วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ประกาศ 'โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา' เป็นโรคติดต่ออันตราย ลำดับที่ 14

ประกาศ 'โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา' เป็นโรคติดต่ออันตราย ลำดับที่ 14

บอร์ดโรคติดต่อแห่งชาติ เห็นชอบกำหนด "โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา" เป็นโรคติดต่ออันตราย ลำดับที่ 14 ของไทย  ชี้แม้แพร่เชื้อยาก แต่อันตรายสูง กำหนดต้องรายงานภายใน 3 ชั่วโมง -ลงสอบสวนภายใน 12 ชั่วโมง หลังพบเหตุสงสัยในทุกระดับ มีอำนาจสั่งบังคับแยกกัก ย้ำไทยยังไม่เจอสายพันธุ์ติดคนสู่คน  

จากการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ที่มีมติให้กรมควบคุมโรค ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนด โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา เป็นโรคติดต่ออันตราย ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 เพื่อรองรับการดำเนินมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคตามกฎหมายได้อย่างเหมาะสมกับระดับความเสี่ยง และทันต่อสถานการณ์

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2569 ว่า คณะกรรมการ มีมติเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อ และอาการสำคัญของโรคติดต่ออันตราย (ฉบับที่...) พ.ศ. ... (กรณีโรคติดเชื้อไวรัสฮันตา) ซึ่งจะเพิ่มโรคติดเชื้อไวรัสฮันตาเป็นโรคติดต่ออันตรายลำดับที่ 14 หลังจากที่เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 มีการประชุมคณะผู้เชี่ยวชาญพิจารณากำหนดโรคติดเชื้อไวรัสฮันตาเป็นโรคติดต่ออันตราย ได้มีมติเห็นควรให้กำหนดเป็นโรคติดต่ออันตราย

เนื่องจากเป็นโรคที่มีความรุนแรงสูง สามารถแพร่ผ่านละอองฝอยทางเดินหายใจ บางชนิดแพร่จากคนสู่คนได้ และเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความกังวล โดยให้ครอบคลุมทั้งกลุ่มอาการทางระบบทางเดินหายใจ (Hantavirus Pulmonary Syndrome) และกลุ่มอาการทางไต (Hemorrhagic Fever with Renal Syndrome)โดยจะนำเสนอ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ลงนามในประกาศต่อไป

นพ.สมฤกษ์ กล่าวอีกว่า  ประกาศกำหนดชื่อ และอาการสำคัญ ดังนี้  (14) โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus Disease) มีอาการไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย และอาจมีอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน หรือถ่ายเหลวในรายที่มีอาการรุนแรงจะมีอาการไอ หายใจลำบาก มีภาวะปอดอักเสบ มีของเหลวคั่งในปอด มีภาวะช็อก ความดันโลหิตต่ำ มีอาการเลือดออกจากส่วนต่างๆ ของร่างกาย ไตวายเฉียบพลัน มีอาการระบบทางเดินหายใจล้มเหลว และอาจถึงขั้นเสียชีวิต

ส่วนนิยามการเฝ้าระวังโรคติดเชื้อ ไวรัสฮันตา คือ 1.ผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรค (PUI) คือ ผู้ที่มีอาการตามเกณฑ์ทางคลินิกร่วมกับมีประวัติเสี่ยง 

2.ผู้ป่วยเข้าข่าย (Probable case) คือ ผู้ป่วย PUI ที่มีประวัติเชื่อมโยงทางระบาดวิทยากับผู้ป่วยยืนยัน

3.ผู้ป่วยยืนยัน คือ ผู้ป่วย PUI ที่มีผลบวกตามเกณฑ์ทางห้องปฏิบัติการจำเพาะ ได้แก่ วิธี RT-PCR พบสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสฮันตา , วิธี Immunohistochemistry ตรวจพบแอนติเจนของ Hantavirus หรือวิธีตรวจหาภูมิคุ้มกันของเชื้อ โดยพบแอนติบอดีชนิด IgM , การเพิ่มขึ้นของแอนติบอดีชนิด IgG ที่จำเพาะต่อ Hantavirus อย่างน้อย 4 เท่า

