กรมควบคุมโรค เผยไวรัสโคโรนาในค้างคาวเป็นการเฝ้าระวังโรคปกติในสัตว์ป่า ยังไม่พบติดเชื้อในคน ไม่มีสัญญาณระบาด ยืนยันความเสี่ยงต่อประชาชนยังต่ำ
วันนี้ (8 พฤษภาคม 2569) นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงกรณีการตรวจพบ ไวรัสโคโรนาในค้างคาว ในประเทศไทยว่า เป็นการค้นพบทางวิชาการจากระบบเฝ้าระวังโรคตามปกติ ซึ่งสะท้อนว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการตรวจจับเชื้อโรคใหม่ได้อย่างรวดเร็ว
การศึกษาของนักวิจัยค้างคาวมงกุฎในถ้ำแห่งหนึ่งในจังหวัดฉะเชิงเทรา ประเทศไทย ได้ค้นพบข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับไวรัสโคโรนาที่มีความใกล้ชิดกับไวรัส SARS-CoV-2 ซึ่งเป็นต้นตอของโควิด 19 การค้นพบนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้เข้าใจธรรมชาติของไวรัสในสัตว์ป่าได้ดีขึ้น แต่ข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้เตรียมพร้อมรับมือกับโรคระบาดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างรัดกุมยิ่งขึ้น
การตรวจพบไวรัสโคโรนาในค้างคาวในประเทศไทยครั้งนี้ เป็นการค้นพบทางวิชาการจากระบบเฝ้าระวังโรคตามปกติในสัตว์ป่าตามแนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) ที่เชื่อมระบบการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคระหว่างคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งสะท้อนว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการตรวจจับเชื้อโรคใหม่ได้อย่างรวดเร็ว โดยประเทศไทยมีความร่วมมือระดับนานาชาติ และมีการเฝ้าระวังทางห้องปฏิบัติการที่มีมาตรฐานสูง
"จากการเฝ้าระวังโรคขณะนี้ยังไม่พบผู้ติดเชื้อในมนุษย์ และข้อมูลการศึกษาพบว่าเชื้อดังกล่าวมีความสามารถในการก่อโรคและแพร่กระจายต่ำกว่าโควิด 19 อย่างมาก วัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 ยังมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคไม่ให้มีความรุนแรงมากขึ้น จึงมีความเสี่ยงในการระบาดต่ำ"นพ.มณเฑียรกล่าว
นพ.ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ให้ข้อแนะนำว่า ประชาชนสามารถป้องกันตนเองจากโรคติดเชื้อไวรัสจากสัตว์สู่คนได้โดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่า โดยเฉพาะค้างคาว รวมถึงหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้มูลสัตว์หรือพื้นที่อับชื้นที่อาจปนเปื้อนสารคัดหลั่งจากสัตว์ ควรล้างมือด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์เจลเป็นประจำ รับประทานอาหารที่ปรุงสุก ใช้อุปกรณ์ป้องกัน เช่น หน้ากากหรือถุงมือ เมื่อต้องไปท่องเที่ยว หรือทำงานในพื้นที่ที่มีค้างคาวชุกชุม และหากมีอาการไข้ ไอ หายใจลำบาก หลังสัมผัสสัตว์หรือเดินทางจากพื้นที่เสี่ยง ควรรีบพบแพทย์ทันที
ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่พบการติดเชื้อในมนุษย์ และความเสี่ยงต่อประชาชนทั่วไปยังอยู่ในระดับต่ำ จึงไม่ควรตื่นตระหนก แต่ควรติดตามข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด

