วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม 2569

Login
Login

สธ.จัดตั้ง 'กองทุนสาธารณสุขชายแดน' ขอรับการสนับสนุนทุนจากนานาชาติ

สธ.จัดตั้ง 'กองทุนสาธารณสุขชายแดน' ขอรับการสนับสนุนทุนจากนานาชาติ

สธ.จัดตั้ง “กองทุนสาธารณสุขชายแดน” ขอรับการสนับสนุนทุนจากนานาชาติ -ปฏิรูปการเงินการคลัง แยกบัญชีค่าใช้จ่ายคนไทยและต่างด้าวให้ชัดเจน -ร่วมมือฝ่ายปกครองคัดกรองและจัดระเบียบการข้ามฝั่งเข้ารับการรักษา หลังรพ.แนวตะเข็บเจอวิกฤติรุมหลายเด้ง

ดังที่ “กรุงเทพธุรกิจ” ได้ติดตามและนำเสนอสะท้อนถึง  “ปัญหาของรพ.ชายแดน” มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน โดยชี้ให้เห็นประเด็นที่เป็นปัญหาเรื้อรัง จากโครงสร้างการเงินของระบบ ที่มีการจัดสรรให้กับรพ.ต่ำกว่าต้นทุนจริง ,การดูแลประชากรไร้สัญชาติหรือรอพิสูจน์สถานะ และหนี้เสียจากค่ารักษาคนต่างชาติข้ามแดน 
จนเมื่อปี 2568 และ 2569 ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ซ้ำเติมปัญหาให้หนักหน่วงขึ้น จากการถูกตัดเงินช่วยเหลือดูแลค่ายผู้ลี้ภัยจากต่างชาติ  และราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น จากสงครามตะวันออกกลาง 

ทั้งหมดนี้ ส่งผลให้ประเทศไทย จัดสรรงบประมาณ ราวปีละ 1,500 ล้านบาทเพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาลประชากรกลุ่มไร้สัญชาติหรือรอพิสูจน์สถานะ ที่มีอยู่ราว 7 แสนคน  นอกจากนี้ ยังต้องแบกภาระหนี้เสีย จากการค้างจ่ายค่ารักษาพยาบาล โดยที่รพ.ไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ เพราะคนไข้เมื่อหายป่วยได้ข้ามแดนกลับไปประเทศแล้ว  อยู่ที่ปีละราว 2,000 ล้านบาท

ล่าสุด เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569  ที่โรงพยาบาลอุ้มผาง จ.ตาก นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข  กล่าวในการประชุมติดตามการดำเนินงานสาธารณสุขและการจัดบริการสุขภาพกลุ่มประชากรต่างชาติในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา จ.ตาก ผ่านระบบออนไลน์ โดยมี นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.เลิศชาย เลิศวุฒิ รักษาการในตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 2 และคณะผู้บริหารจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาคในพื้นที่ จ.ตาก เข้าร่วมประชุมว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีความห่วงใยสถานการณ์การดำเนินงานของโรงพยาบาลในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา จ.ตาก และสั่งการให้เร่งดำเนินมาตรการแก้ไขเชิงระบบเพื่อความยั่งยืน

“กระทรวงสาธารณสุขวางได้แนวทางการดำเนินงาน เน้นให้บริหารจัดการการควบคุมโรคระบาดตามแนวชายแดนให้มีประสิทธิภาพ บริหารกำลังคนให้เหมาะสมกับภาระงานและพื้นที่ โดยจะสนับสนุนการจัดสรรงบประมาณสำหรับผู้มีสิทธิ์รักษาพยาบาล และเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำภารกิจของโรงพยาบาลชายแดน ตลอดจนขอรับการสนับสนุนทุนจากต่างประเทศ กรณีผู้ที่ยังไม่มีสิทธิ์การรักษา”นายพัฒนากล่าว    

ขณะที่ นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานสาธารณสุขและการจัดบริการสุขภาพกลุ่มประชากรต่างชาติในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา จ.ตาก ทั้งที่ อ.แม่สอด  อ.พบพระ และในวันนี้ที่ อ.อุ้มผาง ซึ่งเป็นพื้นที่ทุรกันดาร เส้นทางขึ้นเขาคดเคี้ยว เดินทางลำบาก โดยใช้เวลาเดินทางไปยัง รพ.แม่สอดถึง 3 ชั่่วโมง 30 นาที พบว่า บุคลากรมีความตั้งใจและทุ่มเทในการทำงานอย่างมาก  สามารถบริหารจัดการทั้งด้านสุขาภิบาลและโรคระบาดได้เป็นอย่างดี

เบื้องต้นได้มอบหมายให้รักษาการผู้ตรวจราชการฯ ติดตามการพัฒนาอย่างใกล้ชิดใน 4 ประเด็น ได้แก่

1. ระบบไฟฟ้าและ IT โดยสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ พัฒนาระบบสารสนเทศ ให้สามารถเคลมเงินหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

2.การปฏิรูปการเงินการคลัง โดยแยกบัญชีค่าใช้จ่ายระหว่างคนไทยและต่างด้าวให้ชัดเจน รวมถึง งานส่งเสริมป้องกันโรคในระดับ รพ.สต. เพื่อความโปร่งใสและสร้างความมั่นใจในการให้บริการคนไทย

3.การตั้งงบช่วยเหลือจากส่วนกลางร่วมกับเขตราชการ จำนวน 50 ล้านบาท และจัดตั้งกองทุนสาธารณสุขชายแดน เพื่อรับการช่วยเหลือจากนานาชาติต่อไป

4.ร่วมมือกับฝ่ายปกครองและฝ่ายกฎหมายในการจัดระเบียบการข้ามฝั่งมารับการรักษา รวมทั้งช่วยคัดกรองกลุ่มต่างด้าวที่มีกำลังจ่าย เพื่อจัดเก็บค่าบริการตามจริง