ส่วนเกณฑ์ทางคลินิกของโรคติดเชื้อไวรัสฮันตา คือ ผู้ที่มีไข้มากกว่า 38 องศาเซลเซียส และมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่ หนาวสั่น ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน หรือถ่ายเหลว ร่วมกับตรวจพบความผิดปกติอย่างน้อย 1 ข้อ แบ่งเป็นกลุ่มอาการไข้เลือดออกร่วมกับกลุ่มอาการทางไต (HFRS) ได้แก่ มีเลือดออกผิดปกติ ความดันโลหิตต่ำ หรือภาวะไตวายเฉียบพลัน หรือกลุ่มอาการทางเดินหายใจจากไวรัสฮันตา (HPS)

“เมื่อพบผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรคจะต้องรายงานภายใน 3 ชั่วโมง และลงสอบสวนภายใน 12 ชั่วโมงหลังพบเหตุสงสัยในทุกระดับ ส่วนผู้สัมผัสเสี่ยงสูงจะมีมาตรการกักตัว 42 วันนับจากวันสัมผัสผู้ป่วยเข้าข่าย/ผู้ป่วยยืนยัน หากมีอาการให้ทำเสมือนผู้ป่วยสงสัยที่ต้องแยกกัก และตรวจหาเชื้อ”นพ.สมฤกษ์ กล่าว 

ด้าน นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า  ปัจจัยหลักของการมีมติเห็นประกาศโรคไวรัสฮันตาเป็นโรคติดต่ออันตราย เนื่องจากความรุนแรงของโรคที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง ซึ่งการประกาศนี้จะช่วยให้มีมาตรการกำกับดูแลที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะอำนาจตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 ในการกักตัวผู้ต้องสงสัย การเฝ้าระวัง และการรายงานผลที่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้ หากกลุ่มเสี่ยงไม่ปฏิบัติตามมาตรการ 

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน ได้มีการเฝ้าระวังผู้เดินทางจากประเทศกลุ่มเสี่ยงไปแล้วเกือบ 1,000 คน แต่ยังไม่พบผู้ที่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด และประเทศไทย ไม่เคยเจอไวรัสฮันตาสายพันธุ์เดียวกับบนเรือสำราญ 

“ไวรัสฮันตา สายพันธุ์แอนดีสที่มีการระบาดบนเรือสำราญนั้น ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์จนทำให้การแพร่เชื้อง่ายขึ้น ขณะประเทศไทยมีความเสี่ยงต่ำ ประชาชนไม่ควรแตกตื่น แต่การเฝ้าระวังในกลุ่มผู้เดินทางเป็นมาตรการป้องกันที่จำเป็น” นพ.มณเฑียร กล่าว 

นพ.ยงเจือ เหล่าศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค อธิบายเพิ่มเติมว่าไวรัสฮันตาสายพันธุ์แอนดีสที่พบในอเมริกาใต้นี้ เป็นเพียงสายพันธุ์เดียวที่มีรายงานขณะนี้ว่าสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ แต่โดยเฉลี่ยแล้วอัตราการแพร่เชื้ออยู่ที่ 1 คนต่อ 1 คนเท่านั้น สำหรับกรณีที่พบการติดเชื้อจำนวนมากบนเรือสำราญ องค์การอนามัยโลก สงสัยว่าเข้าข่าย เป็นซูเปอร์สเปรดเดอร์(Super Spreader) ไม่ได้เจอบ่อย  ซึ่งมีการสัมผัสใกล้ชิดกันมากในพื้นที่ปิดเป็นเวลานาน เช่น คู่สามีภรรยา หรือคนสนิทที่อยู่ด้วยกันตลอดทั้งวัน

ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับโควิด-19 แล้ว ไวรัสแอนดีสแพร่กระจายได้ยากกว่ามาก เพราะโควิดสามารถแพร่กระจายในวงกว้างได้ในเวลาอันสั้นจาก 1 คนไป 10 คน แต่แอนดีสต้องอาศัยการสัมผัสใกล้ชิดจริงๆ ดังนั้น การพูดคุยกันในพื้นที่โปร่งทั่วไป จึงมีความเสี่ยงต่ำมาก

“สาเหตุสำคัญที่ต้องประกาศเป็นโรคติดต่ออันตราย จึงไม่ใช่เพราะมันแพร่กระจายง่าย แต่เป็นเพราะความรุนแรงของโรคหากมีการติดเชื้อเกิดขึ้น มีอัตราการเสียชีวิตสูง เพื่อให้เจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมรับมือได้อย่างทันท่วงที” นพ.ยงเจือ กล่าว 

อนึ่ง สำหรับโรคติดเชื้อไวรัสฮันตา

ช่องทางการติดต่อมาสู่คน

  • จากสัตว์ฟันแทะสู่คน (ช่องทางหลัก)  คนสามารถรับเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายได้จากการสูดละอองของปัสสาวะ อุจจาระ หรือน้ำลายของสัตว์ฟันแทะ/หนูที่ฟุ้งกระจายในอากาศ
  • จากการสัมผัสสารคัดหลั่งจากสัตว์ที่ติดเชื้อแล้วมาสัมผัสบาดแผลบนผิวหนังหรือเยื่อบุของร่างกาย เช่น ตา จมูก ปาก
  • อาจติดเชื้อได้จากการถูกหนูกัดแต่พบได้น้อย กิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการสัมผัสหนู เช่น การทำความสะอาดพื้นที่ปิดที่ระบาย อากาศไม่ดี การทำเกษตร ทำฟาร์ม การทำงานป่าไม้ การอาศัยในแหล่งที่มีหนูชุกชุม เป็นต้น
  • จากคนสู่คน การแพร่เชื้อไวรัสฮันตาจากคนสู่คนพบได้น้อย และมีรายงานเฉพาะในเชื้อชนิด Andes virus เท่านั้น โดยมีรายงานในทวีปอเมริกา การแพร่เชื้อระหว่างคนสู่คนมีความเกี่ยวข้องกับการสัมผัสใกล้ชิดเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในสมาชิกครอบครัวหรือคู่ครอง และมักเกิดขึ้นในระยะเริ่มต้นของการเจ็บป่วย ซึ่งเป็นช่วงที่สามารถแพร่กระจายเชื้อได้มาก

โรคนี้แม้จะพบไม่บ่อย แต่มีอัตราป่วยตายสูง แตกต่างกันตามพื้นที่ ซึ่งบางพื้นที่อัตราป่วยตายอาจสูงถึง 30–50% ระยะฟักตัวของโรค โดยทั่วไป 1–8 สัปดาห์ หลังสัมผัสเชื้อไวรัส

ประกาศ 'โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา' เป็นโรคติดต่ออันตราย ลำดับที่ 14

อาการแสดง-การรักษาโรค

ระยะแรกผู้ป่วยจะมีอาการไข้ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ และอาการทางเดินอาหาร เช่น ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ในรายที่มีอาการรุนแรง ผู้ป่วยอาจมีอาการไอ หายใจลำบาก ความดันโลหิตต่ำ ไตวาย หรือมีเลือดออกร่วมด้วย โดยแบ่งอาการได้เป็น 2 กลุ่ม

1.Hemorrhagic Fever with Renal Syndrome (HFRS): ไตวาย/เลือดออก พบในยุโรป และเอเชีย ผู้ป่วยมีอาการไข้ ปวดศีรษะรุนแรง ปวดหลัง ปวดท้อง คลื่นไส้ อาจมีความดันต่ำ เลือดออก และไตวายเฉียบพลัน อัตราป่วยตายแตกต่างกันตามสายพันธุ์ของไวรัส ประมาณ 1-15%

