขภาพตรวจสอบเรื่องการขนส่งและกำกับการรายงานให้มีความต่อเนื่อง หากพบการขาดแคลนทั้งที่อยู่ในและนอกรายการเฝ้าระวัง ให้แจ้งรายงานทันที ไม่ต้องรอรอบการรายงาน

BDMS หาแหล่งวัตถุดิบสำรอง-เจาะตลาดเอเชีย

ขณะที่น.ส.อรรจยา อินทรประสงค์ หัวหน้าฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMSได้ปรับกลยุทธ์การบริหารจัดการคลังยาและเวชภัณฑ์ โดยเพิ่มการสำรองสต็อกยาจาก 30 วัน เป็น 60-90 วัน พร้อมทั้งหาแหล่งวัตถุดิบสำรอง จากโรงงานในเอเชีย ทั้งจีนและอินเดีย เพื่อป้องกันความเสี่ยง สร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ป่วยว่ามีสำรองเพียงพอ

กลุ่มคนไข้ตะวันออกกลางที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล และกลุ่มที่มีฐานะดียังคงเดินทางมารับการรักษาอย่างต่อเนื่องหากมีเที่ยวบินปกติ กลุ่มลูกค้า Expatจากสหรัฐ อังกฤษ และยุโรป จึงยังคงเติบโตโดยเฉพาะในช่วง High Season ตลาด CLMV โดยเฉพาะเมียนมายังมีการเติบโต แต่กลุ่มลูกค้ากัมพูชารายได้ลดลงจากการปิดด่านคิดเป็นเกือบ 1% ของรายได้รวม บริษัทจึงเน้นกลยุทธ์หาลูกค้ากลุ่ม Expat และตลาดเอเชียอื่น ๆ มาทดแทน ซึ่งยังต้องใช้เวลาในการทำตลาดและอาศัยเครือข่ายของ BDMS