กรมควบคุมโรค เผยคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปราว 17 ล้านคนป่วยโรคความดันโลหิตสูง เตือน ภัยเงียบใกล้ตัว มักไม่แสดงอาการ แต่หากปล่อยไว้อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง จนพิการ-เสียชีวิตได้ แนะตรวจวัดความดันสม่ำเสมอ ลดความเสี่ยงโรค
นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า สมาพันธ์ความดันโลหิตสูงโลก (World Hypertension League) กำหนดให้วันที่ 17 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันความดันโลหิตสูงโลก โดยในปี 2569 ได้กำหนดประเด็นรณรงค์ ภายใต้หัวข้อ “Controlling hypertension together: check your blood pressure regularly, defeat the silent killer.” ร่วมมือกัน ลดความดัน ให้ถึงเกณฑ์
มุ่งเน้นให้ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง กลุ่มเสี่ยง และประชาชนที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป หมั่นตรวจวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ ที่โรงพยาบาล สถานบริการสาธารณสุข หรือสถานีสุขภาพ (Health Station) ใกล้บ้าน เพื่อเฝ้าระวังค่าความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
ในปี 2567 องค์การอนามัยโลก(WHO) คาดการณ์ว่าประชากรทั่วโลกประมาณ 1.4 พันล้านคน ป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง โดยประมาณ 600 ล้านคน ไม่ทราบว่าตนเองป่วย ขณะที่ ข้อมูลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 พ.ศ. 2567 - 2568 พบว่า ประชากรไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงถึงร้อยละ 29.5 หรือประมาณ 17 ล้านคน
ด้านนพ.นิติ เหตานุรักษ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ความดันโลหิต คือ แรงดันเลือดที่เกิดจากหัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกาย สามารถวัดได้ 2 ค่า ได้แก่ ค่าความดันโลหิตตัวบน คือ แรงดันโลหิตขณะที่หัวใจบีบตัว และค่าความดันโลหิตตัวล่าง คือ แรงดันโลหิตขณะที่หัวใจคลายตัว
โดยค่าความดันโลหิตเหมาะสม ตัวบนไม่ควรเกิน 120 มิลลิเมตรปรอท และตัวล่าง ไม่ควรเกิน 80 มิลลิเมตรปรอท หากค่าความดันโลหิตตัวบน อยู่ระหว่าง 130 - 139 มิลลิเมตรปรอท และตัวล่างอยู่ระหว่าง 80 – 89 มิลลิเมตรปรอท ถือว่ามีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคความดันโลหิต
ส่วนผู้ทีมีค่าความดันโลหิตตัวบนตั้งแต่ 140 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป และตัวล่าง ตั้งแต่ 90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป ถือว่าป่วยเป็นความดันโลหิตสูง ควรรีบพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรับการรักษาที่เหมาะสม ขณะที่ผู้ที่มีค่าความดันโลหิตตัวบนตั้งแต่ 180 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป และตัวล่างตั้งแต่ 110 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป ถือเป็นภาวะวิกฤติ ต้องรีบพบแพทย์ทันที เพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
ทั้งนี้ การวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อให้ได้ค่าที่แม่นยำและถูกต้อง คือ ควรนั่งพักอย่างน้อย 5 นาที นั่งบนเก้าอี้ หลังตรงพิงพนัก เท้าทั้งสองข้างวางราบกับพื้นไม่ไขว่ห้าง งดดื่มชาหรือกาแฟ และไม่สูบบุหรี่ก่อนทำการวัด 30 นาที รวมถึงงดการพูดคุยระหว่างวัด โดยวางแขนไว้บนพื้นโต๊ะเรียบ ให้ผ้าพันแขนวัดความดัน (arm cuff) อยู่ระดับเดียวกับหัวใจ ไม่เกร็งแขนและไม่กำมือขณะวัดความดันโลหิต
ซึ่งการหมั่นตรวจวัดและรู้ค่าความดันโลหิตของตนเอง จะช่วยให้สามารถประเมินสุขภาพและเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที ลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนและความรุนแรงของโรคความดันโลหิตสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นพ.กฤษฎา หาญบรรเจิด ผู้อำนวยการกองโรคไม่ติดต่อ กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคความดันโลหิตสูงสามารถป้องกันและควบคุมได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
- เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดหวาน มัน เค็ม ลดอาหารที่มีโซเดียมสูง
- ควบคุมน้ำหนัก ค่า BMI ไม่เกิน ระหว่าง 18.5 – 22.9 กิโลกรัมต่อตารางเมตร
- ออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน หรือสะสม 150 นาทีต่อสัปดาห์
- ลดความเครียด
- งดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า
- รวมถึงหลีกเลี่ยงมลพิษทางอากาศ ฝุ่น PM 2.5
แนะนำให้ประชาชนตรวจวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ พร้อมบันทึกค่าความดันโลหิตจากการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างต่อเนื่อง
กรมควบคุมโรค ขอเชิญชวนประชาชนหมั่นตรวจวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ รู้ค่าความดันของตนเอง และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพอย่างเหมาะสม ทั้งการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ลดความเครียด งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อช่วยควบคุมระดับความดันโลหิต ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคไตเรื้อรัง พร้อมย้ำว่าผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงไม่ควรหยุดยาเอง และควรเข้ารับการรักษาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อการมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน

