ขณะที่การสอบสวนโรค "ไวรัสฮันตา" เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ผู้ป่วยรายแรกบนเรือสำราญ MV Hondius ของเนเธอร์แลนด์จะได้รับเชื้อและแหล่งที่มาของการระบาด รวมถึง การสอบสวนทางระบาดวิทยาอย่างละเอียด การแยกผู้ป่วยและการจัดการทางคลินิก การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยทางการแพทย์ การตรวจทางห้องปฏิบัติการ และการติดตามและตรวจสอบผู้สัมผัสในระดับนานาชาติ ยังคงดำเนินการอยู่
และแม้ได้รับการยืนยันทางห้องปฏิบัติการว่าผู้ติดเชื้อไวรัสฮันตาบนเรือสำราญลำนั้น ทั้งหมดเป็นสายพันธุ์แอนดีส (Andes) ซึ่งเป็นสายพันธุ์เดียวที่มีรายงานในตอนนี้ว่า “ติดจากคนสู่คน” และเจอในแถบอเมริกาใต้
อย่างไรก็ตาม การระบาดของ “คลัสเตอร์เรือสำราญ” กำลังสร้างความหวั่นวิตกไปทั่วโลก “จะกลายเป็นการระบาดใหญ่ซ้ำรอยโรคโควิด-19”
ทว่า มีอย่างน้อย 5 เรื่องจากข้อมูลที่รู้เกี่ยวกับไวรัสนี้และข้อมูลคลัสเตอร์เรือสำราญ ณ วันที่ 8 พ.ค.2569 อาจจะทำให้ “ไวรัสฮันตา” ไม่ระบาดเฉกเช่นโควิด ซึ่งการรู้ข้อมูลของ “ไวรัส”ตัวนี้ จึงเป็นเรื่องสำคัญในการป้องกันและรับมือโรค
ช่องการติดเชื้อ-ระยะฟักตัว
เมื่อ 8 พ.ค.2569 กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ระบุว่า ฮันตาไวรัส (Hantavirus) เป็น “โรคที่มาจากหนู” เป็นเชื้อไวรัสที่อาศัยอยู่ในตัวหนูตามธรรมชาติ แล้วเชื้อจะปะปนออกมากับ ฉี่ อึ และน้ำลายของหนู (ตัวหนูเองจะไม่ป่วย แต่เป็นตัวนำพาโรค)
เป็นไวรัสที่สามารถทำให้เกิดโรครุนแรงและเสียชีวิตได้ พบได้ทั่วโลก โดยมีสัตว์รังโรค คือ สัตว์ฟันแทะ เช่น หนู เป็นพาหะนำโรค โดยช่องทางการติดต่อมาสู่คน
- จากสัตว์ฟันแทะสู่คน (ช่องทางหลัก) คนสามารถรับเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายได้จากการสูดละอองของปัสสาวะ อุจจาระ หรือน้ำาลายของสัตว์ฟันแทะ/หนูที่ฟุ้งกระจายในอากาศ
- จากการสัมผัสสารคัดหลั่งจากสัตว์ที่ติด เชื้อแล้วมาสัมผัสบาดแผลบนผิวหนังหรือเยื่อบุของร่างกาย เช่น ตา จมูก ปาก
- อาจติดเชื้อได้จาก การถูกหนูกัดแต่พบได้น้อย กิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการสัมผัสหนู เช่น การทำความสะอาดพื้นที่ปิดที่ระบาย อากาศไม่ดี การทำเกษตร ทำฟาร์ม การทำงานป่าไม้ การอาศัยในแหล่งที่มีหนูชุกชุม เป็นต้น
- จากคนสู่คน การแพร่เชื้อไวรัสฮันตาจากคนสู่คนพบได้น้อย และมีรายงานเฉพาะในเชื้อชนิด Andes virus เท่านั้น โดยมีรายงานในทวีปอเมริกา การแพร่เชื้อระหว่างคนสู่คนมีความเกี่ยวข้องกับการสัมผัสใกล้ชิดเป็น เวลานาน โดยเฉพาะในสมาชิกครอบครัวหรือคู่ครอง และมักเกิดขึ้นในระยะเริ่มต้นของการเจ็บป่วย ซึ่งเป็นช่วงที่สามารถแพร่กระจายเชื้อได้มาก
โรคนี้แม้จะพบไม่บ่อย แต่มีอัตราป่วยตายสูง แตกต่างกันตาม พื้นที่ซึ่งบางพื้นที่อัตราป่วยตายอาจสูงถึง 30–50 % ระยะฟักตัวของโรค โดยทั่วไป 1–8 สัปดาห์ หลังสัมผัสเชื้อไวรัส
