บังคับใช้ตั้งแต่ 30 เม.ย.69 อนุญาตจำหน่าย “ช่อดอกกัญชา” ใน 3 สถานที่เท่านั้น และต้องขออนุญาตก่อน กรณีปลูกใช้เองไม่ผิด แต่ถ้าส่งออก-แปรรูป-จำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตผิด
เมื่อวันที่ 14 พ.ค.2569 ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่าว่า เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่กฎกระทรวงว่าด้วยการอนุญาตให้ศึกษาวิจัย ส่งออก จำหน่าย หรือแปรรูปสมุนไพรควบคุม เพื่อการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2569 เป็นต้นไป ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการกำกับดูแล “กัญชาทางการแพทย์” ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ด้านการรักษาอย่างแท้จริง พร้อมลดปัญหาการนำไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม และสร้างมาตรฐานความปลอดภัยที่ชัดเจน ให้แก่ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับสาระสำคัญของกฎกระทรวงฉบับใหม่ ประกอบด้วย 3 มาตรการหลัก ได้แก่ การยกระดับมาตรฐานร้านจำหน่ายกัญชาทางการแพทย์ การเพิ่มอำนาจตรวจสอบร่วมกับฝ่ายปกครอง และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการกำกับดูแลอย่างเข้มข้น
ในส่วนของมาตรฐานสถานประกอบการ ผู้ประกอบการที่ต้องการขออนุญาตจำหน่ายกัญชาทางการแพทย์ จะต้องดำเนินกิจการในลักษณะ
- สถานพยาบาล
- สถานที่ผลิตหรือจำหน่ายยาและผลิตภัณฑ์สมุนไพร
- หรือเป็นผู้ได้รับการรับรองเป็นหมอพื้นบ้าน
พร้อมปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ใหม่ด้านการจัดเก็บช่อดอกกัญชาอย่างเหมาะสม ไม่วางสัมผัสพื้นมีระบบกำจัดกลิ่นและควันที่มีประสิทธิภาพ รวมถึง ต้องมีบุคลากรที่ผ่านการอบรมจากกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกประจำตลอดเวลาทำการ
“ใบอนุญาตเดิมยังสามารถใช้งานได้จนกว่าจะหมดอายุ แต่การต่ออายุใบอนุญาตจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ใหม่ทั้งหมด”
ขณะเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุข ยังได้เพิ่มความเข้มงวดด้านการบังคับใช้กฎหมาย โดยแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพิ่มเติมตามประกาศกระทรวงฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2569 เพื่อปิดช่องโหว่ การใช้กัญชาเพื่อสันทนาการ และขยายอำนาจการตรวจสอบไปยังฝ่ายปกครองส่วนภูมิภาค เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และปลัดอำเภอ รวมถึงพื้นที่ปกครองพิเศษอย่างกรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา โดยเจ้าหน้าที่มีอำนาจ เข้าตรวจสอบสถานประกอบการในเวลาทำการ ตรวจสอบเอกสาร ยึดหรืออายัดสิ่งของ และดำเนินการจับกุมผู้จำหน่าย โดยไม่ได้รับอนุญาตได้ทันที
นอกจากนี้ กรมการแพทย์แผนไทยฯ ยังได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเสริมประสิทธิภาพการกำกับดูแล ผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ ระบบ Traffy Fondue ที่พัฒนาร่วมกับ สวทช. สำหรับแจ้งเบาะแสการกระทำผิด ผ่าน Line @traffyfondue และ Super App “หมอพร้อม” ระบบ Medical Cannabis GIS (MC-GIS) สำหรับตรวจสอบพิกัดร้านค้า แปลงปลูก และวันหมดอายุใบอนุญาต ผ่านเว็บไซต์ cannabis-gis.dtam.moph.go.th และแอปพลิเคชัน หมอพร้อม
รวมถึง ศูนย์ประสานงานกัญชาทางการแพทย์ Call Center 0-2257-7042 เพื่อให้คำปรึกษาด้านวิชาการ ตรวจสอบสถานะใบอนุญาต และรายชื่อแพทย์ผู้สั่งจ่าย ในวันและเวลาราชการ
ดร.นพ.พงศธร กล่าวอีกว่า กรมได้กำชับไปยังนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ ให้ลงพื้นที่สร้างความเข้าใจกับประชาชนและผู้ประกอบการเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยมาตรการทั้งหมด ถือเป็นการดำเนินงานเชิงบูรณาการ เพื่อยกระดับความปลอดภัยของประชาชน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน พร้อมส่งเสริม ให้กัญชาถูกใช้ประโยชน์ทางการแพทย์อย่างสูงสุด ภายใต้ระบบกฎหมายที่โปร่งใสและตรวจสอบได้
ก่อนหน้านี้นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข กล่าวชี้แจงในสภาว่า ปัจจุบันมีการให้ใบอนุญาต 12,000 ร้านค้าที่ยังดำเนินการ ในช่วงปี 2569-2571 จะมีร้านค้าที่ใบอนุญาตทยอยหมดอายุ โดยปี2569 จำนวน 5,000-6,000 แห่ง ปี2570 จำนวน 4,000-5,000 แห่ง และปี 2571 ประมาณ 1,000 ร้านค้า และภายใน 2-3 ปีนี้ร้านค้าต้องปรับตัวเป็นสถานพยาบาลเท่านั้น จะต้องมีแพทย์ผู้ประกอบวิชาชีพ 6 วิชาชีพประจำตลอดเวลา
สำหรับ(ร่าง) พ.ร.บ.) กัญชงกัญชา ปัจจุบันอยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็น และจะสิ้นสุดในวันที่ 21 พ.ค. 2569 จะเร่งรัดร่างกฎหมายดังกล่าวให้เข้าสภาและมีผลบังคับใช้โดยเร็วที่สุด เพื่อให้มีการควบคุมแหล่งปลูก ฟาร์มปลูก
“ไม่เคยใช้กัญชาเสรี ใช้กัญชาเพื่อการแพทย์ ซึ่งหากปลูกใช้เองไม่มีความผิด แต่หากส่งออก แปรรูป จำหน่ายจะต้องได้รับอนุญาต”นายพัฒนากล่าว

