นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการบริหารจัดการแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุขว่า หากดูจากสถิติอัตราแพทย์ต่อประชากรของประเทศไทยที่มีการใช้อ้างอิงมาตลอดอยู่ที่ 1 ต่อ 900 แล้วเปรียบเทียบกับตัวเลข 1 ต่อ 600 ซึ่งเป็นสัดส่วนแพทย์ของประเทศในสหภาพยุโรป หรือประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่หากพิจารณาจากตัวเลขที่ดูจากค่างาน ที่เรียกว่า FTE (Full-Time Equivalent) ทำให้เห็นภาพว่าประเทศไทยยังขาดแพทย์อีกราว 20,000-30,000 คน
แพทย์รุ่นใหม่เมินเรียนเฉพาะทางสาขาหลัก
ทั้งนี้ ปัญหาเรื่องขาดแคลนแพทย์เป็นของกระทรวงสาธารณสุข ไม่ได้เป็นของภาคส่วนอื่นๆที่จำนวนแพทย์ค่อนข้างดี ซึ่งเป็นส่วนที่ดึงแพทย์ไป ทำให้ในส่วนของสธ. เมื่อพิจารณาสัดส่วนแพทย์ของสธ.จะกลายเป็น 1 ต่อ 2,000-3,000 คน ทั้งๆที่ตัวเลขภาพรวมของประเทศมีสัดส่วน 1 ต่อ 900 คน
“แสดงให้เห็นว่า ปัญหาของประเทศไทย ไม่ใช่จำนวนไม่พอ แต่เป็นเรื่องกระจายตัวไม่เหมาะสม บวกกับเมื่อผลิตแพทย์มาแล้ว แพทย์จบใหม่มาใช้ทุนเสร็จแล้วก็ไปเรียนต่อเฉพาะทาง ก็จะเลือกเรียนสาขาเฉพาะทางที่เป็นสาขาหลักน้อยลง เลือกไปเรียนสาขาที่สบายมากขึ้น หรือบางคนออกจากราชการเพื่อไปทำเรื่องของเสริมความงาม เป็นเทรนด์ที่หลังๆสธ.มองเห็นแนวโน้มแบบนี้มากขึ้น”นพ.สมฤกษ์กล่าว
ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขกำลังเร่งทำรายละเอียดความต้องการแพทย์ในแต่ละโรงพยาบาลให้เสร็จภายใน 3 เดือน โดยพิจารณาจากปริมาณงานจริง เช่น จำนวนเตียงผู้ป่วยใน จำนวนประชากรที่ต้องดูแลในระดับปฐมภูมิ เพื่อให้รู้ว่าในโรงพยาบาลแต่ละขนาดตั้งแต่ 30 เตียง ขนาด 60, 90, 150 ไปจนถึง 200 -300 เตียงที่มีแพทย์เฉพาะทางในระดับหนึ่ง ดูแลประชากรหลักราว 1 -2 แสนคน มักจะเป็นรพ.จังหวัด และรพ.ขนาดเอ 600-700 เตียงขึ้นไป ที่มีแพทย์เฉพาะทางหลายสาขา
เมื่อได้ข้อมูลตามปริมาณจริงนี้แล้ว จะทำให้รู้ว่ารพ.แต่ละแห่งควรจะมีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว แพทย์ห้องฉุกเฉิน รวมถึง แพทย์เฉพาะทางสาขาหลัก สูติ-นรีแพทย์ ศัลยแพทย์ อายุรแพทย์ กุมารแพทย์ แพทย์ออร์โธปิดิกส์ และวิสัญญีแพทย์จำนวนกี่คน โดยจะเป็นภาพของกระทรวงสาธารณสุข และภาพรวมของเกือบทั้งประเทศด้วย
เพิ่มค่าตอบแทนแพทย์เฉพาะทางที่งานหนัก
นอกจากนี้ กำลังพิจารณาปรับเรื่องค่าตอบแทน สำหรับแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว (Family Medicine)ที่อยู่ในระดับปฐมภูมิ และแพทย์เฉพาะทางที่อยู่ในรพ.ใหญ่ ซึ่งในเวลาทำงานแต่ละสาขาของแพทย์เฉพาะทางจะทำงานไม่เท่ากัน บางสาขาคนไข้น้อย บางสาขาคนไข้มาก ซึ่งปัจจุบันได้เงินเดือนเท่ากัน แต่จะต่างกันตรงค่าอยู่เวรนอกเวลา ดังนั้น กำลังพิจารณาเรื่องการนำปริมาณงานมาใช้ประกอบการให้ค่าตอบแทนที่ไม่เท่ากัน แต่จะเป็นไปตาม Productivity
ในพื้นที่รพ.ที่แพทย์เฉพาะทางสาขาหลักมีจำนวนน้อยกว่างานที่ควรจะเป็น โดยจำนวนคนไข้เท่านี้ ควรมีแพทย์เฉพาะทางจำนวนเท่านี้แต่กลับมีน้อยกว่า ก็จะถือว่าขาดแคลนแพทย์ฉพาะทาง ก็ต้องได้ค่าตอบแทนมากกว่าในพื้นที่อื่นที่ไม่ขาด
อย่างเช่น ส่วนของเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษของผู้ปฏิบัติงานด้านการสาธารณสุข (เงินพตส.) หากพื้นที่ขาดมากกว่า 40 % ถือว่าแบกภาระงานมาก อาจจะเพิ่มจาก 5,000 เป็น 15,000 บาท หรือหากขาดอยู่ระหว่าง 20-40 % อาจเพิ่มเป็น 10,000 บาท เป็นต้น รวมทั้ง จะพิจารณาเรื่องการเปลี่ยนรูปแบบของค่าตอบแทนตามผลการปฏิบัติงาน (Pay for Performance : P4P)ด้วย
หารือราชวิทยาลัยเพิ่มหลักสูตร
นพ.สมฤกษ์ กล่าวด้วยว่า ไม่เพียงเท่านี้ ได้หารือร่วมกับราชวิทยาลัย เช่น สูติ-นรีแพทย์ ,อายุรแพทย์ เพื่อขอให้ส่งแพทย์ประจำบ้าน หรือ แพทย์Resident ที่กำลังศึกษาต่อและฝึกอบรมในสาขาเฉพาะทางมาเก็บเคสผู้ป่วยที่รพ.สังกัดกระทรวงสาธารณสุข และเตรียมหารือกับราชวิทยาลัยต่างๆ เพื่อให้มีการเพิ่มเติมหลักสูตรการฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทางที่มีคุณภาพมาตรฐานอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งตรงกับการให้บริการรักษาผู้ป่วยในรพ.สธ.
อย่างเช่น แพทย์เฉพาะทางศัลยกรรมประสาทและสมอง ที่ต้องใช้เวลาฝึกอบรม 5 ปีเพื่อให้สามารถรักษาโรคได้ระดับสูง ทำให้ไม่ค่อยมีคนสมัครเรียน ขณะที่การรักษาของศัลยแพทย์ประสาทและสมองในรพ.จังหวัดนั้น โดยมากจะรักษาเกี่ยวกับอุบัติเหตุและเส้นเลือดสมองแตก ซึ่งอาจจะใช้เวลาฝึกอบรมเฉพาะทางเรื่องนี้เพียง 3 ปี แพทย์ก็สามารถมาให้การรักษาอาการเหล่านี้ได้แล้ว
ส่วนอนาคตหากแพทย์ต้องการไปทำงานต่อในรพ.ระดับที่สูงขึ้น จึงค่อยไปฝึกอบรมต่อยอดอีก 2 ปี หรือกรณีกุมารแพทย์ ก็เช่นเดียวกัน กุมารแพทย์ที่จะไปประจำอยู่รพ.ชุมชนหรือระดับอำเภอ อาจไม่ได้จำเป็นต้องฝึกอบรมลึกมากเหมือนเช่นกุมารแพทย์ที่จะไปประจำอยู่รพ.ขนาดใหญ่ ที่อาจจะมีเคสยากซับซ้อนมากกว่า เช่นเดียวกับ ศัลยแพทย์อื่นๆ อายุรแพทย์ และแพทย์เฉพาะทางสาขาหลักอื่นๆ
ปรับเกณฑ์จูงใจแพทย์ใช้ทุน
นพ.สมฤกษ์ กล่าวอีกว่า สำหรับในส่วนของแพทย์จบใหม่ หรือแพทย์ใช้ทุน ที่มีปีละประมาณ 2,500-3,000 คน แต่ไปใช้ทุนในรพ.สังกัดอื่นๆราว 800 คน จะเหลือเข้าสู่ระบบของสธ.ประมาณ 1,600 คน โดยในจำนวนนี้ 50 % เป็นแพทย์จากโครงการผลิตแพทย์เพื่อชาวชนบท หรือ ซีเพิร์ด(CPIRD) ที่เหลือจากโครงการกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย(กสพท.) ซึ่งระบบเดิมจะให้แพทย์กลุ่มนี้ทั้งหมด จับสลากรพ.ที่จะไปทำงานใช้ทุน บางคนได้พื้นที่ที่ไม่เต็มใจจะไป ก็จะลาออก หรือยอมจ่ายเงินชดใช้ทุน
สธ.จึงปรับวิธีการเลือกลงพื้นที่ใหม่ โดยระบุพื้นที่ขาดแคลนแล้วให้แพทย์จบใหม่เลือกไปใช้ทุนในรพ.ดังกล่าว ซึ่งแพทย์ที่เลือกในรพ.เหล่านี้ เมื่อใช้ทุนครบและได้สิทธิไปเรียนต่อเป็นแพทย์เฉพาะทาง ก็จะได้รับสิทธิในเลือกสาขาที่จะเรียนเฉพาะทางตามสาขาที่สธ.กำหนดและสถานที่ที่จะไปเรียนเฉพาะทางก่อนแพทย์ที่เลือกวิธีจับสลากรพ.ใช้ทุน โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2569 มีรพ.สธ.กว่า 30 แห่ง จำนวนแพทย์ที่ต้องการกว่า 250 คน ทั้งนี้ จำนวนก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละปี
“ปรากฎว่าน้องปี 1 ที่ใช้ทุนอยู่กำลังจะขึ้นปี 2 มี 180 คนยกมือขอไปในกลุ่มรพ.ขาดแคลน ส่วนน้องที่จะจบมหาวิทยาลัยตอนนี้ก็มีเลือกไว้ก่อนประมาณ 100 กว่าคนเช่นกัน แต่ยังขาดในพื้นที่จ.บึงกาฬ และจ.ศรีสะเกษ ซึ่งในวันที่ 14 พ.ค.นี้ จะมีการจับสลากของแพทย์ จะแจ้งน้องๆ ว่ายังเหลือพื้นที่ให้เลือกลงได้ หากไม่ต้องการจับสลาก” นพ.สมฤกษ์กล่าว
อีกทั้ง สธ.ได้แก้เกณฑ์สำหรับแพทย์ซีเพิร์ดที่เดิมจะต้องกลับไปใช้ทุนและทำงานในพื้นที่ภูมิลำเนา แต่ปรากฎว่าบางจังหวัดนั้นมีความเพียงพอของแพทย์แล้ว ไม่ได้ขาดแคลนเหมือนในอดีต จึงปรับเปลี่ยนให้แพทย์ซีเพิร์ด สามารถเลือกในไปทำงานในจังหวัดอื่นภายในเขตสุขภาพเดียวกันที่มีความต้องการแพทย์มากกว่าได้ เริ่มดำเนินการในปี 2569
แก้ปัญหาสตาฟฟ์
“เรื่องแพทย์ใช้ทุนลาออก จากข้อร้องเรียนและงานวิจัย พบว่าสาเหตุ ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่เป็นเรื่องทำงานหนัก และแพทย์สตาฟฟ์ไม่สนใจจะสอนงาน หรือไม่ลงมาดูแลคนไข้ด้วย เช่น การรับปรึกษาเคสทางโทรศัพท์แต่ไม่มาดูคนไข้จริง”นพ.สมฤกษ์กล่าว
นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า สธ.ได้ดำเนินการเชิงรุกด้วยการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยสตาฟฟ์ในจังหวัดบึงกาฬและนครพนม และมอบหมายให้ผู้ตรวจราชการเขตสุขภาพเป็นผู้กำกับดูแลเรื่องนี้ โดยตรงเพื่อลดปัญหาความขัดแย้งภายในรพ. รวมถึง ดูในเรื่องแพทย์ที่จบจากสถาบันเอกชนในและต่างประเทศซึ่งไม่ต้องใช้ทุน แต่จะเข้าสู่ระบบราชการของสธ.ด้วย