อาการแสดง-การรักษาโรค
ระยะแรกผู้ป่วยจะมีอาการไข้ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ และอาการทางเดินอาหาร เช่น ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ในรายที่มีอาการรุนแรง ผู้ป่วยอาจมีอาการไอ หายใจล าบาก ความดันโลหิตต ่า ไต วาย หรือมีเลือดออกร่วมด้วย โดยแบ่งอาการได้เป็น 2 กลุ่ม
1.Hemorrhagic Fever with Renal Syndrome (HFRS): ไตวาย/เลือดออก พบในยุโรปและ เอเชีย ผู้ป่วยมีอาการไข้ ปวดศีรษะรุนแรง ปวดหลัง ปวดท้อง คลื่นไส้ อาจมีความดันต่ำ เลือดออก และไตวายเฉียบพลัน อัตราป่วยตายแตกต่างกันตามสายพันธุ์ของไวรัส ประมาณ 1 - 15 %
2.Hantavirus Pulmonary Syndrome (HPS/HCPS): โรคปอดรุนแรง พบในทวีปอเมริกา ผู้ป่วยอาการเริ่มต้น คือ ไข้ อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ ต่อมาประมาณ 4–10 วัน มีอาการไอ หายใจล าบาก แน่นหน้าอก อัตราป่วยตายสูง 20-40 %
การรักษาโรค ยังไม่มีวัคซีนหรือยาจำเพาะ เน้นการรักษาตามอาการ การเข้ารับการรักษาเร็วช่วยลดอัตราการ เสียชีวิตได้
วิธีป้องกันและควบคุมโรค
1.ลดโอกาสการสัมผัสระหว่างคนและสัตว์ฟันแทะเป็นหลัก
2.รักษาความสะอาดของบ้านและสถานที่ทำงาน ปิดช่องหรือรอยเปิดที่อาจทำให้สัตว์ฟันแทะเข้าสู่ อาคารได้
3. เก็บอาหารในภาชนะที่มิดชิดและปลอดภัยจากสัตว์ฟันแทะ
4. ใช้วิธีทำความสะอาดอย่างปลอดภัยในพื้นที่ที่ปนเปื้อนจากสัตว์ฟันแทะ โดยหลีกเลี่ยงการกวาดแห้ง หรือใช้เครื่องดูดฝุ่นทำความสะอาดมูลสัตว์ฟันแทะ ทำให้บริเวณที่ปนเปื้อนชื้นก่อนทำความสะอาด เพื่อลดการฟุ้งกระจายของเชื้อ
5.ใส่หน้ากากอนามัยและถุงมือยาง แล้วใช้ “น้ำยาฆ่าเชื้อ หรือ น้ำผสมน้ำยาซักผ้าขาว (ไฮเตอร์)” ฉีดพรมให้เปียกชุ่มก่อน ทิ้งไว้สักพัก แล้วค่อยใช้กระดาษทิชชู่หรือผ้าชุบน้ำเช็ดเก็บทิ้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่นฟุ้งเข้าจมูก
6. เสริมสร้างสุขอนามัย ด้วยการล้างมืออย่างสม่ำเสมอ
7.ในช่วงที่มีการระบาดของโรคหรือเมื่อพบผู้ป่วยสงสัย ควรมีการตรวจและแยกผู้ป่วยอย่างรวดเร็ว พร้อมติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิด และดำเนินมาตรการป้องกันและควบคุมโรคตามมาตรฐาน เพื่อจำกัดการแพร่กระจายของโรค
สถานการณ์ในไทย
- สถานการณ์ในไทย “ยังไม่มีการระบาดในประเทศ” และที่ผ่านมาไม่เคยพบผู้ติดเชื้อแบบรุนแรงใน ประชาชนจึงยังไม่ต้องตื่นตระหนก เพียงแต่ต้องเฝ้าระวังผู้ที่เพิ่งเดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยง
- การพบไวรัสฮันตาในไทยที่ผ่านมา เป็นคนละสายพันธุ์กับที่เกิดการระบาดบนเรือสำราญ
- การเฝ้าระวัง คัดกรอง ผู้ที่เดินทางมาจาก 13 ประเทศแถบอเมริการใต้ ในช่วง 6 สัปดาห์ก่อนเข้าไทย ณ ด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศตั้งแต่ 9 -11 พ.ค.2569 “ยังไม่พบผู้ป่วยต้องสงสัย”
