ประเทศไทยกำลังเปลี่ยน "สินทรัพย์จากใต้ดิน" ให้เป็น "ขุมทรัพย์ทางเศรษฐกิจ" ด้วยการรีแบรนด์ “น้ำพุร้อน” ทั่วประเทศราว 110-118 แห่ง สู่การเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสุขภาวะของประชาชน
ภายใต้โครงการ "Thai Wellness Destination: Namphu Ron" มุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านจากแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจทั่วไปสู่ระบบบริการสุขภาพแบบบูรณาการที่มีมาตรฐานสากลและมีอัตลักษณ์ความเป็นไทยอย่างโดดเด่น เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของโลก สร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับประเทศไทยในฐานะ “ศูนย์กลางน้ำพุร้อนเพื่อสุขภาพแห่งเอเชีย (Asian Wellness Namphu Ron Hub) ทว่า การพัฒนาที่ผ่านมายังขาดมาตรฐานกลางที่ชัดเจนและขาดการบูรณาการองค์ความรู้ด้านสุขภาพอย่างเป็นระบบ
น้ำพุร้อนเพื่อสุขภาพ 5 ดาว
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก จึงจัดทำ (ร่าง) "คู่มือมาตรฐานการประเมินและพัฒนาแหล่งน้ำพุร้อนเพื่อสุขภาพของประเทศไทย" เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางในการยกระดับคุณภาพบริการ สร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้รับบริการ ควบคู่ไปกับการสืบสานภูมิปัญญาไทยด้วยนวัตกรรมและมาตรฐานสากล เพื่อสร้างประสบการณ์เวลเนสไทยที่แตกต่างและโดดเด่นในเวทีโลก
ขอบเขตของเกณฑ์ประเมิน “มาตรฐานแหล่งน้ำพุร้อนเพื่อสุขภาพ” ครอบคลุมการดำเนินงานตั้งแต่การวิเคราะห์ศักยภาพ การประเมินคุณภาพ การพัฒนาองค์ประกอบ ด้านบริการ ไปจนถึงการยกระดับสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่มีมาตรฐาน และสามารถแข่งขันได้ใน ระดับสากล ครอบคลุมประเด็นสำคัญ 1. การประเมินทรัพยากรแหล่งน้ำพุร้อน และสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวข้อง
2.การประเมินความปลอดภัย สุขอนามัย และคุณภาพน้ำ 3. การประเมินบุคลากร และระบบการให้บริการด้านสุขภาพ 4. การออกแบบกระบวนการให้บริการสุขภาพ และประสบการณ์ผู้ใช้บริการแบบองค์รวม ครอบคลุมแนวคิดอายตนะทั้ง 6
5.การบูรณาการองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้แก่ อาหารไทยถิ่น สมุนไพร และหัตถการไทย 6.การบริหารจัดการแหล่งน้ำพุร้อนในมิติของความยั่งยืน สร้างอัตลักษณ์เวลเนสไทย และ7.การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
การประเมินทั้ง 7 ข้อจะแบ่งน้ำพุร้อนเพื่อสุขภาพออกเป็น 4 ระดับ
- ระดับที่ 1 แหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติ (Natural Namphu Ron) เป็นแหล่งที่ยังไม่มีการพัฒนาในด้านการให้บริการสุขภาพอย่างชัดเจน หรือยังไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานด้าน เวลเนสในภาพรวม โดยสะท้อนศักยภาพตั้งต้นของพื้นที่ที่สามารถพัฒนาเพิ่มเติมได้ในอนาคต
- ระดับที่ 2 แหล่งน้ำพุร้อนเพื่อสุขภาพระดับพื้นฐาน (Thai Wellness Destination: Namphu Ron – Basic Level) หรือ 3 ดาว ผ่านเกณฑ์มาตรฐานขั้นพื้นฐาน สามารถให้บริการด้านสุขภาพเบื้องต้นได้ และเริ่มมีการนำองค์ประกอบด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก หรือการ ส่งเสริมสุขภาพมาใช้ในการให้บริการ
- ระดับที่ 3 แหล่งน้ำพุร้อนเพื่อสุขภาพระดับก้าวหน้า (Thai Wellness Destination: Namphu Ron – Advanced Level) หรือ 4 ดาว การพัฒนาอย่างเป็นระบบ สามารถบูรณาการองค์ความรู้ด้านสุขภาพเข้าสู่การให้บริการได้อย่างชัดเจน และมีความพร้อมในการยกระดับสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
- ระดับที่ 4 แหล่งน้ำพุร้อนเพื่อสุขภาพระดับจุดหมายปลายทาง (Thai Wellness Destination: Namphu Ron – Excellence Level) หรือ 5 ดาว มีศักยภาพสูงในทุกมิติ สามารถพัฒนาเป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพที่มีคุณภาพในระดับประเทศและนานาชาติ โดยมีการให้บริการที่เน้นผลลัพธ์ด้านสุขภาพและประสบการณ์สุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม
บำบัดลึกถึงระดับ "อายตนะทั้ง 6"
นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ”ว่า หัวใจสำคัญของการยกระดับ น้ำพุร้อนเพื่อสุขภาพ คือ การบูรณาการ ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย"เข้ากับทรัพยากรน้ำแร่ธรรมชาติอย่างเป็นรูปธรรม โดยมี 3 เสาหลัก เป็นแกนกลางในการออกแบบบริการ ได้แก่ อาหารไทยถิ่น สมุนไพรไทย และหัตถการไทย
การยกระดับน้ำพุร้อนตามมาตรฐานนี้ จะไม่เป็นเพียงการแช่น้ำเพื่อความผ่อนคลายแบบเดิม แต่จะเป็นการสร้างโปรแกรมสุขภาพแบบองค์รวมที่ครอบคลุมทั้งมิติทางกาย จิตใจ และอารมณ์ โดยมีการออกแบบประสบการณ์ผ่าน "อายตนะทั้ง 6" คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ
เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้รับผลลัพธ์ด้านสุขภาพอย่างแท้จริง เช่น การใช้อุณหภูมิและระยะเวลาที่เหมาะสมตามหลักวารีบำบัด การใช้สมุนไพรในรูปแบบการอบหรือประคบ เพื่อเสริมประสิทธิภาพการดูแลสุขภาพหรือการรักษา และการจัดบริการอาหารไทยถิ่นที่ปรับสมดุลตามธาตุเจ้าเรือน
ในมิติของผลต่อสุขภาพ การพัฒนาให้แหล่งน้ำพุร้อนเป็นศูนย์กลางการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและฟื้นฟูร่างกายอย่างเป็นระบบ มีการคัดกรองสุขภาพผู้ใช้บริการก่อนเข้ารับบริการและมีการให้คำแนะนำเฉพาะบุคคลโดยบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ
ผลลัพธ์ที่คาดว่าจะได้รับ คือ การช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ลดความเครียด และส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสมในระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการดูแลสุขภาพทั่วโลกที่ให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูสมดุลชีวิตและการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)
ตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าจับตา
สำหรับมิติของการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ การยกระดับน้ำพุร้อนเพื่อสุขภาพถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งจากข้อมูลในปี พ.ศ. 2566 เศรษฐกิจเวลเนสของไทยมีมูลค่าสูงถึง 1.4 ล้านล้านบาท โดยการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสร้างรายได้กว่า 419,000 ล้านบาท และตลาดเวลเนสไทยมีอัตราการเติบโตสูงถึง 28.4% ภายในปีเดียว มีมูลค่ารวมกว่า 40.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
การพัฒนา "น้ำพุร้อน" สู่ระดับสากล คาดการณ์ว่าจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและรายได้จากการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพให้เพิ่มขึ้น 15-20% ภายในระยะเวลา 5 ปี นอกจากนี้ ยังก่อให้เกิดการจ้างงานในชุมชนท้องถิ่นกว่า 5,000 -10,000 ตำแหน่ง ผ่านการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการและบุคลากรด้านเวลเนสทั่วประเทศ
ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบการพัฒนาแหล่งน้ำพุร้อนในระดับสากล จะสะท้อนรูปแบบการสร้างคุณค่าและการบริหารจัดการ ที่หลากหลายตามบริบทของแต่ละประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมควบคู่กับมาตรฐานบริการ โดยวัฒนธรรมออนเซ็นเชื่อมโยงกับวิถีชีวิต สุขภาพ และการพักผ่อนอย่างเป็นระบบ ขณะที่ประเทศในยุโรปอย่างเยอรมนี และฮังการี พัฒนาแหล่งน้ำพุร้อนในรูปแบบการแพทย์เชิงบำบัด บูรณาการเข้ากับระบบสาธารณสุข และมีมาตรฐานรับรองที่เข้มงวด
"ไทยกำลังสร้างมาตรฐานใหม่ที่ใช้อัตลักษณ์และภูมิปัญญาไทยเป็นตัวนำ สร้างความแตกต่างจากออนเซ็นญี่ปุ่น หรือน้ำพุร้อนในรูปแบบการแพทย์เชิงบำบัดของยุโรป จะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลก ดึงดูดนักท่องเที่ยว ในฐานะไทยเป็น Asian Wellness Namphu Ron Hub"
การพัฒนาแหล่ง “น้ำพุร้อนเพื่อสุขภาพ” ตามมาตรฐาน "Thai Wellness Destination: Namphu Ron" จึงไม่ใช่เพียงแค่โครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว แต่เป็นยุทธศาสตร์ในการเปลี่ยนทรัพยากรธรรมชาติให้เป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจและสุขภาพ

