อย.อัปเดตสถานการณ์ยาและเวชภัณฑ์ ไทยยังไม่ขาดแคลน มีการมอนิเตอร์ภาพรวมทั้งประเทศ กำลังหารือปรับขึ้นราคาในอนาคต หลังผู้ประกอบการแบกต้นทุนพุ่ง รอสมาคมธุรกิจต่างๆทำข้อมูลเสนอเข้ามา
ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” เกี่ยวกับสถานการณ์ล่าสุดของ ยาและเวชภัณฑ์ ที่เป็นผลสืบเนื่องจากสงครามตะวันออกกลางว่า กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ได้ตั้งคณะทำงาน ศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน(EOC) มอนิเตอร์เรื่องนี้ โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ดูแลในเรื่องกลุ่มสำรองยาและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ มีการมอนิเตอร์ในฝั่งของผู้ประกอบการทั้งผลิตและนำเข้า
ซึ่งมีรายการ ยาวอทช์ลิสต์ (Watch List) ราว 63 รายการ เช่น ยาช่วยชีวิต ยาที่ใช้จำนวนมาก และยาจำเป็นต่างๆ ส่วนในฝั่งผู้ใช้ โรงพยาบาลและสถานพยาบาลต่างๆมีการมอนิเตอร์ทั้งรพ.รัฐทุกสังกัดและรพ.เอกชน
“สถานการณ์ปัจจุบัน ประเทศไทยยังไม่ขาดแคลน ซึ่งผู้ผลิตยาในต่างประเทศส่วนใหญ่อยู่ในยุโรป อเมริกา อินเดีย และจีน ไม่ใช่พื้นที่ที่เป็นคู่สงครามกัน จึงยังไม่กระทบโดยตรง ขณะนี้มีการมอนิเตอร์ทุกรูปแบบ สถานการณ์ไม่ได้มีอะไรที่น่ากังวล ยังอยู่ได้ มีการหารืออย่างใกล้ชิด ปรับแก้ปัญหาตลอดเวลา”ภญ.สุภัทรากล่าว
ภญ.สุภัทรา กล่าวอีกว่า แต่อาจมีผลกระทบเรื่อง เม็ดพลาสติก ซึ่งตอนนี้อย.ได้หารือกับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบในเรื่องนี้ เช่น มาขอเปลี่ยนแหล่งของวัตถุดิบ จะแก้ไขแกลลอนน้ำยาล้างไตมาใช้แบบรียูส(Reuse)ได้หรือไม่ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและประสิทธิภาพ รวมถึง ต้นทุนของผู้ประกอบการสูงขึ้น เรื่องจากค่าขนส่ง ทั้งค่าระวางเรือ เครื่องบิน) น้ำมันและต้นทุนราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น
"กำลังมีการหารือเรื่องกรณีที่จะต้องขอปรับขึ้นราคาในอนาคต โดยขณะนี้สมาคมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจยา เวชภัณฑ์ เครื่องมือแพทย์ กำลังทำข้อมูลเข้ามา" ภญ.สุภัทรากล่าว
ส่วนกรณีที่บางโรงพยาบาลปรับลดจำนวนเดือนในการจ่ายยาให้ผู้ป่วยนอก(OPD) ภญ.สุภัทรา กล่าวว่า การปรับระยะเวลาจ่ายยาให้กับผู้ป่วยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแต่ละโรงพยาบาล เป็นเพียงมาตรการป้องกันล่วงหน้าไว้ก่อน
“ไม่ได้หมายความยาจะขาดแคลน เพราะอย.มีการมอนิเตอร์ภาพรวมของประเทศทั้งหมด สมมติที่หนึ่งปริมาณยาเหลือน้อยแต่อีกที่หนึ่งมีปริมาณยาจำนวนมาก ก็สามารถที่จะจัดสรรจากจุดที่มากไปหาจุดที่น้อยได้ มีการมอนิเตอร์ครบหมดทั้งประเทศ”ภญ.สุภัทรากล่าว