5 เรื่องแตกต่างจาก ‘โรคโควิด-19’
จากข้อมูลที่มีเกี่ยวกับไวรัสฮันตา และคลัสเตอร์เรือสำราญ ณ วันที่ 8 พ.ค.2569 พอจะเห็นความต่างกับโรคโควิด-19 ที่อาจจะทำให้ฮันตาไม่ระบาดใหญ่เฉกเช่นโควิด
1. ไวรัสฮันตา ไม่ใช่โรคอุบัติใหม่
โควิด-19 ก่อนที่จะระบาดใหญ่นั้น เป็นโรคอุบัติใหม่ที่ทั่วโลกไม่เคยรู้จักมาก่อน ทำให้ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับไวรัสตัวนี้ ทั้งการติดต่อ การก่อโรค อาการ วิธีการรักษา วัคซีน ทำให้รับมือกับสถานการณ์ยาก
ส่วนไวรัสฮันตา ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี 2521 หรือ 48 ปีที่แล้ว ในประเทศเกาหลีใต้ และต้อมามีรายงานในหลายประเทศ เช่น ฟินแลนด์ ยุโรปตะวันออก และหรัฐอเมริกา โดยสหรัฐเริ่มมีระบบเฝ้าระวังตั้งแต่ปี 2536 ทำให้มีข้อมูลเกี่ยวกับไวรัสนี้ แม้ไม่มียาเฉพาะ ไม่มีวัคซีนป้องกัน แต่การดูแลรักษาแบบประคับประคองตั้งแต่เนิ่นๆ และการส่งต่อผู้ป่วยไปยังสถานพยาบาลที่มีห้องไอซียูครบครันโดยทันที สามารถช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตได้
2.โรคโควิด-19 เป็นโรคติดต่อจากคนสู่คน แต่ไวรัสฮันตายังจัดเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน
3.ช่องทางการติดต่อ
โควิด-19 ติดง่ายกว่า โดยสามารถติดได้จากการหายใจเอาละอองฝอยของผู้ติดเชื้อ
ไวรัสฮันตา ช่องทางหลักยังเป็นจากสัตว์ฟันแทะ จากการ “การสูดดมฝุ่นอึหรือฉี่หนูแห้ง” หรือจากการสัมผัส เอามือไปจับสิ่งของที่เปื้อนฉี่หรืออึหนู แล้วลืมล้างมือ หยิบจับอาหารเข้าปาก หรือมาขยี้ตา แคะจมูก
มีเพียงสายพันธุ์เดียวที่พบหลักฐานยืนยันว่าสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ คือ สายพันธุ์แอนดีส (Andes virus) ซึ่งสายพันธฺที่พบบนเรือสำราญ และพบในแถบประเทศอาร์เจนตินาและชิลี (อเมริกาใต้) เท่านั้น แต่ก็แพร่เชื้อจากคนสู่คนในวงจำกัด มักเกิดขึ้นในกลุ่มผู้สัมผัสใกล้ชิดและภายในครัวเรือน ซึ่งโดยทั่วไปต้องมีการสัมผัสใกล้ชิดเป็นเวลานาน
ส่วนสายพันธุ์ที่พบในเอเชียหรืออเมริกาเหนือ รวมถึงไทย ยังไม่มีรายงานการติดต่อคนสู่คน
4.ความสามารถในการแพร่เชื้อ
โควิด-19 ผู้ที่ติดเชื้อแต่ยังไม่มีอาการก็แพร่เชื้อได้ ทำให้ไวรัสกระจายไปโดยไม่รู้ตัว
ไวรัสฮันตา การแพร่เชื้อพบมากที่สุดในช่วงเริ่มต้นของอาการป่วย แต่เมื่อเริ่มมีอาการจะรุนแรงและทรุดลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกลุ่มอาการทางเดินหายใจเฉียบพลัน (HPS) ทำให้ผู้ป่วยต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทันที ลดโอกาสที่จะออกไปแพร่เชื้อในที่สาธารณะ
5.อัตราป่วยตาย ไวรัสฮันตาระบาดไม่ง่ายเท่าโควิด-19 แต่อันตรายกว่ามากในแง่ของความรุนแรงของโรค
