วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน 2569

Login
Login

ไทยสกัดอีโบลา ‘ยังไม่มีผู้ป่วยต้องสงสัย’  ประสาน ‘ที่พัก-โรงแรม’ เข้มคัดกรอง

ไทยสกัดอีโบลา กรมควบคุมโรคเผยกักตัวอยู่ในระบบ 4 คน ไทยยัง “ไม่มีผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรคอีโบลา” ส่วนคนเดินทางเข้าจาก 2 ประเทศเขตติดโรคเฉลี่ยเหลือวันละ 1 คน  ประสานผู้ประกอบการที่พัก-โรงแรม เฝ้าระวังคนป่วยอีกชั้น 

เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.2569 นพ.เอนก มุ่งอ้อมกลาง รองอธิบดีกรมควบคุมโรค(คร.) ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” เกี่ยวกับการสกัดผู้ติดเชื้ออีโบลาของประเทศไทย ซึ่งได้มีการเปิดศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข ระดับกรมควบคุมโรคว่า  ผู้เดินทางที่มีต้นทางจาก 2 ประเทศเขตติดโรคติดต่ออันตรายอีโบลา คือ ดีอาร์คองโก และยูกันดา  จากที่เมื่อวันที่ 25 พ.ค.2569 ก่อนมีมาตรการกักตัวทุกคนแม้ไม่มีอาการป่วย มีเดินทางเข้ามา 19 คน แต่หลังจากประกาศบังคับกักตัวเมื่อ 27 พ.ค.2569 เหลืออยู่แค่ 1 คน หรือบางวันไม่มีคนเดินทางเข้ามา โดยเฉลี่ยเหลือวันละราว 1 คน 

ภาพรวมตั้งแต่ 20 พ.ค.2569 ที่ประเทศไทยมีการยกระดับมาตรการเฝ้าระวังอีโบลา เริ่มจากที่คุมไว้สังเกตอาการจนถึงกักตัว จำนวน 69 คน ในจำนวนนี้เดินทางออกนอกประเทศไทยไปแล้ว 41 คน เหลือ 24 คนคุมไว้สังเกตอาการเพราะเข้าไทยมาก่อนที่จะมีมาตรการบังคับกักตัว  ส่วนที่ศูนย์กักกันสถาบันบำราศนราดูร มีคนที่เดินทางจาก 2 ประเทศซึ่งไม่ได้มีอาการป่วย เข้ารับการกักตัวอยู่ 4 ราย และยังไม่มีอาการป่วย 
 

“ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่มีผู้ป่วยต้องสงสัยติดโรคอีโบลา หรือผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรค(PUI) ซึ่งที่สถาบันบำราศนราดูรมีห้องรองรับได้ 58 ห้อง ตอนนี้ใช้ไปแค่ 4 ห้อง และเมื่อกักไปได้ 3 วัน เขาก็ขอกลับประเทศหมดแล้ว เพราะหลังจาก 3 วัน ผู้เดินทางจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการกักตัวเอง ส่วนใหญ่ก็เลยขอ กลับประเทศก่อนที่จะครบ 21 วัน ซึ่งกรณีที่ไม่มีอาการป่วยก็อนุญาตให้กลับประเทศเขาได้ ส่วนกรณีที่มีอาการป่วยก็จะส่งไปแยกกักใน รพ. แต่ตอนนี้ยังไม่มีคนที่มีอาการป่วย”นพ.เอนก กล่าว 

นพ.เอนก กล่าวอีกว่า  การที่ต้นทางจากดีอาร์คองโกกับยูกันดาเข้ามาช่องทางปกติมีระบบเฝ้าระวัง คัดกรองที่เข้มข้น แต่ที่ห่วง คือ กรณีที่ทรานสิตเครื่องบิน (Transit) หรือแวะเที่ยวประเทศอื่นๆ ก่อน เช่น พักอยู่ที่อังกฤษ จีน หรือสวีเดน แล้วยังอยู่ในระยะฟักตัวของโรค 21 วัน  ก่อนเดินทางต่อมาประเทศไทย  ทำให้ประวัติตรงนี้อาจจะหลุดจากกลไกได้ เพราะระบบที่ด่าน หรือ ตม.อาจจะไม่ได้เช็กย้อนหลังไปจนถึง 21 วันก่อนหน้า เนื่องจากคนเดินทางจากยุโรปเข้ามามีจำนวนมาก

ไทยสกัดอีโบลา ‘ยังไม่มีผู้ป่วยต้องสงสัย’  ประสาน ‘ที่พัก-โรงแรม’ เข้มคัดกรอง

อย่างไรก็ตาม กรมได้วางมาตรการเฝ้าระวังรองรับกลุ่มนี้อีกระดับหนึ่ง ด้วยการประสานผู้ประกอบการที่พัก และโรงแรมต่างๆ ในการเฝ้าระวัง โดยแจ้งให้ต้องซักประวัติการเดินทางเพิ่มเติม ถ้ามีประวัติก็ให้แจ้งหน่วยงานควบคุมโรค โดยมีการประชุมชี้แจงกับผู้ประกอบการในส่วนกลางไปแล้ว และได้สั่งหน่วยงานภูมิภาคให้ประชุมซ้ำ โดยเฉพาะพื้นที่ ที่มีคนเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวมาก เช่น ภูเก็ต กระบี่ สุราษฎร์ธานี เป็นต้นดำเนินการแล้วเช่นเดียวกัน รวมถึง สายการบิน ก็ต้องซักเพิ่มว่ามีประวัติเดินทางมาจาก 2 ประเทศนี้หรือไม่

“ห่วงอย่างเดียวในกรณีที่ไม่บอกประวัติการเดินทางที่แท้จริง  แต่เชื่อว่าเคสแบบนี้จะมีน้อย และเมื่อเขาป่วยพอเริ่มมีอาการไม่นานก็จะรุนแรง ก็จะไปเที่ยวไหนยากจะพักอยู่แต่ในห้อง ทำให้คนที่สัมผัสมีจำนวนน้อย เพราะตอนที่ไม่มีอาการจะยังไม่แพร่เชื้อ และเขาต้องแจ้งเพื่อเข้าสู่กระบวนการรักษาแน่นอน เพราะอาการจะหนัก เมื่อนั้นทีมควบคุมโรคก็จะเข้าสอบสวนควบคุมโรคให้เร็ว  ก็จะสามารถควบคุมให้อยู่ในวงที่จำกัดได้”นพ.เอนก กล่าว 

นพ.เอนก กล่าวอีกว่า  มาตรการที่ประเทศไทยนำมาใช้ในการเฝ้าระวังผู้ติดเชื้อสามารถทำได้ตามเกณฑ์ ไม่มีปัญหาอะไร เมื่อประกาศให้กักตัว 21 วันทุกคนที่มีต้นทางจากดีอาร์คองโก และยูกันดา ก็ทำให้คนเริ่มทยอยไม่มาแล้ว  ซึ่งจากสถานการณ์ในต่างประเทศตอนนี้ ถือว่ามาตรการที่ไทยดำเนินการอยู่เข้มข้นเพียงพอ แม้จะไม่ได้ประกาศห้ามการเดินทางเข้าออก แต่ก็เป็นการแบนโดยธรรมชาติจากมาตรการที่ออกมา เพราะคนไม่ค่อยมาแล้ว

 “มาตรการบังคับกักตัว 21 วัน ถือว่าโหดแล้ว ลองถามคนไทยสิว่ายังอยากจะไปดีอาร์คองโก หรือยูกันดาอีกไหม เพราะกลับมาโดนกัก 21 วัน มีค่าใช้จ่ายเพิ่มอีก ส่วนคนที่จะมาเที่ยวไทยมีวีซ่าอยู่ได้ 30 วัน แต่โดนกักตัวไปแล้ว 21 วัน เหลือเวลาให้เที่ยวไม่กี่วัน อารมณ์การท่องเที่ยวเขาก็ไม่ได้แล้ว ก็เหมือนเป็นการแบนโดยธรรมชาติไปในตัวอยู่แล้ว”นพ.เอนก กล่าว 

 

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์