2.Hantavirus Pulmonary Syndrome (HPS/HCPS): โรคปอดรุนแรง พบในทวีปอเมริกา ผู้ป่วยอาการเริ่มต้น คือ ไข้ อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ ต่อมาประมาณ 4–10 วัน มีอาการไอ หายใจลำบาก แน่นหน้าอก อัตราป่วยตายสูง 20-40%

การรักษาโรค ยังไม่มีวัคซีนหรือยาจำเพาะ เน้นการรักษาตามอาการ การเข้ารับการรักษาเร็วช่วยลดอัตราการ เสียชีวิตได้

วิธีป้องกันและควบคุมโรค

1.ลดโอกาสการสัมผัสระหว่างคน และสัตว์ฟันแทะเป็นหลัก

2.รักษาความสะอาดของบ้าน และสถานที่ทำงาน ปิดช่องหรือรอยเปิดที่อาจทำให้สัตว์ฟันแทะเข้าสู่ อาคารได้

3. เก็บอาหารในภาชนะที่มิดชิด และปลอดภัยจากสัตว์ฟันแทะ

4. ใช้วิธีทำความสะอาดอย่างปลอดภัยในพื้นที่ ที่ปนเปื้อนจากสัตว์ฟันแทะ โดยหลีกเลี่ยงการกวาดแห้ง หรือใช้เครื่องดูดฝุ่นทำความสะอาดมูลสัตว์ฟันแทะ ทำให้บริเวณที่ปนเปื้อนชื้นก่อนทำความสะอาด เพื่อลดการฟุ้งกระจายของเชื้อ

5.ใส่หน้ากากอนามัย และถุงมือยาง แล้วใช้ “น้ำยาฆ่าเชื้อ หรือน้ำผสมน้ำยาซักผ้าขาว (ไฮเตอร์)” ฉีดพรมให้เปียกชุ่มก่อน ทิ้งไว้สักพัก แล้วค่อยใช้กระดาษทิชชูหรือผ้าชุบน้ำเช็ดเก็บทิ้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่นฟุ้งเข้าจมูก

6. เสริมสร้างสุขอนามัย ด้วยการล้างมืออย่างสม่ำเสมอ

7.ในช่วงที่มีการระบาดของโรคหรือเมื่อพบผู้ป่วยสงสัย ควรมีการตรวจ และแยกผู้ป่วยอย่างรวดเร็ว พร้อมติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิด และดำเนินมาตรการป้องกัน และควบคุมโรคตามมาตรฐาน เพื่อจำกัดการแพร่กระจายของโรค

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ประเทศไทยได้มีการประกาศให้โรคโควิด-19 เป็นโรคติดต่ออันตรายลำดับที่ 14 มาก่อน แต่เมื่อโรคโควิด-19 กลายเป็นโรคระบาดตามฤดูกาล จึงได้มีการประกาศถอนโรคโควิด-19 ออกจากการเป็นโรคติดต่ออันตราย

ปัจจุบันประเทศไทยจึงมี 14 โรคติดต่ออันตราย ประกอบด้วย 

1.กาฬโรค

2. ไข้ทรพิษ

3.ไข้เหลือง

4. โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือโรคซาร์ส

5.โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา

6.โรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง หรือโรคเมอร์ส

7.โรคติดเชื้อไวรัสมาร์บวร์ก

8. โรคติดเชื้อไวรัสเฮนดรา

9.โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์

10. โรคไข้ลาสซา

11 ไข้เลือดออกไครเมีย-คองโก

12.ไข้สมองอักเสบจากเชื้อเวสต์ไนล์

13. วัณโรคดื้อยาหลายขนาน

14.โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา

 

 


พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์