โควิด-19 อัตราการเสียชีวิตโดยเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 1-3% ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และการฉีดวัคซีน แปลว่าคนที่ติดเชื้อจำนวนมาก อาการไม่ได้รุนแรงจนถึงขั้นต้องนอนรักษาตัวในรพ. โอกาสที่ผู้ติดเชื้อจะปะปนในสังคมและแพร่เชื้อต่อเกิดขึ้นได้ง่าย
ส่วนไวรัสฮันตา ตัวที่ก่อให้เกิดกลุ่มอาการทางเดินหายใจ ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ระบาดบยเรือสำราญและติดคนสู่คน มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 35-40% ส่วนตัวที่โจมตีพุ่งเป้าไปที่ไต อัตราป่วยตาย 1-15 %
ทางระบาดวิทยานั้น มักมีการกล่าวว่าโรคที่มีมีอัตราป่วยตายสูง จะมีโอกาสแพร่เชื้อต่อได้น้อยกว่าโรคที่อัตราป่วยตายต่ำ เพราะเมื่อคนป่วยมีอาการจะเข้ารับรักษาในรพ. หรือเสียชีวิต ไม่ได้ปะปนในสังคม
สิ่งที่ต้องจับตาต่อ
1.จำนวนผู้ติดเชื้อจากคลัสเตอร์เรือสำราญ มีเพิ่มเติมหรือไม่ หลังจากมีการเฝ้าระวัง และดำเนินมาตรการในการป้องกันควบคุมโรค และผู้โดยสารเดินทางกลับประเทศภูมิลำเนาแล้ว ซึ่งต้องระวังอย่างน้อย 6 สัปดาห์ตามระยะฟักตัวโรค
2.การกลายพันธุ์ของไวรัสฮันตา สายพันธุ์ แอนดีส ต้องดูการวิเคราะห์ลำดับพันธุกรรมของไวรัสสายพันธุ์แอนดีส ที่ระบาดบนเรือสำราญ เพื่อเปรียบเทียบสายพันธุ์นี้ที่แพร่ระบาดเป็นประจำอยู่ในอาร์เจนตินา ชิลี และอุรุกวัย ว่ามีการกลายพันธุ์หรือไม่ ซึ่งองค์การอนามัยโลกกำลังดำเนินการ
หากไม่เปลี่ยนแปลง มาตรการหลักก็อาจมุ่งเน้นที่คลัสเตอร์เรือสำราญนี้ แต่ถ้าเปลี่ยนแปลง ก็ต้องดูว่าการติดต่อคนสู่คนง่ายขึ้นหรือไม่ ช่วงที่ยังไม่มีอาการป่วยสามารถแพร่เชื้อต่อได้หรือไม่ การก่อโรครุนแรงขึ้นหรือไม่ มาตรการรับมือต่างๆก็อาจเปลี่ยนไป
ไวรัสฮันตา ‘แอนดีส’ ไม่ใช่จุดเริ่มต้นโรคระบาดใหญ่
ณ 8 พ.ค.2569 เทดรอส อัดฮานอม เกรเบรเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก ( WHO) ระบุว่า ความเสี่ยงติดเชื้อของสาธารณะในภาพรวมยังอยู่ในระดับต่ำ แต่เนื่องจากระยะฟักตัวของไวรัสอาจนานถึง 6 สัปดาห์ จึงมีความเป็นไปได้ที่จะพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้น
“ไวรัสฮันตาสายพันธุ์ Andes นี้ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของโรคระบาดใหญ่ และต่างจากโควิด-19 เพราะไม่ได้ติดต่อทางอากาศ แต่ต้องอาศัยการสัมผัสใกล้ชิดอย่างแนบแน่น” ดร. มาเรีย ฟาน เคอร์โคฟ ผู้อำนวยการด้านการเตรียมความพร้อมรับมือโรคระบาดขององค์การอนามัยโลก (WHO)
อ้างอิง :องค์การอนามัยโลก(WHO) , กรมควบคุมโรค ,กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ,โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน คณะเวชศาสตร์เขตร้อน ม.มหิดล ,สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย

